ลงพื้นที่ศึกษาชุมชน บ้านโป่งขนุน ต.แม่ศึก อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่
วันที่ 27 – 28 เมษายน 2569
คณะอาจารย์และเจ้าหน้าที่คลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อม คณะนิติศษสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เดินทางไปยังบ้านโป่งขนุน ต.แม่ศึก อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ เพื่อศึกษาวิถีชีวิตของชุมชน โดยทีมคลนิกกฎหมายสิ่งแวดล้อมได้รับการอำนวยความสะดวกจากกลุ่มโอะเคาะนาเลอะโป่งขนุน (แปลว่า “รอคอยเธอที่โป่งขนุน”) ซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ในชุมชนโป่งขนุนที่มีความต้องการที่จะออกแบบและสร้างสรรค์ชุมชนบ้านเกิดของตนเองให้เป็น “บ้าน” ที่คนรุ่นใหม่ยังกลับมาใช้ชีวิต กลับมาแสดงศักยภาพของนเองได้อย่างเต็มที่
การลงพื้นที่เพื่อศึกษาชุมชนในตครั้งนี้ ทีมคลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อม ได้เห็นถึงความหวัง ความฝัน ศักยภาพของคนรุ่นใหม่ และไอเดียการสร้างสรรค์ ของคนรุ่นใหม่ในชุมชนโป่งขนุน ทั้งในเรื่องของความมุ่งมั่นของกลุ่มโอะเคาะนาเลอะโป่งขนุน ในการร่วมกันสร้างพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ไม่จำเป็นต้องออกไปทำงานนอกบ้านเกิดเพื่อทำให้บ้านเกิดเป็น “บ้าน” ที่เปิดรับคนหนุ่มสาวกลับมาอยู่อาศัยกับครอบครัวเครือญาติและแสดงศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่
สิ่งที่สำคัญคือกลุ่มโอะเคาะนาเลอะโป่งขนุนมีความมุ่งมั่นที่จะปลดล็อกโซ่ตรวนปากท้องจากการปลูกข้าวโพดพืชเศรษฐกิจที่ดูเหมือนเป็นทางเลือกแต่เลือกไม่ได้ โดยการสนับสนุนการปลูกพืชที่หลากหลายแทนการพึ่งพาข้าวโพดเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นการสร้างเส้นทางความเป็นไปได้ของเศรษฐกิจชุมชนที่หลากหลาย ประกอบไปด้วย การปลูกกาแฟอาราบิก้าที่นำโดยบาริสต้าระดับโปรซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ผู้มีประสบการณ์ได้รางวัลจากการแข่งขันระดับโลก การปลูกต้นกล้วยเพื่อให้ร่วมเงาแก่ต้นกาแฟและเตรียมไปทำเป็นวัตถุดิบแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชน และการทอผ้าพื้นเมืองที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโดยอาศัยภูมิปัญญาของแม่ ๆ กลุ่มสตรีทอผ้า
ท้ายที่สุดแล้ว ชีพจรของชุมชนโป่งขนุนมีรากฐานมาจากการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่สืบทอดองค์ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมธรรมชาติผ่านบรรพบุรุษจากรุ่นสู่รุ่น ชุมชนแห่งนี้เป็นชุมชนชาติพันธุ์ปกาเกอะญอที่มีการกำหนดเขตพื้นที่ไว้เป็นประเภทต่าง ๆ อย่างชัดเจนและปฏิบัติตามจารีตวัฒนธรรมตามคำสอนของบรรพบุรุษอย่างสืบเนื่อง พื้นที่จะแบ่งออกเป็นเขตบ้านที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นชุมชนที่ผู้คนสามารถไปมาหาสู่พบปะกันได้ ต่อมาเป็นเขตที่ดินทำกินเป็นพื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจของแต่ละครอบครัวซึ่งจะมีวิธีการจัดการดูแลทรัพยากรทั้งระบบไม่ว่าจะเป็นดินที่ใช้เพาะปลูก การจัดการเศษวัสดุของพืชเพาะปลูก และสิ่งที่ขาดไปไม่ได้คือการจัดการน้ำดื่มและน้ำใช้ที่มาจากแหล่งต้นน้ำในเขตป่าอนุรักษ์ของชุมชน
เรียบเรียงโดย
