กรณีการคัดค้านโครงการก่อสร้างเหมืองแร่ถ่านหิน บ้านกะเบอะดิน อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่
ชื่อกลุ่มชุมชน : หมู่บ้านกะเบอะดิน
เจ้าของโครงการ : บริษัท 99 ธุวานนท์ จำกัด
พื้นที่ตั้งโครงการ : หมู่ที่ 12 ตำบลอมก๋อย อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่
เนื้อที่โครงการประมาณ : 284 ไร่ 30 ตารางวา
คู่กรณี :
ผู้ฟ้อง
ตัวแทนชุมชนจากหมู่บ้านกะเบอะดิน ชุมชนเส้นทางขนส่งแร่ ประชาชนที่อาศัยในอำเภออมก๋อย 50 คน และผู้ร่วมลงชื่อสนับสนันฟ้องเนื่องจากเป็นผู้ที่ได้รับหรืออาจได้รับความเสียหายอีก 615 คน
ผู้ถูกฟ้อง
คณะกรรมการผู้ชานาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองแร่ (คชก.)
สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)
บริษัท 99 ธุวานนท์ จำกัด
Out Line ข้อมูล
เจ้าของโครงการอธิบายเหตุผลสนับสนุนโครงการว่ามาจากมีการสำรวจแอ่งกะเบอะดินซึ่งเป็นพื้นที่โครงการพบแร่ซับบีทูมินัส (Sub-Bituminous Coal) ซึ่งเป็นแร่ถ่านหินที่มีศักยภาพสูงกว่าแร่ถ่านหินธรรมดาทำให้เห็นว่าเป็นพื้นที่เหมาะแก่การเปิดเหมืองแร่ในเชิงพาณิชย์เพื่อเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านพลังงานแก่ประเทศ ซึ่งสอดรับกับความต้องการพลังงานภายในประเทศที่สูงขึ้นโดยจะเป็นพลังงานทางเลือกที่จะลดการนำเข้าแหล่งพลังงานจากต่างประเทศ และยังสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นซึ่งกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน
Timeline โครงการ
22 กุมภาพันธ์ 2543
2551-2554
10 สิงหาคม 2553
4 ตุลาคม 2554
บริษัท 99 ธุวานนท์ ขอจดทะเบียนประทานบัตรทำเหมืองแร่ตามคำขอประทานบัตรที่ 1/2543 ในปี 2543 และสำนักงานอุตสหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ได้รับจดทะเบียนเป็นคำขอประทานบัตรที่ 1/2543 ลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2543
บริษัทฯสงตัวแทนเข้าไปในพื้นที่เพื่อขุดเจาะดินนำไปตรวจสอบ เพื่อการทำเหมืองแร่ถ่านหิน ที่ บ้านกะเบอะดิน ต.อมก๋อย อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่
บริษัท 99 ธุวานนท์ ได้ให้บริษัท ทอพ-คลาส คอนซัลแทนท์เป็นผู้ศึกษาจัดทำและนำเสนอรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ส.ผ.)
สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้มีหนังสือตอบกลับมายังบริษัท 99 ธุวานนท์ จำกัด โดยอ้างถึงมติที่ ประชุมครั้งที่ 24/2554 ของคณะกรรมการผชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) ว่ามีมติเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการเหมืองแร่ถ่านหินอมก๋อย โดยให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและมาตรการติดตามผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด แต่ เมื่อพระราชบัญญัติแร่ปี พ.ศ.2560 บังคับใช้ จึงต้องเริ่มต้นการรับฟังความคิดเห็นของชาวบ้าน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการอนุมัติใบประทานบัตร อีกครั้ง
ปี 2561
2 พฤศจิกายน
อธิบดีกรมป่าไม้ โดยคณะกรรมการพิจารณาการใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติมีมติเห็นชอบให้บริษัทฯ เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าอมก๋ออย ท้องที่ตำบลอมก๋อย อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่
ปี 2562
29 มีนาคม
25 เมษายน
3 กรกฎาคม
1 – 31 สิงหาคม
ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ลงนามในหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ผลสืบเนื่องมาจากมติคณะกรรมการพิจารณาการใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเมื่อวันที่ 2 พฤษจิกายน 2561
สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ ได้ปิดประกาศการขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ ณ ที่ว่าการอำเภออมก๋อย เพื่อแจ้งให้ประชาชนทราบเกี่ยวกับการขอประทานบัตร
ประชาชนบ้านกะเบอะดิน และชาวอำเภออมก๋อย ออกมาแสดงพลังคัดค้านการทำเหมืองแร่ถ่านหิน พร้อมยืนยันว่าไม่เคยทราบเรื่องมาก่อนตามเอกสารที่บริษัทได้กล่าวอ้างในรายงานการวิเคราะผลกระทบสิ่งแวดล้อม
ตัวแทนบริษัท 99 ธุวานนท์ ลงพื้นที่พูดคุยกับชาวบ้าน ณ ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 12 (ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในขณะนั้น)
บริษัทฯแจ้งความดำเนินคดีต่อชาวบ้าน และนักศึกษามหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ข้อหาหมิ่นประมาท
ปี 2563
24 พฤศจิกายน
อุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ จัดประชุมปรึกษาหารือเรื่อง เวทีรับฟังความคิดเห็น ณ อำเภออมก๋อย ร่วมกับชาวบ้านกะเบอะดินกว่า 200 คน แต่ชาวบ้านรวมตัวกันแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการทำเหมืองแร่ด้วย โดยการไม่เข้าร่วมประชุม และอ่านแถลงการชุมนุมต่อหน้าเจ้าหน้าที่ว่าการอำเภออมก๋อย
ปี 2568
3 มกราคม
บริษัทปูนซีเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัดได้ส่งหนังสือชี้แจงมายัง Greenpeace Thailand ว่าสำหรับโครงการเหมืองแร่ถ่านหินอมก๋อยนั้น บริษัทไม่สามารถถอนคำขอประทานบัตรเช่นเดียวกับกรณีของโครงการเหมืองแร่ที่อ.แม่ทะ จ.ลำปางได้ เนื่องจากโครงการเหมืองแร่ถ่านหินอมก๋อยมีเอกชนรายอื่นเป็นเจ้าของ แต่อย่างไรก็ตามบริษัทฯได้แจ้งไปยังเอกชนที่ยื่นขอประทานบัตรในโครงการเหมืองแร่ถ่านหินอมก๋อยว่าบริษัทไม่มีนโยบายการรับซื้อถ่านหินจากโครงการเหมืองแร่ถ่านหินอมก๋อย
Timeline การต่อสู้ของชุมชน
2382
2517
2530
ชาวบ้านกะเหรี่ยงได้อพยพตั้งถิ่นฐานบริเวณบ้านกะเบอะดินอย่างไม่เป็นทางการ
ชุมชนกะเหรี่ยงบ้านกะเบอะดินได้แยกหมู่บ้านออกมาจากบ้านแม่อ่างขาง หมู่ที่ 6 เป็นหมู่ที่ 12 อย่างเป็นทางการตามพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
เอกชนพร้อมกับนายหน้าลงชุมชนกะเบอะดินเพื่อขอซื้อที่ดินชาวบ้าน ชาวบ้านขายให้อย่างไม่เต็มใจเพราะถูกข่มขู่ว่าหากไม่ยอมขาย จะถูกยึดที่ดินโดยชาวบ้านจะไม่ได้อะไรตอบแทน
ปี 2562
25 เมษายน
21 พฤษภาคม
22-24 พฤษภาคม
5 มิถุนายน
30 มิถุนายน
19 กันยายน
28 กันยายน
12 พฤจิกายน
13 พฤจิกายน
19 ธันวาคม
ประชาชนบ้านกะเบอะดิน และชาวอำเภออมก๋อย ออกมาแสดงพลังคัดค้านการทำเหมืองแร่ถ่านหิน พร้อมยืนยันว่าไม่เคยทราบเรื่องมาก่อนตามเอกสารที่บริษัทได้กล่าวอ้างในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม
ตัวแทนชาวอำเภออมก๋อยและชาวบ้าน 28 คน ยื่นหนังสือคัดค้านการดำเนินโครงการเหมืองแร่ถ่านหินต่อนายอำเภออมก๋อย และผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ผ่านศูนย์ดำรงค์ธรรมจังหวัดเชียงใหม่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกหลายครั้ง
ชาวบ้านและกลุ่มเครือข่ายต่างๆในอำเภออมก๋อยรวมตัวกันอ่านแถลงการณ์เรื่องขอคัดค้านการขอประทานบัตรเพื่อทำเหมืองแร่ถ่านหิน และยืนหนังสือคัดค้านต่อนายอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่
ชาวบ้านและกลุ่มเครือข่ายต่างๆในอำเภออมก๋อยรวมตัวกันเดินรณรงค์คัดค้านและยุติการดำเนินการโครงการเหมืองแร่ถ่านหินอมก๋อย
ตัวแทนชาวบ้านไปยื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดเชียงใหม่
ชาวบ้านอมก๋อยยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ขอให้มีคำสั่งระงับหรือเลื่อนการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น แต่สำนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่ยืนยันว่าจะต้องมีการจัดเวทีต่อไปและได้ออกประกาศให้ประชาชนเข้าร่วมแสดงความเห็นต่อการขอประทานบัตร
ชาวอมก๋อยและเครือข่ายภาคเหนือรวมตัวกันเพื่อคัดค้านโครงการฯที่โรงเรียนบ้านแม่อ่างขาง (เวทีรับฟังความคิดเห็น)
ชาวบ้านอมก๋อยกว่า 50 คน รวมตัวกันอยู่หน้าสภ.อมก๋อย เพื่อให้กำลังใจแกนนำชาวบ้านที่มาให้ปากคำพนักงานสอบสวน ที่ถูกบริษัท 99 ธุวานนท์ จำกัด แจ้งความดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2562 รวมทั้งนักวิชาการอิสระและกลุ่มนักศึกษาที่เผยแพร่ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์จำนวน 7 คน
สำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่บ้านกะเบอะดินตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อพิจารณาแก้ไขปัญหาข้อร้องเรียนของประชาชนบ้านกะเบอะดิน
สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ลงพื้นที่เยี่ยมชาวบ้านกะเบอะดิน
ปี 2563
14 กุมพาพันธ์
26 กุมพาพันธ์
5 เมษายน
26 มิ.ย. – 3 ก.ค.
15 ตุลาคม
21 ตุลาคม
30 ตุลาคม
24 พฤศจิกายน
ชาวอมก๋อยกว่า 500 คน จัดพิธีบวชป่า ทำแนวกันไฟ เสวนาวิชาการและฝังหมุดพื้นที่จิตวิญญาณ เพื่อแสดงเจตนารมณ์ว่า ชาวอมก๋อยไม่ต้องการให้วิถีชีวิตและอัตลักษณ์จากสิ่งชั่วร้ายมาเอาผืนดินและทรัพยากรชุมชนจากไป และยืนยันว่าจะปกป้องทรัพยากรของประเทศต่อไป
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ลงพื้นที่ชุมชนกะเบอะดินเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน
ชาวบ้านกะเบอะดิน 18 คน เดินทางไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันที่ สภ.อมก๋อย เรื่องการปลอมแปลงเอกสารรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม
กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่บ้านกะเบอะดิน
ตัวแทนชาวบ้านกะเบอะดิน เดินทางไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญ ณ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ และสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ชาวอมก๋อยเดินรณรงค์คัดค้านโครงการฯ และเปิดเผยแผนที่ต้นน้ำดีของอมก๋อย ที่ตัวอำเภออมก๋อย
คณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแก้ไขปัญหาการออกประทานบัตรเหมืองแร่ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจาก การทำเหมืองแร่ ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ณ ที่ว่า การอำเภออมก๋อย และบ้านกะเบอะดิน
ชาวบ้านอำเภออมก๋อยรวมตัวกันแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยต่อการทำเหมืองแร่ โดยแสดงเจตนาผ่านการไม่เข้าร่วมประชุมเวทีรับฟังความคิดเห็นที่จัดโดยอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจะจัดขึ้นที่ว่าการอำเภออมก๋อย และชาวบ้านได้อ่านแถลงการณ์ชุมนุมต่อหน้าเจ้าหน้าที่
ปี 2564
11 มิถุนายน
สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งหนังสือตอบกลับมาให้เครือข่ายยุติเหมืองแร่ถ่านหิน โดยมีข้อเสนอแนะว่า “เพื่อให้กระบวนการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีส่วนร่วมโปร่งใส สอดคล้องกับ มาตรา 58 รัฐธรรมนูญ มาตรา 60 หากผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เห็นสมควรจัดเวที ควรจะแต่งตั้งคณะกรรมการจัดเวที รับฟังความคิดเห็นประชาชนระดับจังหวัด”
ปี 2565
30 มีนาคม
3 เมษายน
24 กันยายน
กลุ่มยุติเหมืองแร่ถ่านหินอมก๋อยเดินทางยื่นหนังสือขอคัดค้านการสร้างเหมืองแร่ถ่านหินต่อผู้แทนนายอำเภออมก๋อย
เผยแพร่รายงาน “จุดแสงสว่างกลางหุบเขากะเบอะดิน ดินแดนมหรรศจรรย์” หรือ รายงานการประเมินผลกระทบโดยชุมชน (CHIA)
เปิดตัวรายงาน “อมก๋อยแหล่งอากาศดีที่อาจสิ้นสูญ: แผนที่ความเสี่ยงต่อมลพิษทางอากาศกรณีดำเนินโครงการเหมืองแร่ถ่านหินอมก๋อย”
ปี 2566
14 กุมภาพันธ์
24 กันยายน
28 กันยายน
ชุมชนกะเบอะดินจัดพิธีกรรม “บวชป่า บูชาธรรมชาติ สู่จิตวิญญาณกะเบอะดิน” และอ่านแถลงการณ์ชุมชน เพื่อรำลึกถึง 4 ปี การต่อสู้โครงการเหมืองแร่ถ่านหินอมก๋อย และเพื่อแสดงเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ว่า ชุมชนกะเบอะดินไม่ต้องการถ่านหิน
จัดกิจกรรม Omkoi Coal or Home นิทรรศการ 4 ปีการต่อสู้และเสียงคนอมก๋อย ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
จัดกิจกรรม “ชัยชนะจะสมปองต้องต่อสู้” ทบทวนเส้นทางการต่อสู้คัดค้าน “เหมืองแร่ถ่านหิน” ตลอด 4 ปีของชาวบ้านกะเบอะดินและชาวอมก๋อย 4 ปีแห่งการไม่สยบยอมให้อมก๋อยกลายเป็นเหมืองถ่านหิน ที่ว่าการอำเภออมก๋อย
ปี 2567
26 กันยายน
7 ธันวาคม
เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าแร่ซึ่งชุมชนกะเบอะดินเป็นหนึ่งในเครือข่าย ขอเรียนเชิญสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป เข้าร่วม “ยื่นฟ้องยกเลิกนโยบายแร่ เพื่อแก้โลกเดือด” ณ ศาลปกครองกลาง
ชุมชนกะเบอะดินจัดงานครบรอบการต่อสู้ 5 ปี ของคนอมก๋อย “โลกเย็นที่เป็นธรรม” 5 ปีแห่งการต่อสู้ของคนอมก๋อย สู่ข้อท้าทายในวิกฤตโลกเดือด ณ คริสตจักรกะเบอะดิน
ปี 2568
11 ตุลาคม
จัดงาน “ครบรอบ 6 ปี คัดค้านเหมืองแร่ถ่านหินอมก๋อย” จัดบริเวณผืนนาและพื้นที่จิตวิญญาณบ้านกะเบอะดิน เพื่อสะท้อนว่านอกจากพื้นที่โครงการเหมืองแร่จะกระทบต่อทรัพยากรของชุมชนซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่จิตวิญญาญเป็นพื้นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ มีความสำคัญอย่างมากต่อชุมชน ยังกระทบถึงวัฒนธรรมประเพณีที่เกี่ยวข้องกับการทำนาข้าวที่สำคัญ เช่น “เบี่ยงไซะ” และประเพณี “ลงแขก” ในช่วงทำนาหรือเกี่ยวข้าว
หากโครงการเหมืองแร่เข้ามาดำเนินการนอกจากจะทำให้ทรัพยากรและวัฒนธรรมที่ชุมชนสืบทอดส่งต่อกันมาหายไปแล้ว ยังกระทบต่อสิทธิต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับมิติการดำเนินวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธ์ ตามพรบ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ 2568 ได้รับรองคุ้มครองไว้
ตัวแทนของชุมชนยังเน้นย้ำว่า แม้จะผ่านไปแล้ว 6 ปี เจตนารมณ์ของชุมขนยังคงยืนยันดังเดิมคือ “ไม่ต้องการโครงการเหมืองแร่ถ่านหิน”
Timeline คดีความ
ปี 2565
4 เมษายน
18 พฤษภาคม
23 กันยายน
ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองเชียงใหม่
ผู้ฟ้อง คือ ตัวแทนชุมชนจากหมู่บ้านกะเบอะดิน ชุมชนเส้นทางขนแร่ ประชาชนที่อาศัยในอำเภออมก๋อย 50 คน และยังมีผู้ร่วมลงชื่อสนับสนันฟ้องเนื่องจากเป็นผู้ที่ได้รับ หรืออาจได้รับความเสียหายอีก 615 คน
ผู้ถูกฟ้อง คือ
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 : คณะกรรมการผู้ชานาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองแร่ (คชก.)
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 : สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (สผ.)
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 : ศาลปกครองมีคำสั่งเรียกบริษัท 99 ธุวานนท์ จำกัด เจ้าของโครงการเหมืองแร่เข้ามาเป็นคู่กรณี โดยกำหนดให้เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ทำคำให้การแก้ฟ้อง
ศาลปกครองเชียงใหม่มีคำสั่งรับฟ้อง คดีชุมชนกะเบอะดินฟ้องเพิกถอนรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการเหมืองแร่ถ่านหินอมก๋อย
ศาลปกครองเชียงใหม่ได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษาให้ระงับการนำรายงาน EIA ไปใช้เพื่อขออนุญาตออกประทานบัตรเหมืองแร่หรือดำเนินการใด ๆ และผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง (คชก. และ สผ.) ได้อุทธรณ์คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวต่อศาลปกครองสูงสุด
ปี 2569
13 กุมภาพันธ์
ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งยืนตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองเชียงใหม่ ส่งผลให้หน่วยงานรัฐยังไม่สามารถนำรายงาน EIA ที่ผ่านความเห็นชอบจาก คชก. ไปใช้ประกอบการพิจารณาออกประทานบัตรอนุญาตให้โครงการเหมืองแร่ถ่านหินอมก๋อยได้ จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น
สถานการณ์คดีความ
2565
วันที่ 23 กันยายน 2565 ศาลปกครองเชียงใหม่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวทุเลาการบังคับตามมติคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯใความเห็นชอบรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม EIA 2 ฉบับ (ฉบับปี 2554 และ ปี 2563) หมายความว่าในระหว่างที่คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองเชียงใหม่ยังมีผลใช้บังคับอยู่ บริษัทและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่สามารถนำมติคณะกรรมการผู้ชำนาญการการพิจารณารายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ให้ความเห็นชอบรายงาน EIA โครงการเหมืองแร่ถ่านหิน อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ตามคำขอประทานบัตรที่ 1/2543 ไปใช้ประกอบการขออนุญาตหรือการพิจารณาอนุมัติอนุญาตประทานบัตรทำเหมืองแร่ หรือการอนุญาตตามกฎหมายอื่น รวมถึงการดำเนินการใดๆ ในพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้องกับรายงาน EIA ได้ จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ส่วน คชก. และ สผ. ได้มีการอุทธรณ์คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวต่อศาลปกครองสูงสุด
2569
วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งยืนตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองเชียงใหม่ ส่งผลให้หน่วยงานรัฐยังไม่สามารถนำรายงาน EIA ที่ผ่านความเห็นชอบจาก คชก. ไปใช้ประกอบการพิจารณาออกประทานบัตรอนุญาตให้โครงการเหมืองแร่ถ่านหินอมก๋อยได้ จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น
กระบวนการในชั้นศาลปกครองสูงสุดยังคงดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป คำสั่งของศาลปกครองสูงสุดเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาคดี ยังมิใช่คำวินิจฉัยตัดสินคดี
องค์ประกอบที่ศาลปกครองวินิจฉัยมีคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษา (คำสั่งคุ้มครองชั่วคราว)
1 กฎ หรือ คำสั่งทางปกครอง ที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี “น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย”
มติเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของ คชก. ที่บริษัท 99 ธุวานนท์ จำกัดใช้ประกอบการขออนุญาตการทำเหมืองแร่ถ่านหินตามคำขอประทานบัตรที่ 1/2543 ที่ได้ผ่านความเห็นชอบในคราวประชุมครั้งที่ 24/2554 วันที่ 16 สิงหาคม 2554 และมติเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ใช้ประกอบคำขอประทานบัตรที่ 1/2543 ในคราวประชุมที่ 36/2563 วันที่ 29 ธันวาคม 2563 ที่มีมติเห็นชอบยืนตามมติในคราวประชุมที่ 24/2554 วันที่ 16 สิงหาคม 2554
มติทั้งสองเป็นคำสั่งทางปกครองพิพาทที่ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย หรือ อาจจะได้รับความเดือดร้อนเสียหายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ซึ่งเป็นความเสียหายโดยตรงจากคำสั่งดังกล่าว จนเป็นเหตุแห่งการนำมาฟ้องคดี ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่ารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ได้รับความเห็นชอบจาก คชก. ตามมติทั้งสอง
1) ไม่ปรากฏว่ามีการประเมินผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมและชุมชนต่าง ๆ ที่ใช้น้ำจากลำห้วยสาธารณะเดิมตลอดสาย
2) ไม่มีการกล่าวถึงโลหะและกึ่งโลหะในถ่านหิน
3) ไม่มีการประเมินผลกระทบต่อคุณภาพดินและน้ำที่อาจเกิดขึ้นจากน้ำเหมืองเป็นกรดและการรั่วไหลของโลหะและกึ่งโลหะพิษลงสู่ดิน น้ำใต้ดิน และน้ำผิวดินในลักษณะแผนที่ความเสี่ยงเชิงพื้นที่และเชิงเวลา
4) ไม่มีการประเมินความเสี่ยงและจัดทำแผนที่ความเสี่ยงจากมลพิษอากาศให้ครอบคลุมมลพิษที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชนจากกิจกรรมที่จะทำให้เกิดมลพิษจากตลอดทั้งกระบวนการ
5) การศึกษาพื้นที่โครงการ จำกัดพื้นที่ศึกษาเฉพาะในรัศมี 3 กิโลเมตรจากโครงการ
6) ข้อเท็จจริงปรากฏว่าไม่มีข้อมูลอ้างอิงและไม่ครอบคลุมผู้มีส่วนได้เสีย และพบว่ามีประชาชนในหมู่บ้านกะเบอะดิน หมู่ที่ 12 ต.อมก๋อย อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ จำนวนมากมีการแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรอมก๋อย ร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรม อ.อมก๋อย และร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ถึงเรื่องการปลอมแปลงลายมือชื่อประชาชนหลายร้อยรายในบันทึกรายงานการประชุมประชาคมหมู่บ้านกะเบอะดิน หมู่ที่ 12 ซึ่งจากข้อมูลรายงานผลการตรวจสอบของ กสม. พบว่าการจัดประชาคมหมู่บ้านกะเบอะดิน หมู่ที่ 12 มีข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับรายชื่อราษฎรที่เห็นชอบให้มีการทำเหมืองแร่ ซึ่งรายชื่อเหล่านี้ถูกนำไปใช้ประกอบเป็นส่วนหนึ่งของการจัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนครั้งที่ 1 และถูกนำมาบรรจุในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของบริษัท 99 ธุวานนท์ ซึ่งต่อมาได้ผ่านความเห็นชอบของ คชก. และได้นำไปยื่นประกอบขอประทานบัตรเหมืองแร่ต่อสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่และจะส่งต่อไปยังกรมอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐานและการเหมืองแร่
ศาลพิจารณาเห็นว่าการพิจารณาให้ความเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของ คชก. ในคราวประชุมครั้งที่ 24/2554 วันที่ 16 สิงหาคม 2554 เป็นการพิจารณาอย่างไม่เพียงพอในประเด็นการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเฉพาะประเด็นปัญหาด้านการสื่อสาร ทำให้ประชาชนไม่สามารถแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงของตนเองได้ ประกอบกับ กสม.มีข้อวินิจฉัยว่าการดำเนินกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อประกอบการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองแร่ถ่านหินของบริษัท 99 ธุวานนท์ จำกัด มีการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และได้มีข้อเสนอแนะมาตรการในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนดังกล่าว และเมื่อผู้ฟ้องคดีส่งหนังสือขอให้ คชก. ทบทวนมติเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม คราวประชุมครั้งที่ 36/2563 วันที่ 29 ธันวาคม 2563 ที่ได้ระบุถึงข้อบกพร่องที่พบในรายงานฯที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในพื้นที่จำนวนมาก คชก.กลับยังคงพิจารณาทบทวนตามข้อมูลเดิม ไม่ได้มีการตรวจสอบ หรือให้แก้ไขเพิ่มเติมข้อมูลให้ถูกต้องครบถ้วน ด้วยเหตุที่กล่าวมาศาลปกครองสูงสุดจึงเห็นว่ารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมฉบับสมบูรณ์ โครงการทำเหมืองแร่ถ่านหิน คำขอประทานบัตรที่ 1/2543 ของบริษัท 99 ธุวานนท์ จำกัด น่าจะมีปัญหาความชอบด้วยกฎหมาย มีผลให้มติเห็นชอบรายงานฯของ คชก. ครั้งที่ 24/2554 วันที่ 16 สิงหาคม 2554 และ ครั้งที่ 36/2563 วันที่ 29 ธันวาคม 2563 ตามคำขอประทานบัตรที่ 1/2543 ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองพิพาทน่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งปกครองเช่นเดียวกัน
2) การทำให้กฎ หรือ คำสั่งทางปกครองดังกล่าว มีผลบังคับใช้ต่อไป จะทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลัง แม้ศาลจะมีคำพิพากษาอันเป็นคำสั่งทางปกครองบังคับตามคำขอท้ายคำฟ้องแล้วก็ตาม
ศาลเห็นว่าหากให้มติเห็นชอบทั้งสองของ คชก. มีผลบังคับใช้ต่อไปอาจทำให้ผู้ฟ้องคดีและประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงพื้นที่โครงการเหมืองแร่ถ่านหินได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ซึ่งความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมนั้น มักส่งผลกระทบรุนแรงต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมชนใกล้เคียงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน แม้ต่อมาภายหลัง ศาลจะพิพากษาเพิกถอนมติของ คชก. ทั้งสองอันเป็นคำสั่งทางปกครองตามคำขอท้ายฟ้องของผู้ฟ้องคดี ก็ไม่อาจแก้ไขเยียวยาความเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีได้รับจากการบังคับตามผลของคำสั่งทางปกครองได้ กรณีศาลจึงเห็นว่าเป็นความเสียหายอย่างร้ายแรงที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลัง
3 การทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครองนั้น ไม่เป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐ หรือ แก่บริการสาธารณะ
ศาลเห็นว่ามติเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมทั้งสองของ คชก. ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองที่พิพาทอันเกี่ยวกับการใช้ประกอบอนุญาตดำเนินการโครงการเหมืองแร่ถ่านหินของบริษัท 99 ธุวานนท์ จำกัด เป็นโครงการที่ก่อประโยชน์โดยตรงแก่บริษัทฯเท่านั้น หากศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามมติเห็นชอบรายงานฯทั้งสองของ คชก. จะส่งผลให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจยังไม่สามารถออกประทานบัตรการทำเหมืองแร่ถ่านหินให้แก่บริษัทฯได้ และบริษัทฯก็ไม่สามารถเข้าดำเนินโครงการทำเหมืองแร่ถ่านหินตามที่ได้รับอนุญาตได้ ย่อมมิได้เป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐ หรือแก่บริการสาธารณะในอำนาจหน้าที่ของ คชก. แต่อย่างใด กรณีศาลจึงเห็นว่า การทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองกรณีนี้ไม่เป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐหรือแก่บริการสาธารณะ
ฟ้องคดีปกครอง ที่ ศาลปกครองเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2565 คดีหมายเลขดำที่ ส.1/2565
ผู้ฟ้อง คือ
ตัวแทนชุมชนจากหมู่บ้านกะเบอะดิน ชุมชนเส้นทางขนแร่ ประชาชนที่อาศัยในอำเภออมก๋อย 50 คน และยังมีผู้ร่วมลงชื่อสนับสนันฟ้องเนื่องจากเป็นผู้ที่ได้รับ หรืออาจได้รับความเสียหายอีก 615 คน
ผู้ถูกฟ้อง คือ
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 : คณะกรรมการผู้ชานาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองแร่ (คชก.)
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 : สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (สผ.)
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 : ศาลปกครองมีคำสั่งเรียกบริษัท 99 ธุวานนท์ จำกัด เจ้าของโครงการเหมืองแร่เข้ามาเป็นคู่กรณี โดยกำหนดให้เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ทำคำให้การแก้ฟ้อง
การตั้งประเด็นฟ้อง
- ผู้ฟ้องคดีเป็นประชาชนและชุมชนที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจได้รับความเดือดร้อน หรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (สผ.) เสนอเรื่องให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองแร่ (คชก.) พิจารณาให้ความเห็นชอบรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองแร่ถ่านหินอมก๋อยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
- การที่ คชก. ใช้ดุลพินิจพิจารณาและมีมติเห็นชอบ รายงาน EIA โครงการเหมืองแร่ถ่านหิน คำขอประทานบัตรที่ 1/2543 ของบริษัท 99 ธุวานนท์ จำกัด โดยมี สผ. ในฐานะฝ่ายเลขานุการนำเสนอรายงาน EIA ให้พิจารณาโดยมิได้ทบทวน หรือตรวจสอบถึงข้อบกพร่องของข้อมูลที่ปรากฎตามรายงาน EIA รวมทั้งมิได้นำข้อกังวลของผู้ฟ้องคดี และประชาชนไปประกอบการพิจารณาก่อนที่จะให้ความเห็นชอบ อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
2.1. ข้อบกพร่องในกระบวนการศึกษาและจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ขาดการรับรู้และการมีส่วนร่วมอย่างรอบคลุมและมีความหมาย และเป็นการให้ข้อมูลฝ่ายเดียว
2.1.1 ความไม่ถูกต้องของข้อมูลปริมาณน้ำของลำห้วยแม่อ่างขาง
2.1.2 การไม่ปรากฏของลำห้วยมะขามในรายงาน EIA
2.1.3 ความผิดปกติในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนครั้งที่ 1 และ 2
- การจัดรับฟังฯไม่คำนึงถึงขีดความสามารถในการเข้าใจเนื้อหาโครงการของประชาชน และไม่คำนึงถึงความสามารถประเมินทางเลือกต่าง ๆ และชี้แจงข้อกังวลและข้อคิดเห็นได้อย่างอิสระ
- จำนวนผู้เข้าร่วมเวทีประชุมมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับสัดส่วนประชาชนในชุมชนที่เกี่ยวข้อง
- การอ้างชื่อประชาชนที่เห็นชอบให้มีการทำเหมืองแร่จำนวน 329 รายในรายงาน EIA ซึ่งเป็นเอกสารที่มีข้อพิรุธในการจัดทำเอกสาร
- การจัดทำแผนดำเนินการด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นการดำเนินการของบริษัท 99 ธุวานนท์ จำกัดและบริษัทที่ปรึกษาเพียงฝ่ายเดียวไม่เปิดโอกาสต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน
2.1.4 การรับฟังความคิดเห็นไม่ครอบคลุมผู้ฟ้องคดีที่ 23 – 44 และประชาชนที่อาศัยในชุมชนตามเส้นทางขนส่งแร่
2.2. การปิดทับเส้นทางห้วยมะขามและห้วยผาขาวซึ่งเป็นทางน้ำสาธารณะและการอนุญาตก่อสร้างโครงการเหมืองแร่ในแหล่งน้ำซับซึมจะส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตของชุมชนในพื้นที่กะเบอะดินและชุมชนอื่นเป็นวงกว้าง การดำเนินโครงการไม่เป็นไปตามหลักป้องกันไว้ก่อน (Prevention Principle) และการดำเนินทำเหมืองแร่ในพื้นที่ตั้งโครงการกเป็นการไม่ปฏิบัติตาม พรบ.แร่ 2510 และ พรบ.แร่ 2560 ว่าด้วยบทบัญญัติการห้ามกำหนดพื้นที่แหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึมเป็นเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมือง
2.3. อายุรายงาน EIA ใช้ข้อมูลเก่า 10 ปีจัดทำรายงานและได้รับการพิจารณาเห็นชอบโดย คชก. ซึ่งไม่เป็นไปตามอายุของรายงาน EIA ที่มีอายุ 5 ปีนับแต่ได้รับความเห็นชอบจาก คชก.
2.4. การปลอมแปลงรายมือชื่อในรายงาน EIA เป็นเหตุให้การมีมติของ คชก. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
2.5. การพิจารณาทบทวนรายงาน EIA ในการประชุมของ คชก. ครั้งที่ 1 36/2563 วันที่ 29 ธันวาคม 2563 ไม่ชอบด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
2.6. การฟ้องคดีของผู้ฟ้องเป็นการฟ้องเพื่อประโยชน์ส่วนรวม โดยมีเจตนารมณ์ที่จะปกป้องคุ้มครองสิทธิของประชาชน ซึ่งอาจได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมในด้านต่างๆ และผลกระทบอันเกิดจากเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายในป่าอมก๋อย ซึ่งเป็นผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยโดยรวมของประชาชน “เป็นการฟ้องเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ” จึงขอศาลปกครองรับฟังคดีนี้โดยพิจารณาตาม มาตรา 52 วรรคสอง พรบ.จัดตั้งศาลปกครองฯ พ.ศ.2542 และ ตามคำแนะนำประธานศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยการพิจารณาคดีปกครองด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับวันที่ 29 มิ.ย. พ.ศ.2554 ข้อ 3 (ระยะเวลาการฟ้องคดีไม่มีจำกัดเวลา)
คำขอบังคับท้ายฟ้อง
ข้อ 1 ขอให้เพิกถอนมติของ คชก. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในการประชุมครั้งที่ 24/2554 วันที่ 16 สิงหาคม 2554 ที่ลงมติเห็นชอบรายงานประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองแร่ถ่านหิน คำขอประทานบัตรที่1/2543 ของบริษัท 99 ธุวานนท์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3
ข้อที่ 2 ขอให้เพิกถอนมติของ คชก. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในการประชุมครั้งที่ 36/2563 วันที่ 29 ธันวาคม 2563 ที่มีมติยืนตามมติของ คชก. เองในการประชุมครั้งที่ 24/2554 วันที่ 16 สิงหคม 2554 ที่ลงมติยืนเห็นชอบรายงานประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองแร่ถ่านหิน คำขอประทานบัตรที่1/2543 ของบริษัท 99 ธุวานนท์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3
ข้อที่ 3 ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1และ2 หรือ คชก.และสผ. สั่งให้มีการแก้ไขปรับปรุงรายงานประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม โดยให้ศึกษาข้อมูลผลกระทบสิ่งแวดล้อม มาตรการป้องกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมให้ครบถ้วนตามหลักวิชาการ และสอดคล้องกับข้อเท็จจริงในปัจจุบัน โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในทุกขั้นตอนของการจัดทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม
ชุมชนกะเบอะดิน
ชุมชนกะเบอะดินเป็นชุมชนที่อยู่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงโปว์ ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 12 ตำบลอมก๋อย อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ เป็นชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานบนภูมิประเทศซึ่งเป็นหุบเขาสูงและอยู่ท่ามกลางป่าไม้เบญจพรรณ ซึ่งเป็นพื้นที่ภายใต้เขตป่าสงวนอมก๋อย
แต่เดิมชุมชนกะเบอะดินเป็นชุมชนที่มีกลุ่มคนเคยมาอยู่อาศัยก่อนชุมชนปัจจุบัน โดยมีการค้นพบหลักฐานเป็นวัตถุโบราณในพื้นที่ซึ่งเป็นพื้นที่มีการยื่นขอประทานบัตรทำโครงการเหมืองแร่ถ่านหินอมก๋อย และในพื้นที่บ้านชุมชนกะเบอะดิน ปรากฏว่าทั้งสองพื้นที่พบกล้องมูยาหรือก็คือกล้องยาสูบดินเผา และภาชนะถ้วยชาม เครื่องปั้นดินเผาโบราณต่างๆ มีการปรากฏอยู่พร้อมกับหลุมศพซึ่งสอดคล้องกับประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานและเคลื่อนย้ายของผู้คนในบริเวณนั้น หลักฐานทางเหล่านี้มีความเชื่อมโยงสอดคล้องกับวัฒนธรรมการผังศพของชาติพันธุ์ลั๊วะที่จะผังเครื่องปั้นดินเผาลงไปพร้อมกับหลุมศพด้วย
เศรษฐกิจชุมชน
ชุมชนแห่งนี้ดำรงอาศัยอยู่ด้วยการทำการเกษตรเป็นหลัก โดยมีพืชเศรษฐกิจชุมชนที่สำคัญคือมะเขือเทศ ฟักทอง และกะหล่ำปลี พืชทั้งสามชนิดนี้มีแหล่งน้ำที่ดีหล่อเลี้ยงจนเติบโตให้ผลผลิตซึ่งจะส่งออกไปทั่วประเทศไทยถึงมือของผู้บริโภค แหล่งน้ำธรรมชาติที่หล่อเลี้ยงชุมชนกะเบอะดินประกอบไปด้วยสองลำห้วยหลักห้าลำห้วยย่อย ลำห้วยหลักได้แก่ห้วยผาขาวและห้วยแม่อ่างขาง ทั้งสองลำห้วยนี้มีความสำคัญอย่างมากต่อการใช้น้ำประกอบการทำเกษตรและนำน้ำมาใช้อุปโภคบริโภคในชีวติประจำวัน ทั้งยังมีความสำคัญต่อระบบนิเวศในพื้นที่ มีความสำคัญต่อทั้งคนและสัตว์ท้องถิ่นที่ต้องใช้แหล่งน้ำอิงอาศัย นอกจากนี้แล้วยังมีลำห้วยมะขามซึ่งเป็นแหล่งน้ำซับน้ำซึม มีที่มาจากโคนของดงต้นกล้วย เป็นแหล่งน้ำที่ใกล้กับชุมชนอีกแหล่งและลำห้วยสายนี้มีปลายทางไปบบรจบกับห้วยผาขาวในบริเวณพื้นที่โครงการเหมืองแร่ถ่านหินอีกด้วย
แผนที่น้ำ ที๊งคูเท๊ะฌี้ (แบบมีและไม่มีเหมืองแร่ถ่านหิน)
การใช้น้ำของชุมชน
ระบบการใช้น้ำอุปโภคบริโภคของชุมชนใช้เป็นระบบประปาภูเขาโดยการต่อท่อพีวีซีจากดอยพุยมายังวัดแม่อ่างขางซึ่งเป็นปากทางเข้าหมู่บ้านกะเบอะดิน และได้โยงสายท่อพีวีซีทอดยาวกระจายไปตามบ้านแต่ละหลังของชุมชนเพื่อการใช้งานในครัวเรือน ส่วนการใช้น้ำในเพาะปลูกพืชนั้น หากพื้นที่เพาะปลูกอยู่บนพื้นที่ที่มีความสูงชัน โดยปกติจะใช้วิธีการกักเก็บน้ำฝนในการนำมารดน้ำให้แก่แปลงเพาะปลูก หากช่วงที่ฝนไม่ตก ต้องใช้รถบรรทุกไปบรรจุน้ำจากแหล่งน้ำสองแหล่ง ได้แก่ ลำห้วยธรรมชาติซึ่งอยู่ในพื้นที่ข้างล่าง โดยต้องใช้เครื่องสูบน้ำเข้ามาช่วยชักน้ำจากลำห้วยเข้ามาบรรจุในแท๊งก์น้ำสี่เหลี่ยมบรรจุน้ำบนรถยนต์ที่ใช้บรรทุกเพื่อขนส่งไปยังพื้นที่เพาะปลูกที่อยู่ด้านบนต่อไป แหล่งน้ำอีกแห่งหนึ่งซึ่งสามารถนำรถยนต์ไปบรรจุน้ำได้ก็คือจากท่อประปาภูเขาที่อยู่บริเวณวัดแม่อ่างขาง ในกรณีที่แปลงเพาะปลูกอยู่ใกล้พื้นที่ลำห้วย ก็จะใช้เครื่องสูบน้ำสูบน้ำเข้าแปลงเพาะปลูกได้โดยตรง
วัฒนธรรมชุมชนและภูมิปัญญา
ภูมิปัญญาของชุมชน เนื่องจากชุมชนกะเบอะดินเป็นชุมชนที่มีประวัติศาสตร์การเคลื่อนย้ายชุมชนอย่างที่กล่าวไปข้างต้น ประกอบกับปัจจุบันกะเบอะดินเป็นชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่อาศัยอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก ดังนั้นการที่ชุมชนกะเบอะดินจะมีร่องรอยของภูมิปัญญาการเพาะปลูกที่สืบสานต่อกันมาจากบรรพบุรุษจนถึงปัจจุบันนั้นก็เป็นเรื่องที่คาดหมายได้ไม่ยากนัก หลายท่านน่าจะเคยได้ยินเรื่องของการเกษตรที่มีชื่อว่า ไร่หมุนเวียน มาบ้างแล้ว ชุมชนกะเบอะดินแห่งนี้ก็เป็นชุมชนหนึ่งที่ยังคงการเกษตรแบบไร่หมุนเวียนอยู่ต่อไป ไร่หมุนเวียนเป็นการปลูกพืชตามภูมิปัญญาของชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ลักษณะเด่นของการปลูกจะมีการปลูกพืชเวียนพื้นที่ไปเป็นแห่งๆอย่างมีขอบเขตที่ชัดเจน หมายความว่าการปลูกจะไม่ใช้พื้นที่เดียวเพาะปลูกซ้ำๆติดต่อกันหลายครั้ง วัตถุประสงค์ของการปลูกเช่นนี้คือการทำให้ดินสามารถฟื้นฟูแร่ธาตุได้ด้วยตนเองตามธรรมชาติ หลังจากที่มีการเก็บเกี่ยวพื้นที่แปลงเพาะปลูกจะมีลักษณะโล่งและจะถูกพักไว้เพื่อให้ฟื้นฟูสภาพดินด้วยกลไกตามธรรมชาติเอง ซึ่งจะมีระยะเวลาพักพื้นที่ที่ใช้เพาะปลูกไปแล้วประมาณ 5 – 7 ปี หากพื้นที่ใดพักฟื้นเสร็จแล้วตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ ก็จะสามารถเข้าไปทำแปลงเพาะปลูกได้อีกครั้งหนึ่ง ที่สำคัญการลงเมล็ดพันธุ์พืชในการเพาะปลูกจะใช้เมล็ดพันธุ์ที่หลากหลาย มีลำดับขั้นตอนในการลงเมล็ดพันธุ์เพื่อการใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติเมล็ดพันธุ์พืชที่มีความหลากหลายของสรรพคุณในการบำรุงดิน
นอกจากวิถีการเพาะปลูกที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ชุมชนเองยังมีวัฒนธรรมความเชื่อที่เชื่อมโยงกับทรัพยากรธรรมชาติซึ่งจะเป็นข้อตกลงที่มีประสิทธิภาพของชุมชนที่จะกำหนดขอบเขตของการใช้ประโยชน์จากที่ดินในการทำกิจกรรมต่างๆอีกด้วย โดยชุมชนจะมีการแบ่งขอบเขตการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยแบ่งเป็นพื้นที่สำหรับอยู่อาศัย สำหรับทำเป็นพื้นที่เพาะปลูกนาข้าวซึ่งจะแบ่งย่อยเป็นข้าวจากนาและข้าวจากไร่ และยังมีพื้นที่ไร่สวนเพื่อใช้ในการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจต่างๆ พื้นที่ไร่หมุนเวียน และพื้นที่ป่าจิตวิญาญและพื้นที่ป่าอนุรักษ์ซึ่งเป็นพื้นที่แหล่งต้นน้ำลำธาร การใช้ประโยชน์ในพื้นที่นี้จะน้อยมากเพราะเป็นพื้นที่อนุรักษ์ไว้ซึ่งความสมบูรณ์ของระบบนิเวศตามธรรมชาติ พื้นที่นี้จะเป็นพื้นที่ซึ่งความเชื่อเรื่องภูตผีดูแลป่าเข้ามาเกี่ยวข้องเข้มข้นมากที่สุด ภูมิปัญญาเหล่านี้ถือว่าเป็นภูมิปัญญาที่สร้างระบบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและกำหนดโครงสร้างการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชนกับทรัพยากรธรรมชาติอย่างสอดคล้องกันเป็นอย่างดี
ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนมากมาจากความบกพร่องของ รายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment) หรือ EIA ซึ่งพบส่วนที่ไม่ถูกต้องดังนี้
- มีการปลอมแปลงเอกสารการมีส่วนร่วม โดยมีการปลอมแปลงชื่อของชาวบ้าน และมีการนำรายชื่อของเยาวชนมาระบุให้ความเห็นชอบในรายงาน
- นำเสนอข้อมูลแต่ด้านดีด้านเดียวไม่ครบถ้วนทุกมุมของผลกระทบที่เป็นข้อเสีย
- นำเสนอข้อมูล EIA โดยไม่คำนึงถึงข้อจำกัดทางภาษาของชุมชนชาวกะเหรี่ยง ทำให้ชุมชนไม่เข้าใจเนื้อหา EIA อย่างครบถ้วน
- ในรายงานไม่ได้ระบุการประเมินผลกระทบจากการเบี่ยงลำน้ำจากลำห้วยมะขาม และลำห้วยผาขาวไปสู่คลองดาดคอนกรีตที่สร้างขึ้นใหม่ ซึ่งการประเมิน และออกแบบดังกล่าวพิจารณาเพียงความจุของลำห้วยเดิมตามธรรมชาติ เทียบกับคลองดาดคอนกรีตเท่านั้น แต่ไม่ได้ประเมินผลกระทบต่อพื้นที่เกษตกรรมและ ชุมชนที่ใช้น้ำจากลำห้วยเดิมในลักษณะของการประเมินเชิงพื้นที่ (Spatial Analysis) ว่าจะได้รับผลกระทบ ในเชิงของปริมาณน้ำจะใช้เพื่อการเกษตรหรือไม่อย่างไร
- โครงการไม่มีการประเมินผลกระทบคุณภาพดิน และน้ำจากการปนเปื้อนของโลหะหนัก และกึ่งโลหะซึ่งตามวงการวิชาการจะทราบโดยทั่วไปว่าถ่านหินปนเปื้อนโลหะหนักเสมอไม่ว่าจะมาจากแหล่งแร่ใด ๆ ก็ตาม
- EIA โครงการเหมืองถ่านหินกะเบอะดินอ้างว่ามีการประเมินการฟุ้งกระจายของฝุ่นจากรถขนถ่านหินที่วิ่งไปบนถนนลูกรัง และการฟุ้งกระจายนั้นไม่มีนัยสำคัญ และอ้างว่าไม่ต้องทำการประเมินด้วยแบบจำลองมลพิษทางอากาศเพราะจะใช้น้ำรดพื้นที่เพื่อไม่ฝุ่นฟุ้งกระจายมาก ถือเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่มีการประเมินทางวิชาการใดๆ ให้เป็นที่ประจักษ์
- การใช้ข้อมูลและการวางมาตรการลดผลกระทบที่อิงข้อมูลเก่าอาจไม่เหมาะกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในบริบทปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น ไม่มีการประเมินผลกระทบและวางมาตรการที่เกี่ยวข้องกับ PM10 และ PM5 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง PM2.5 ซึ่งเป็นมลพิษที่ต้องทำการ ตรวจวัดตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 36 ปี 2553
จากข้อบกพร่องต่างๆข้างต้นจึงทำให้ข้อมูลในรายงาน EIA มีความไม่น่าเชื่อถือ ไม่เหมาะสมต่อการใช้ประกอบการพิจารณาขออนุญาตออกประทานบัตรการทำเหมืองแร่
ด้านวิถีชีวิต
1 โครงการเหมืองแร่ถ่านหินอมก๋อย ดำเนินการโดยการเปิดหน้าดิน ในพื้นที่ซึ่งตรงกับพื้นที่ทางน้ำสาธารณะได้แก่ ห้วยมะขามและห้วยผาขาว ทั้งยั้งเป็นการทำลายป่าไม้ในพื้นที่เปิดหน้าดินซึ่งทำให้สูญเสียพื้นที่แหล่งซับน้ำของลำห้วยทั้งสอง
2 การตั้งโครงการเหมืองแร่ถ่านหินอมก๋อย สถานที่ตั้งของโครงการเป็นพื้นที่ทรัพยากรธรรมชาติที่คนในชุมชนกะเบอะดิน สัตว์และพืชพันธุ์ต่าง ๆ มีการใช้น้ำจากลำห้วยผาขาวและห้วยมะขาม ผลกระทบจะเกิดต่อคนในชุมชนที่ทำการเกษตร กระทบต่อการผลิตพืชผลทางการเกษตรซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของชุมชน เช่น มะเขือเทศ กะหล่ำปลี ฟังทอง กระทบต่อแหล่งความมั่นคงทางอาหารของชุมชน ซึ่งต้องอาศัยวัฒนธรรมการทำไร่หมุนเวียนเพื่อให้มีหลักประกันสำหรับแหล่งอาหารในการดำรงชีวิตคงอยู่ต่อไป รวมถึงกระทบต่อสัตว์ป่าและสัตว์เลี้ยงที่ใช้แหล่งน้ำในการดำรงชีวิตด้วย ได้แก่ ไก่ หมู และวัวซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเลี้ยงปล่อยตามธรรมชาติ ท้ายที่สุดพื้นที่ป่าจิตวิญญาณของชุมชนซึ่งเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นแหล่งเชื่อมโยงความผูกพันธ์ทางจิตวิญญาณ เป็นที่เคารพนับถือของคนในชุมชน จะถูกกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ปลายทางสุดท้ายของผลกระทบต่อวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนกะเบอะดิน เมื่อพวกเขากำลังจะถูกริดรอนสิทธิในการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติที่พวกเขาได้มีปฏิสัมพันธ์และมีความใกล้ชิดมาตั้งแต่แรกเกิดจนถึงปัจจุบัน ได้รักษาและส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่น จนหลอมรวมเกิดเป็นมรดกภูมิปัญญาและวัฒนธรรมอันมีอัตลักษ์เป็นของตนเอง ทรัพยากรธรรมชาติและจารีตวัฒนธรรมที่กล่าวไปจะหายไปเพราะบริบทของพื้นที่ไม่ได้คงอยู่เช่นเดิมดังที่สืบทอดดูแลรักษากันมา ชุมชนมีแนวโน้มเกิดการล่มสลายและเกิดการถูกบังคับให้ย้ายออกจากพื้นที่โดยไม่ได้มาจากความสมัครใจ
ด้านสุขภาพ
กระบวนการผลิตถ่านหินในลักษณะการเปิดหน้าดินเพื่อขุดชั้นถ่านหินขึ้นมา จะมีเปลือกดินที่ขุดขึ้นมาอยู่บนผิวพื้นดินรอบ ๆ เขตเหมือง ซึ่งนอกจากจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของธรรมชาติแล้ว ยังมีผลต่อการปนเปื้อนจากโลหะหนักและแร่ธาตุที่อยู่บนกองหินเกิดการชะล้างซึ่งจะทำให้เกิดการปนเปื้อนต่อน้ำบนผิวดินและน้ำใต้ดิน ปนเปื้อนผ่านทางอากาศอันจะเกิดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งปอด โรคหัวใจ โรคเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจเป็นสำคัญ กลุ่มผู้อ่อนไหวเช่น สตรีมีครรภ์ก็จะรับความเสี่ยงต่อผลกระทบนี้มากกว่ากลุ่มอื่น ๆ ส่งผลกระทบตจ่อคุณภาพชีวิตของประชากรรุ่นถัดไป
นอกจากนี้ตามเอกสารที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบต่อสุขภาพจากโครงการเหมืองแร่ของกรมอนามัยได้ระบุว่าการทำเหมืองแร่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อปัจจัยกำหนดสุขภาพและนำไปสู่สถานะสุขภาพได้ เช่น โรคซิลิโคซิส โรคฝุ่นจับปอดเรื้อรัง วัณโรคปอด โรคขาดสารอาหารเนื่องจากการทำเหมืองแร่ต้องทำลายพื้นที่เกษตรซึ่งเป็แหล่งผลิตอาหารของชุมชน รวมถึงปัญหาที่เกิดจากเสียงและแรงสั่นสะเทือนอีกด้วย
ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
อำเภออมก๋อยเดิมมีต้นทุนทางทรัพยากรทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะป่าไม้และแหล่งน้ำตามธรรมชาติ ซึ่งพื้นที่ตั้งโครงการที่มีการตั้งทับห้วยผาขาวและห้วยมะขามซึ่งเป็นแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคและใช้ทำการเกษตรซึ่งเป็นหลักประกันความมั่นคงทางอาหารของชุมชนกะเบอะดิน ผลกระทบจะเกิดขึ้นทั้งพื้นที่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ป่าไม้ถูกถอนทำลาย สัตว์ป่าและพืชพันธุ์เฉพาะถิ่นต่างได้รับผลกระทบเช่นกัน
การทำเหมืองแร่แบบเปิดหน้าดินจะมีการขุดถ่านหินขึ้นมาโดยจะส่งผลให้เกิดกระบวนการน้ำเหมืองเป็นกรด (Acid Mine Drainage – AMD) กระบวนการนี้เกิดจากแร่ซัลไฟล์ในชั้นดินและหินเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นแร่ซัลไฟล์ที่มักพบในถ่านหิน เดิมที่อยู่ในชั้นดินจะมีปริมาณออกซิเจนต่ำเมื่อถูกขุดขึ้นมาบนผิวดินแล้วจะทำให้เกิดการสัมผัสกับออกซิเจนจากอากาศหรือจากน้ำผิวดินมากขึ้นจนเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ผลผลิตของปฏิกิริยาจะเกิดเป็นกรดซัลฟูริก สภาพผิวดินที่ขุดแร่ถ่านหินขึ้นมากองไว้รวมถึงกองเปลือกดินจึงมีค่าความเป็นกรดสูง น้ำที่ไหลผ่านกองแร่และเปลือกดินดจึงมีค่าความเป็นกรดสูงไปด้วย ทั้งยังสามารถชะล้างเอาโลหะหนักต่างๆรวมถึงซัลเฟตซึ่งเป็นองค์ประกอบในดินและหินออกมาด้วย ท้ายที่สุดน้ำดื่มและน้ำอุปโภคบริโภคจึงถูกปนเปื้อน การดำรงชีวิตของผู้คน สัตว์ และพืชพันธุ์จึงอยู่บนความเสี่ยงของการปนเปื้อนสารเหล่านี้
รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการเหมืองแร่ถ่านหินอมก๋อย คำขอประทานบัตรที่ 1/2543 ไม่ได้ระบุการประเมินผลกระทบจากน้ำเหมืองเป็นกรดและการปนเปื้อนโลหะหนักต่อน้ำและดิน นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากมลพิษทางอากาศอันเกิดจากกระบวนการเปิดหน้าเหมือง ขุดตัก บด ลดขนาดและแยกขนาดถ่านหิน ซึ่งจะก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ เช่น ฝุ่น PM10 และ PM2.5
ด้านเศรษฐกิจ
ชุมชนกะเบอะดินส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบอาชีพเกษตรกร รายได้พื้นฐานมาจากการปลูกพืชเศรษฐกิจของชุมชน เช่น มะเขือเทศ ฟักทอง กะหล่าปลี และพริก โดยมะเขือเทศซึ่งเป็นพืชขึ้นชื่อของชุมชนกะเบอะดิน คุณภาพขึ้นอยู่กับคุณภาพน้ำที่ใช้เพาะปลูกซึ่งมาจากแหล่งน้ำห้วยผาขาว บริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ตั้งของโครงการเหมืองแร่ถ่านหินอมก๋อย ผลกระทบที่จะเกิดจึงส่งผลต่อคุณภาพของพืชเศรษฐกิจ ซึ่งนอกจากจะกระทบต่อรายได้ของคนในชุมชนแล้ว ยังกระทบต่อความมั่นคงด้านเศรษฐกิจจากการค้าขายพืชเหล่านี้อีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเขือเทศจากชุมชนกะเบอะดินจะถูกส่งไปยังตลาดค้าส่งต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกจังหวัดเชียงใหม่ โดยกระจายไปยังพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศไทย เช่น ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดไท ตลาดค้าส่งในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โรงงานผลิตปรากระป๋องเพื่อทำซอสมะเขือเทศที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ จะเห็นได้ว่าหากพืชเศรษฐกิจถูกปนเปื้อนจะทำให้ผู้ซื้อไม่รับซื้อพืชผลของชุมชนกะเบอะดินและต้องสูญเสียแหล่งรายได้หลักของชุมชนไป นอกจากนี้เมื่อมองผลกระทบเชิงพื้นที่แล้ว โดยสภาพของโครงการพื้นที่ในรัศมี 20 กิโลเมตรจากที่ตั้งของแผนที่โครงการก็ย่อมจะได้รับผลกระทบด้วย
ด้านความเสี่ยงต่อการชะล้างพังทลายเกิดดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก
จากรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการเหมืองแร่ถ่านหินอมก๋อย จากข้อการศึกษาของกรมทรัพยากรธรณีพบว่า พื้นที่โครงการตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ซึ่งมีโอกาสเกิดดินถล่มได้ในอันดับที่ 2 หากมีปริมาณฝนตกมากกว่า 200 มิลลิลิตรต่อวัน สภาพพื้นที่ซึ่งมีชั้นดินหนา ขาดรากไม้ยึดเหนี่ยว ความลาดเอียงของพื้นที่มากกว่า 30 องศา พื้นที่ย่อมมีโอกาสเกิดดินถล่มได้
นอกจากนี้รายงานของกรมทรัพยากรธรณี จากแผนที่เสี่ยงภัยดินถล่มระดับชุมลน ตำบลอมก๋อย อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิง่แวดล้อม พ.ศ.2558 พบว่าหมู่บ้านตำบลอมก๋อยทั้งหมด 20 หมู่บ้าน ซึ่งหมู่ที่ 12 บ้านกะเบอะดินเป็นพื้นที่ตั้งโครงการมีโอกาสได้รับผลกระทบโดยตรงจากภัยพิบัติดินถล่ม น้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลัน มากไปกว่านั้นในอดีตพื้นที่ตำบลอมก๋อยเคยเกิดดินถล่ม น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมฉับพลันมาแล้วถึง 4 ครั้ง ได้แก่ ปี พ.ศ. 2547, 2552, 2554 และ เมื่อปี 2556 เกิดเหตุการณ์ดินถล่มครั้งสำคัญที่บ้านกะเบอะดินเป็นเหตุให้ประชากร 37 ครัวเรือนต้องอพยพย้ายบ้านเรือนมาอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย
ด้านอุบัติเหตุทางการเดินทาง
จากรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวลด้อมของโครงการเหมืองแร่ถ่านหินอมก๋อย เส้นทางที่ใช้เพื่อขนส่งถ่านหินซึ่งมาจากการทำเหมืองแร่ถ่านหินของโครงการจะถูกขนส่งเพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงของบริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) จังหวัดลำปาง โดยมีอัตราขนส่งถ่านหินของโครงการวันละ 50 เที่ยว นับรวมขาไปและขากลับ บรรทุกถ่านหินโดยใช้รถบรรทุก 10 ล้อ น้ำหนักรถบรรทุกอยู่ที่คันละ 16 ตัน และที่สำคัญที่สุดเส้นทางที่ใช้ขนส่งถ่านหินเป็นเส้นทางเดียวกับเส้นทางเข้าออกของชุมชนซึ่งมีเส้นทางเดียว ดังนั้นเส้นทางในการดำเนินกิจกรรมต่างๆของชุมชนบ้านกะเบอะดินจึงมีความหนาแน่นมากยิ่งขึ้น และจะกระทบกับเส้นทางกิจกรรมต่างๆของชุมชน เช่น เส้นทางเดินทางของกลุ่มนักเรียน เส้นทางขนส่งผลผลิตทางการเกษตร เส้นทางเดินทางไปสถานพยาบาล เป็นต้น ประกอบกับสภาพถนนมีความแคบและลาดชันไม่สอดรับกับการปรับปรุงถนนจากที่กล่าวในรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการว่าจะมีการซ่อมแซมถนนและลาดยางเพื่ออำนวยความสะดวกต่อการใช้เส้นทางสัญจรร่วมกัน แต่การที่มีรถบรรทุกน้ำหนักคันละ 16 ตันตั้งเป้าการเดินทางไว้วันละ 50 เที่ยว จะทำให้พื้นถนนที่ปรับปรุงไว้มีเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว การจราจรแออัดตลอดวัน ดังนั้นการสัญจรร่วมกันกับยานพาหนะในชุมชนย่อมเกิดความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุทางการจราจรมากยิ่งขึ้น
ด้านผลกระทบทำให้เกิดสภาวะโลกร้อน
การใช้พพลังงานจากถ่านหินเป็นสาเหตุหลักของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเป็นภาคีในกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC) วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2537 รวมถึงให้สัตยาบันเข้าร่วมกับความตกลงปารีส (Paris Agreement 2020 – 2030) พ.ศ.2559 วัตถุประสงค์คือกำหนดความร่วมมือในการดำเนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและกำหนดเป้าหมายระดับโลกร่วมกัน นอกจากนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีการจัดตั้งกลไกและกำหนดแผนดำเนินการเพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกตามที่เข้าร่วมพันธกรณีทั้งสอง เช่น เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปี พ.ศ.2558 – 2593 แผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยปี พ.ศ.2564 – 2573 ซึ่งเป็นกรอบดำเนินงานสู่เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก 40 % ภายในปี พ.ศ.2573 เป็นต้น
- การเพิกถอนรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอันเนื่องจากปฏิบัติไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนหรือวิธีการที่กฎหมายกำหนดตาม พรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 ส่วนที่ 4
- การละเมิดสิทธิพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 และ พ.ศ.2560 ได้แก่ สิทธิการรับทราบและเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร สิทธิชุมชน สิทธิการจัดการ บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน
- การละเมิดสิทธิในการดำรงชีวิตในสิ่งแวดล้อมและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพตาม พรบ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550
- การดำเนินโครงการเหมืองแร่ในพื้นที่ป่าต้นน้ำหรือพื้นที่ป่าซับซึมน้ำเป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย พรบ.แร่ พ.ศ.2510 และ พ.ศ.2560 มาตรา 17 (1)
- การขออนุญาตเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าสงวนตาม พรบ.ป่าสงวนแห่งชาติ 2507
- การขออนุญาตแก้ไขเพื่อเปลี่ยนแปลงทางน้ำสธารณะ ตามพรบ.การเดินเรือในน่าน้ำไทย 2456
- การไม่ปฏิบัติตามประกาศสำนักงานนบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง แนวทางการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม 2562
- ข้อพิจารณาการวินิจฉัยมีคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษา มาตรา 42 ประกอบมาตรา 72 และมาตรา 66 และมาตรา 69 พรบ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง 2542 ประกอบกับรัเบียบที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2543
แหล่งอ้างอิงข้อมูล
- คำฟ้องคดีศาลปกครองเชียงใหม่ หมายเลขคดีที่ ส.1/2565
- ชุมชนกะเบอะดินและภาคีเครือข่าย. (2564). จุดแสงสว่างกลางหุบเขา กะเบอะดิน ดินแดนมหรรศจรรย์ หรือ CHIA: Community-led Impact Assessment. เข้าถึงได้จากhttps://www.greenpeace.org/…/4a161fc8-kabuedin-chia…
- จิรวัฒน์ รักชาติ. (2567). โลกที่เปลี่ยนไปของชาวบ้านกะเบอะดิน: การปรับเปลี่ยนวิถีการเกษตร เหมืองแร่ถ่านหิน ความมั่นคงทางอาหาร และการดำรงอยู่ของทุนทางสังคม (พิมพ์ครั้งที่ 1). เชียงใหม่: สำนักบริหารและพัฒนาวิชาการ มหาวิทยาลัยแม่โจ้.
- แผ่นพับ น้ำ อาหาร อากาศสะอาด และโครงการเหมืองถ่านหินอมก๋อย #เจียงใหม่บ่เอาถ่านหิน, เข้าได้ถึงจาก https://www.greenpeace.org/ฮักเจียงใหม่บ่เอาถ่านหิน
- ภาพแผนที่น้ำ ที๊งคูเท๊ะฌี้, เข้าถึงได้จากhttps://www.greenpeace.org/thailand/explore/resist/coal/coal-area/omkoi/
