วันพุธที่ 18 กันยายน 2567 คลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อมได้จัดเสวนาสิทธิในที่ดินของกลุ่มชาติพันธุ์ “ความเป็นไปได้และข้อจำกัด” โดยประกอบด้วยผู้เสวนา ดังนี้
1. คุณกรรณิการ์ สาลิลา และ คุณรุ่ง
2. ตัวแทนชาวบ้านชุมชนหนองหญ้าปล้อง อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี
3. ทนายวราภรณ์ อุทัยรังษี สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
4. คุณพฤ โอ่โดเชา ตัวแทนผู้เคลื่อนไหวของประเด็นสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ ภาคเหนือ
5. อาจารย์ ดร.สงกรานต์ ป้องบุญจันทร์ อาจารย์ผู้สอนวิชากฎหมายสิ่งแวดล้อมและวิชาการศึกษากฎหมายสิ่งแวดล้อมเชิงคลินิก
การเสวนาครั้งนี้ ประกอบด้วยประเด็น ดังต่อไปนี้
การเข้ามาของนโยบายทวงคืนผืนป่าทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ไม่สามารถกลับเข้าไปยังพื้นที่ทำกินได้ ทำให้ดำเนินชีวิตแบบวิถีวัฒนธรรมตามปกติอย่างเคยไม่ได้ เป็นเหตุให้ชาวบ้านก็จำเป็นต้องเข้าร่วมโครงการจัดการที่ดินของรัฐ หากไม่เข้าร่วมก็จะถูกดำเนินคดี ถูกยึดพื้นที่ทำกินทั้งหมดหรือบางส่วนซึ่งพื้นที่ก็หายไปเป็นจำนวนไม่น้อย สุดท้ายก็เป็นบ่อเกิดปัญหาเรื่องปากท้องของชาวบ้าน
ประเด็นต่อมาคือเรื่องของการถูกมองว่าเป็นจำเลยของสังคม “การทำไรหมุนเวียนเป็นเหตุให้เกิดโลกร้อน” จนกระทั่งมีงานวิจัยออกมาแสดงให้เห็นว่าการทำไร่หมุนเวียนซึ่งมีการพักฟื้นที่สภาพดิน ทำให้คุณภาพดินมีการคืนสภาพ และยังสามารถดูดซับคาร์บอนที่มีอยู่ในพื้นที่ป่าได้ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเคียงได้ว่ามีค่าเป็นศูนย์
คดีที่ได้ช่วยดำเนินการให้ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นคดีประเภทคดีบุกรุกพื้นที่ป่า คดีประเภทนี้จริงๆแล้วไม่สมควรเกิดขึ้นเนื่องจากเห็นว่าชาวบ้านได้อยู่อาศัยในพื้นที่ทำกินของตนเอง การกล่าวหาว่าเป็นผู้บุกรุกจึงเป็นการกระทำที่ผิดหลักการ สุดท้ายแล้วตนเองจึงไม่อยากให้มีคดีประเภทนี้เกิดขึ้นต่อๆไป
การต่อสู้สิทธิในที่ดินในเรื่องวิถีการเพาะปลูกของชาวบ้าน วาทะกรรมไร่เลื่อนลอยเป็นสิ่งที่สร้างความชอบธรรมในการไล่ชาวบ้านออกไปจากที่ดินทำให้ชาวบ้านประสบปัญหาในเรื่องที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย การต่อสู้ทางความคิดเรื่องไร่เลื่อนลอยซึ่งปัจจุบันในทางวิชาการได้ใช้คำว่า “การทำไร่หมุนเวียน” จึงเป็นการต่อสู้ที่อาศัยงานรับรองทางวิชาการและสร้างการรับรู้การทำความเข้าใจใหม่ต่อสังคม
“ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่กรมอุทยาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่มีใครกล้าปฏิเสธแล้วว่าไร่หมุนเวียนมันไม่ดีหรือทำแล้วผิดกฎหมาย จริงๆมีหลักฐานรับรองเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วว่าไร่หมุนเวียนสามารถทำได้”
ในส่วนกฎหมายมีการผลักดันเรื่องการทำไร่หมุนเวียนเช่นกัน ร่างกฤษฎีการะบุถึง “ที่ดินแปลงรวมของชุมชน” ซึ่งคือการเรียกชื่อไร่หมุนเวียนในลักษณะถ้อยคำทางกฎหมาย ชุมชนมีความเห็นว่าด้วยลักษณะถ้อยคำดังกล่าวเป็นการใช้ถ้อยคำที่ตีความโดยทั่วไปแล้วจะสื่อความหมายได้กว้างขวางเกินขอบเขตของลักษณะการทำไร่หมุนเวียน ซึ่งชาวบ้านเกรงว่าจะมีผลทำให้เข้าใจว่าสามารถใช้ประโยชน์ที่ดิน “แปลงรวมของชุมชน” ดำเนินการอื่นๆนอกจากการทำไร่หมุนเวียนได้ ผลกระทบจากการใช้ที่ดินก็อาจจะเกิดขึ้นได้เพราะแต่เดิมแล้วไร่หมุนเวียนจะเป็นวิถีเพาะปลูกที่สามารถอนุรักษ์พื้นที่ป่าได้ซึ่งจะไปสอดรับกับวัตถถุประสงค์การอนุรักษ์พื้นที่ป่าของกฎหมาย
ในช่วงที่ผ่านมากระแสสังคมโลกสื่อออนไลน์มีการกล่าวถึงข่าวไฟไหม้ป่าที่ดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ โดยกล่าวหาว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมีต้นเหตุมาจากชาติพันธุ์ที่ทำการเกษตรบนพื้นที่สูง ไฟไหม้มาจากพื้นที่อำเภอแม่แจ่มและอำเภออมก๋อยลามมาถึงบริเวณดอยสุเทพ การผลิตข่าวในลักษณะนี้คุณพฤเห็นว่าเป็นการกล่าวหาโจมตีกลุ่มชาติพันธุ์โดยไม่ได้ใช้วิจารณะญาณในการวิเคราะห์ความเป็นเหตุเป็นผลเชื่อมโยงความเป็นไปได้ในทางความเป็นจริง จนนำไปสู่การจับกุมกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกกล่าวหา
“ข่าวไฟไหม้ป่าที่ดอยสุเทพ ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่บอกไฟมาจากแม่แจ่ม-อมก๋อย จากพวกวิถีชีวิตชาติพันธุ์ทำการเกษตรบนพื้นที่สูง คนอมก๋อยจะมาเผาที่ดอยสุเทพได้ไหม เดินทางประมาณ 5 ชั่วโมง แต่เขาไล่จับชาวบ้านที่แม่แจ่ม-อมก๋อย แล้วคนบริโภคข่าวก็ว่า จับได้สักที แล้วจับโดนตัวไหมน่ะ”
ส่วนการดำเนินนโยบายเพิ่มพื้นที่ป่าของรัฐบาล คุณพฤได้วิพากย์โดยเปรียบเทียบว่าการประกาศเขตอุทยานเพื่อเพิ่มพื้นที่ป่านั้นมีการประกาศเขตทับพื้นที่ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีป่าโดยสภาพอยู่แล้ว เหตุใดการดำเนินนโยบายดังกล่าวไม่มุ่งเน้นไปยังพื้นที่ซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่ป่าเป็นจำนวนน้อย เช่น พื้นที่ในจังหวัดกรุงเทพมหานครท้ายที่สุดการดำเนินนโยบายก็จะนำมาสู่การจับกุมคนตัวเล็กตัวน้อยซึ่งก็คือกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่า ลักษณะดังกล่าวจึงชี้ให้เห็นว่าเป็นการดำเนินการที่มีความย้อนแย้งในตัวเองและเป็นการใช้กระบวนการทางกฎหมายริดรอนสิทธิความเป็นอยู่ของชาวบ้าน
นอกจากนั้นแล้วการดำเนินนโยบายที่กล่าวไปก็ยังไม่ดำเนินกระบวนการโดยปฏิบัติและคำนึงถึงสิทธิการรับข้อมูลข่าวสารอย่างถูกต้อง ชาวบ้านรับทราบข้อมูลการประกาศพื้นที่อุทยานโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้าและใช้วิธีการสื่อสารที่ยากแก่การทำความเข้าใจข้อมูลที่ได้รับ อุปสรรคโดยหลักคือเรื่องของกำแพงทางภาษา ชาวบ้านในพื้นที่ไม่สามารถเข้าใจภาษาไทยได้ กระบวนการส่งต่อข้อมูลโดยใช้คิวอาร์โค้ดส่งข้อมูลแก่ชาวบ้านก็เป็นวิธีการเผยแพร่ข้อมูลที่น่ากังวลถึงความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของข้อมูลได้
สิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินของกลุ่มชาติพันธุ์ เมื่อมองถึงระบบกฎหมายที่เป็นอยู่ลักษณะกฎหมายจะมีพื้นฐานการออกแบบโดยมีรากฐานมากจากมุมมองการจัดการของคนพื้นราบ เนื่องจากตัวกฎหมายและกระบวนการทางกฎหมายไทยมีปฏิสัมพันธ์กับพื้นที่ราบเป็นปกติธุระพื้นฐาน ดังนั้นการที่ลักษณะของกฎหมายไม่ได้ออกแบบมาตอบสนองต่อความเป็นอยู่หรือความต้องการของกลุ่มชาติพันธุ์ก็มีเหตุสืบเนื่องมาจากบริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันได้มีอิทธิพลต่อการออกแบบกฎหมายและกระบวนการทางกฎหมาย
บริบทของการอิงอาศัยและดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้มีปฏิสัมพันธุ์ร่วมกับทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่อยู่อาศัยของชุมชนเป็นเวลามาตั้งแต่อดีตจนสืบเนื่องถึงปัจจุบัน ทรัพยากรต่างๆก็มีการใช้ประโยชน์และรักษาโดยบรรพบุรุษผ่านกาลเวลามาจนถึงคนรุ่นปัจจุบันเช่นกัน สิทธิในการได้รับสืบทอดทั้งวัฒนธรรม ภูมิปัญญา ที่อยู่อาศัย ที่ดินป่าไม้ แหล่งน้ำต่างๆเหล่านี้ พวกเขาก็ควรมีสิทธิสืบทอดไม่แตกต่างจากคนพื้นราบเพียงแต่ระบบกฎหมายไทยที่มีอยู่ไม่ได้รับรองแนวปฏิบัติของกลุ่มชาติพันธุ์ไว้ในทางกฎหมายเท่านั้น
ในส่วนการรับรองสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งในบริบทของระหว่างประเทศระดับสากลใช้คำว่า “สิทธิชนเผ่าพื้นเมือง” ได้เกิดขึ้นการผลักดันกันอย่างแพร่หลายในโลกตะวันตกจนเกิดการรับรองสิทธิดังกล่าวขึ้นมา โดยกฎหมายระหว่างประเทศต่างๆได้รับรองว่า หากชนพื้นเมืองพิสูจน์ได้ว่าพวกเขาเป็นคนพื้นเมืองและใช้ทรัพยากรตามวิถีชีวิตดั้งเดิมเช่นเดียวกับบรรพบุรุษของพวกเขา พวกเขาควรจะมีสิทธิใช้ทรัพยากรต่อไป ไม่ว่าระบบกฎหมายปัจจุบันของประเทศนั้นจะรับรองไว้หรือไม่
ท้ายที่สุด การต่อสู้และผลักดันจนเกิดการรับรองสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองขึ้นในประเทศโลกตะวันตก แนวโน้มสถานการณ์ปัจจุบันก็ได้เริ่มมีการยอมรับว่าการกระทำของตนที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์การล่าอาณานิคม เป็นการปล้นเอาทรัพยากรของชนเผ่าพื้นเมืองมาอย่างไม่ชอบธรรม เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องและสร้างความอยุติธรรมแก่ชนเผ่าพื้นเมือง ดังนั้นแล้วจึงสมควรที่จะต้องมีการเยียวยาความเสียหายบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่คนรุ่นก่อนหน้าได้กระทำลงไปได้อย่างไร
ช่วงพูดคุยแลกเปลี่ยน มีผู้ร่วมแลกเปลี่ยนในประเด็นที่มีความหลากหลาย โดยมีความคิดเห็นและข้อเสนอที่น่าสนใจ ดังต่อไปนี้
ข้อสอบถาม? / ข้อเสนอแนะ
แสดงความเห็นว่าเรื่องพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 มาตรา 64 -65 ของบทเฉพาะการเป็นข้อจำกัดมากกว่าโอกาสในการที่กลุ่มชาติพันธุ์จะเข้าถึงสิทธิในการจัดการทรัพยากร
ยกตัวอย่างเช่น มาตรา 64 ปัญหาการพิสูจน์เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิตามเงื่อนไขของมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 30 มิถุนยน 2541 เรื่อง การแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ หรือคำสั่งคณะรักษษความสงบแห่งชาติที่ 66/2557 เรื่อง เพิ่มเติมหน่วยงานสำหรับการปราบปราม หยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ และนโยบายการปฏิบัติงานเป็นการชั่วคราวในสภาวะการณ์ปัจจุบัน ซึ่งปัญหาที่เกิดอยู่คือมีการพิสูจน์สิทธิตามเงื่อนไขดังกล่าวมาเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน และขอชวนตั้งคำถามว่ามีผู้ที่สามารถได้สิทธิจากการพิสูจน์ตามเงื่อนไขนี้จริงๆหรือไม่ และด้วยปัญหาการใช้ระยะเวลาพิสูจน์อย่างยาวนานซึ่งก็ทำให้กฎหมายไม่สามารถบังคับใช้เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ได้จริง เหตุใดจึงยังไม่มีการปรับเปลี่ยนแก้ไขหรือยังใช้หลักเกณฑ์ของเงื่อนไขดังกล่าวอยู่เช่นเดิม
กรณีมาตรา 65 มีการกำหนดเงื่อนไขระยะเวลา 20 ปี เงื่อนไขนี้ไม่ได้เป็นการให้สิทธิในการเข้าถึงและจัดการทรัพยากรที่แท้จริง แต่มีจุดประสงค์เพื่อควบคุมและลดการพึ่งพิงการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ รวมถึงการตีความคำว่า “ปกติธุระในการเข้าไปอยู่หากิน” ความหมายของคำนี้มีการเปิดช่องให้เป็นไปตามดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับความหมายลักษณะปกติธุระของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่นั้นได้
ที่ไปที่มาของกฎหมายฉบับนี้ถูกตราออกมาโดยได้รับการสนับสนุนจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีการประกาศบังคับใช้ก่อนการเลือกตั้งเพียง 2 สัปดาห์ และไม่ฟังเสียงคัดค้าน ไม่ได้มีการรับฟังความคิดเห็นจากเครือข่ายประชาชนและเครือข่ายชาติพันธุ์ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระบจากการบังคับใช้กฎหมายโดยตรง กระบวนการดังกล่าวนี้จึงเป็นกระบวนการออกกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม และเมื่อย้อนกลับไปพิจารณาพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2541 ที่มีการประกาศพื้นที่อุทยานทับซ้อนกับพื้นที่อยู่อาศัยของชาวบ้านโดยที่ชาวบ้านยังไม่ทราบถึงการประกาศดังกล่าวตั้งแต่ต้น
คุณกัญวราจึงเห็นว่าการที่กฎหมายมีความไม่ชอบธรรมตั้งแต่กระบวนการตราออกมาไปจนถึงขั้นปลายทางคือการบังคับใช้ กฎหมายจึงไม่ได้สร้างความยุติธรรมให้แก่ชุมชน ชุมชนมีสิทธิที่จะขอเพิกถอนชุมชนออกจากเขตอำนาจบังคับใช้กฎหมายอุทยานได้
แสดงความเห็นในเรื่องของมาตรา 64 พรบ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 มีข้อจำกัดจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น เรื่องความไม่ชัดเจนกระบวนการพิสูจน์สิทธิ 240 วัน เรื่องการไม่คืนข้อมูลการสำรวจให้กับชาวบ้าน รวมถึง มาตรา 64 ระบุชัดเจนว่าจะไม่มีการสำรวจพื้นที่ให้กับผู้ที่เป็นคดี หรือมีพื้นที่ที่เป็นแปลงคดีด้วย
คุณแทนยังกล่าวถึงข้อจำกัดทางกฎหมายอุทยานแห่งชาติและนโยบายของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ มีหลักการตั้งอยู่บนเงื่อนไขการไม่ได้ยอมรับว่าชุมชนเป็นผู้ที่อยู่มาก่อนตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 31 มิถุนายน พ.ศ.2541 หากชุมชนจะร่วมนโยบาย หรือโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาลก็ต้องยอมรับก่อนว่าตนเองอาศัยอยู่มาอย่างผิดกฎหมาย กล่าวคือกฎหมายไม่ได้ให้สิทธิในการอยู่อาศัยในพื้นที่นั้น จากนั้นจึงค่อยมาแก้ปัญหาในภายหลัง กระบวนการตั้งต้นมาเป็นลักษณะนี้ คุณแทนมองว่าการแก้ปัญหาตามกระบวนการกฎหมายเช่นยังคงเป็นปัญหาในตัวของมันเอง
อีกข้อจำกัดคือ เรื่องอำนาจในการจะใช้ที่ดินของชุมชน คุณแทนเข้าใจว่ามุมมองสิทธิในที่ดินของประเทศไทยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ที่ดินของเอกชนและที่ดินของรัฐเท่านั้น ซึ่งไม่มีสิทธิที่ดินประเภทที่สามที่จะสามารถรองรับสิทธิของชุมชน ประเด็นนี้จึงเป็นหนึ่งในปัญหาที่ยังไม่ถูกแก้ไข รวมถึงสถานะที่ดินของชาติพันธุ์ที่ยังถูกระบุว่าผิดกฎหมายอยู่ ยังไม่มีความชัดเจนของสถานะทางกฎหมาย นอกจากนั้นยังมีเรื่องความเสี่ยงของเสรีนิยมใหม่เข้ามากระทบอีก
ท้ายที่สุดประเด็น Climate Justice คุณแทนมองว่าเป็นตัวแปรหนึ่งที่จะมีบทบาทต่อการแย่งยึดที่ดินของชุมชน เมื่อกลับไปดูนโยบายยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เรื่องการเพิ่มพื้นที่ป่า 40% ตามแผนแม่บทและแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติมีการระบุอย่างชัดเจนว่าจะเพิ่มพื้นที่ป่า ซึ่งคุณแทนมองว่าเป็นสิ่งที่จะไปตอบโจทย์เรื่อง Carbon Credit และสิ่งนี้เองที่จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การผลักดันการแก้ปัญหาสิทธิในที่ดินของชาติพันธุ์ถูกท้าทายมากขึ้น
คุณฝนได้สอบถามถึงความคิดเห็นของพี่น้องชาติพันธุ์ถึงความเป็นไปได้ของถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรีอุ้งอิ้ง “มีกิน มีใช้ มีศักดิ์ศรี” และสอบถามแก่ทีมนักกฎหมายต่างๆในเรื่องความหวังการผลักดันกฎหมายที่จะเพิ่มสิทธิของชุมชนพี่น้องชาติพันธุ์ภายใต้นโยบายของรัฐที่เป็นอยู่
จากมุมมองผู้ถามที่เห็นว่า กลุ่มชาติพันธุ์ในปัจจุบันไม่ได้คำนึงถึงเพียงความมั่นคงทางวัฒนธรรม หรือ การใช้ชีวิตเพียงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความมั่งคั่งจากการประกอบกิจการและการทำธุรกิจ เช่นนี้กฎหมายที่มีอยู่หรือว่ากำลังดำเนินการร่างอยู่ในปัจจุบันมีเนื้อหาสาระที่ครอบคลุมถึงความมั่งคั่งอันเกิดจากการใช้ที่ดินด้วยหรือไม่
คำตอบ / ข้อคิดเห็น – แลกเปลี่ยน
ประเด็นความเป็นไปได้ต่อนโยบายตามถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรี “มีกิน มีใช้ มีศักดิ์ศรี”
แสดงความคิดโดยเป็นการตั้งคำถามกลับว่า การพูดคำแถลงนั้นนายกรัฐมนตรีจะพูดอย่างไรก็ได้ แต่การตีความถ้อยคำนั้น คุณรุ่งยังสงสัยว่าจะเป็นการตีความไปในทางไหน การที่พวกเราซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ หรือ ตัวเราแต่ละคนเองกำหนดว่า “ที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีกินมีใช้” นั้นได้เกิดขึ้นจากชุมชนหรือไม่ ชุมชนได้มีส่วนในกระบวนการมีส่วนร่วมหรือไม่ ได้เคารพสิทธิเสรีภาพของชุมชนหรือไม่ หากปราศจากจุดเริ่มต้นตรงนี้ถ้อยคำดังกล่าวก็ยังคงไม่เกิดผลใดๆการพิจารณาถ้อยคำดังกล่าวจึงต้องเริ่มจากจุดนี้ และคุณรุ่งยังถามว่าเราต้องนำสิ่งที่ปรากฏเห็นมาผ่านการบริหารรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีทั้ง 31 คนที่ผ่านมา มาสรุปทบทวนกันว่าได้เกิดผลใดๆหรือไม่ ท้ายที่สุด คุณรุ่งเห็นว่าความเป็นไปได้ที่จะเปลี่ยนแปลงทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ มั่งคั่ง มีกินมีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี นั้นอยู่ที่การมีส่วนร่วมและออกแบบร่วมกันระหว่างภาคประชาชน ชุมชน และชาติพันธุ์
เห็นว่าหนึ่งในการบรรลุตามถ้อยแถลงของนายกรัฐตรีโดยที่ไม่ยุ่งยากนั้น วิธีการที่เห็นว่าไม่สิ้นเปลืองงบประมาณคือการแก้ไขกฎหมายที่ไปริดรอนสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ และหากมีพรบ.คุ้มครองชาติพันธุ์ที่จะนำไปหยิบใช้ในรัฐสภาซึ่งเป็นรัฐบาลมีเสียงข้างมากแล้ว ก็จะทำให้รู้สึกว่ากลุ่มชาติพันธุ์ได้รับการคุ้มครองและส่งเสริมแล้ว
ส่วนประเด็นความมั่งคั่งของกลุ่มชาติพันธุ์ คุณพฤได้สะท้อนว่ากฎหมายที่ยังกดทับกลุ่มชาติพันธุ์หากยังคงมีอยู่ก็จะทำให้ความมั่งคั่งเกิดขึ้นได้ยาก เพราะความมั่งคั่งในที่นี้หมายความว่าสิทธิและวิถีที่อยู่อาศัยและที่ทำกินต้องถูกกฎหมายและถูกยอมรับจากกฎหมายปกติสุขก่อน ต้องยอมรับสิทธิชีวิตพื้นฐานปกติก่อน สิ่งเหล่านี้จึงเป็นรากฐานของความมั่นคั่ง
นอกจากนั้นคุณพฤเห็นว่าคำพูดของนายกรัฐมนตรีมีข้อดีคือ เราสามารถนำถ้อยคำนั้นไปพูดต่อได้ว่ารัฐบาลชุดนี้มีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน และคำพูดก็ยังเป็นการตอกย้ำอีกว่า สิ่งที่พูดเป็นสิ่งที่เรากลุ่มชาติพันธุ์ไม่มี อย่างไรก็ตามคุณพฤหวังว่าถ้อยคำดังกล่าวรัฐบาลชุดนายกรัฐมนตรีอุ้งอิ้งจะนำไปปฏิบัติได้จริง
เห็นว่าการที่พวกเรายังพึ่งพาตัวเองไม่ได้แล้วจะไปหวังพึ่งพาคนอื่นเป็นสิ่งที่ไกลตัวไปหรือไม่ ดังนั้นเราจึงควรยืนได้ด้วยตนเองก่อน หากมีความมั่นคงในตัวเองแล้วเรื่องอื่นก็จะสามารถดำเนินไปต่อได้
เห็นว่าเรายังมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเราก็ต้องมีความหวังไว้ก่อน เนื่องจากกลไกสภาผู้แทนราษฎรที่เราได้เลือกมา ยังสามารถพึ่งพาในเรื่องต่างๆ เช่น การผลักด้นข้อเสนอและเสนอกฎหมายแก่กรรมาธิการที่ดิน หรือ กรรมาธิการที่เกี่ยวกับเรื่องชาติพันธุ์ การยื่นเรื่องแก่คณะกรรมาธิการผู้แทนราษฎรในการตรวจสอบขั้นตอนการออกกฎหมาย กรณีสงสัยวิธีการออกกฎหมายของกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของกรมอุทยานแห่งชาติก็สามารถยื่นร้องต่อกรรมาธิการเพื่อเรียกให้เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรัฐมาชี้แจงข้อเท็จจริง และเปิดรับข้อเสนอข้อเรียกร้องของชุมชนอีกด้วย แม้ว่าสถานการณ์ในขณะนี้จะมีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร แต่ตัวสภาผู้แทนราษฎรยังคงอยู่ แม้จะมีข้อจำกัดอย่างเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่ทนายวราภรณ์ยังคงเห็นว่ายังมีช่องทาง กลไกที่เป็นประโยชน์กับกลุ่มชาติพันธุ์ เราจึงต้องมีความหวังไว้ก่อน
อาจารย์เห็นว่าการที่กฎหมายยังไม่รับรองสิทธิขั้นพื้นฐานแก่ชาติพันธุ์ หากจะกล่าวถึงสิทธิความมั่งคั่งของชนพื้นเมืองหรือชาติพันธุ์ สิ่งนั้นก็อาจจะเป็นภาพการก้าวจากสเต็ปที่ศูนย์ยังสเต็ปที่สิบ
อาจารย์เห็นว่ากฎหมายพรบ.อุทยาน 2562 มีข้อจำกัดมากกว่าโอกาส รวมถึงกฎหมายเกี่ยวกับทรัพยากรสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายป่าไม้ กฎหมายป่าสงวน ฯลฯ
อาจารย์ตั้งคำถามอย่างน่าสนใจว่า
“เราไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่สามารถเลือกไอเดียลได้ว่าจะอยู่ในบริบทแบบที่ หนึ่ง สอง หรือสาม เราอยู่ในสถานการณ์การเมืองในข้อเท็จจริงแบบหนึ่ง แล้วต้องเลือกว่าจะทำอะไรหรือไม่ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน ในส่วนนี้คิดว่ามันเป็นสถานการณ์ที่เราเลือกได้”
อาจารย์ได้ยกตัวอย่างสถานการณ์ขึ้นมา 4 แบบ ได้แก่
สถานการณ์ที่ 1 กรณีที่อยู่ในสถานการณ์การเมืองที่เราเลือกได้ทุกอย่าง เราสามารถพิจารณาได้ว่ามีกฎเกณฑ์บางอย่างที่ออกมาแล้วเราไม่ได้มีส่วนร่วม เราสามารถที่จะใช้บางกฎเกณฑ์ที่ออกมาบังคับหรือกดดันให้หน่วยงานรัฐยอมรับในสิ่งที่เขาไม่อยากยอมรับก็ได้ ประเภทแบบนี้เรียกว่า Play By Rule กฎเกณฑ์ของรัฐเองออกมาแล้วก็ต้องผูกพันธ์กับตัวรัฐเอง ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ชุมชนชาติพันธุ์จะเลือกใช้ผลักดันก็ได้ ตัวอย่างเช่น ชุมชนหนองหญ้าปล้องที่มาร่วมเสวนานี้ ก็เลือกใช้วิธีนี้ในการเห็นช่องเจรจาต่อรองกับรัฐ แม้จะต่อรองเพื่อให้ใช้ชีวิตอย่างปกติได้ช่วงหนึ่ง หากผ่านช่วงดังกล่าวไปได้ และสถานการณ์การเมืองเปลี่ยนไปก็สามารถขยับเพดานการต่อรองกับรัฐได้มากยิ่งขึ้น
สถานการณ์ที่ 2 กรณีที่บางพื้นที่ไม่สามารถต่อรองเรื่องการพิสูจน์สิทธิได้ แม้จะพยายามพิสูจน์สิทธิการทำกินแล้วแต่ก็ไม่มีหลักฐานยืนยัน กรณีนี้อาจจะใช้ Rule ที่มีอยู่นั้น โต้แย้งความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นได้ ทั้งนี้อาจารย์เห็นว่าขึ้นอยู่กับบริบทของพื้นที่นั้นว่าสามารถเลือกบนข้อจำกัดละข้อเท็จจริงที่มีอยู่มากน้อยเพียงไหน
สถานการณ์ที่ 3 กรณีการมองภาพรวมปัญหา อาจารย์เห็นว่าจริง ๆ แล้วกลุ่มชาติพันธุ์ต้องการกฎหมายฉบับหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายกับพรบ.ชาติพัรธุ์แต่มีความละเอียดกว่า ทำให้เกิดการยอมรับการมีส่วนร่วมของประชาชนมากก่า และรับบรองสิทธิของประชาชนชาติพันธุ์ในมิติที่สอดคล้องสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชาติพันธุ์มากกว่า กรณีเป็นการผลักดันเสนอกฎหมายใหม่เพื่อเข้าไปร่วมกับกฎหเกณฑ์เดิมที่มีอยู่เพราะเห็นว่ากฎเกณฑ์เดิมนั้นมันไม่ยุติธรรม
สถานการณ์ที่ 4 กรณีอยู่ในสถานการณ์ที่สิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นธรรมกับกลุ่มชาติพันธุ์ และกลุ่มชาติพันธุ์ก็ไม่ได้เห็นว่าปัจจัยเหล่านั้นจะกระทบกับวิถีชีวิตของกลุ่มตนเองอย่างมีนัยะสำคัญ กลุ่มยังคงดำเนินวิถีชีวิตตามปกติเช่นเดิมต่อไปโดยที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ที่ออกมา
จากทั้ง 4 สถานการณ์ ประเด็นหลักอยู่ที่ว่าแต่ละชุมชนอยู่ในสถานการณ์ที่จะเลือกใช้เครื่องมือแบบไหนได้บ้าง และการเลือกไม่จำเป็นต้องเลือกเพียงเครื่องมืออย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว สามารถเลือกเครื่องมือได้หลากหลายขึ้นอยู่กับการประเมินสถานการณ์ของคนในพื้นที่และความจำเป็นบนเงื่อนไขที่เกิดขึ้น
ส่วนประเด็นความหวังต่อรัฐบาลใหม่ อาจารย์เห็นว่าผู้นำประเทศแม้จะมีการเปลี่ยนตัวบุคคลไปแต่ก็จะวร้างความเปลี่ยนแปลงต่อนโยบายที่ดินป่าไม้ไม่มาก เนื่องจากผู้นำไม่ได้มีประสบการณ์ ความรู้ ความเข้าใจเรื่องชาติพันธ์ ชนพื้นเมืองมากนัก แม้แต่คนทั่วไปก็อาจจะไม่ได้มีความเข้าใจก็ได้ เนื่องจากคนกลุ่มนี้ดำเนินชีวิตอยู่บนพื้นฐานเงื่อนไขทางเศรษฐกิจอีกแบบหนึ่ง ความเข้าใจของคนส่วนนี้ก็จะแตกต่างจากกลุ่มชาติพันธุ์
สุดท้ายอาจารย์เห็นว่าเราไม่ควรคาดหวังกับรัฐบาลมาก การทำอะไรบางอย่างเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงได้บ้าง ก็จะเกิดจากการกดดันจากคนข้างล่าง ไม่ใช่จากรัฐบาลผู้นำที่ทำหน้าที่มอบนโยบายเพียงอย่างเดียว อีกทั้งอาจจะเป็นในลักษณะ Top – Down ที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มชาติพันธุ์ได้ ความหวังจึงย้อนกลับมาที่พวกเรา ภาคประชาสังคมว่าจะช่วยกันผลักดันกันอย่างไรให้รัฐบาลทำสิ่งที่เกิดจากความต้องการจากเสียงของชาติพันธุ์จริง ๆ แม้สิ่งนั้นจะไม่ถูกใจรัฐบาลก็ตาม
ทนายสุมิตรชัยกล่าวถึงการดำเนินการพิจารณาร่างกฎหมายคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ว่าปัจจุบันกรรมาธิการวิสามัญพิจารณากฎหมายได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วในขั้นรับหลักการของวาระที่ 1 ต่อไปเป็นการส่งร่างกฎหมายเข้าสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาในวาระที่ 2
เขาได้กล่าวท้าวความว่า เดิมร่างกฎหมายถูกเสนอจาก 2 พรรคการเมือง 2 องค์กรภาคประชาชน และ 1 องค์การมหาชนของรัฐ ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย และศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ปัจจุบันอยู่ขั้นตอนการรวมร่างกฎหมายทั้ง 5 ฉบับรวมไว้เป็นฉบับเดียว
ในร่างกฎหมายฉบับนี้มีทั้งกลไกคุ้มครองวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ มีนายกเป็นประธาน อีกกลไกหนึ่งที่คู่ขนานมาคือสภากลุ่มชาติพันธุ์ และเสริมด้วยคณะกรรมการที่มีบทบาทเรื่องการจัดทำข้อมูลวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาติพันธุ์โดยมีศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรเป็นเลขาธิการ กฎหมายยังมีหมวดว่าด้วยการประกาศเป็นพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตชาติพันธุ์ หากกรรมาธิการวิสามัญพิจารณากฎหมายฉบับนี้เสร็จก็จะมีผลประกาศพื้นที่คุ้มครองฯได้ สามารถยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายอุทยานได้ กล่าวคือกฎหมายฉบับนี้นอกจากจะรองรับสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีมากขึ้นแล้ว ยังยกเว้นกฎหมายที่ขัดแย้งได้ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายอุทยาน กฎหมายป่าสงวน ถึงแม้ว่าจะยังไม่สามารถเพิกถอนพื้นที่ให้ออกจากกรอบของกฎหมายเหล่านี้ได้ แต่เมื่อกฎหมายคุ้มครองวิถีชีวิตชาติพันธุ์มีผลบังคับใช้ก็สามารถงดเว้นการถูกบังคับตามระเบียบของกฎหมายเหล่านั้นได้ และมาใช้ธรรมของพื้นที่คุ้มครองที่มาจากข้อตกลงการใช้พื้นที่ร่วมกันโดยเป็นการตกลงกันระหว่างชุมชน รัฐ และหน่วยงานรัฐระดับพื้นที่ โดยทนายเน้นว่าธรรมนูญนี้จะเป็นกฎหมายกฎหมายในพื้นที่ของชุมชนชาติพันธุ์ในอนาคต
ทนายได้ให้ความเชื่อมั่นต่อชุมชาติพันธุ์ว่าร่างกฎหมายฉบับนี้จะผ่านออกมาบังคับใช้ได้อย่างไม่มีติดขัด เนื่องจากพรรคการเมืองสองพรรคใหญ่ก็ได้สนับสนุนร่างกฎหมายอย่างจริงจัง ซึ่งจะเห็นได้จากถ้อยแถลงนโยบายหรือมาตรการเร่งด่วนของพรรคเพื่อไทยข้อ 4 ที่ปรากฏคำว่าชาติพันธุ์อยู่ด้วย รวมถึงนโยบายการเข้าถึงสวัสดิการแห่งรัฐ กลุ่มเปราะบางต่าง ๆ ทนายเห็นว่ากลุ่มชาติพันธุ์ก็อยู่ในความหมายนโยบายข้อที่ 10 ดังกล่าวเช่นเดียวกัน และคาดว่ากฎหมายจะบังคับใช้ได้ไม่เกินกลางปี พ.ศ.2568
ท้ายที่สุดทนายได้สนับสนุนให้นำเอากฎหมายที่กำลังจะออกมา นำไปปรับใช้ ต่อสู้ต่อไปในอนาคต เพราะกฎหมายนี้จะเป็นประโยชน์มากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับการนำกฎหมายไปใช้บังคับจริง
ภาพรวมเสวนา
ผศ.นัทมน คงเจริญ
ประการแรก จากการสะท้อนสถานการณ์จากตัวแทนชุมชนชาติพันธุ์ ชุมชนหนองหญ้าปล้อง และคุณพฤ โอ่โดเชาทำให้เห็นว่ามุมมองที่ปรากฏในพื้นที่จริงเป็นเรื่องสำคัญ การที่คนในสังคมพยายามจับแพะชนแกะเอาพื้นที่ไฟไหมตรงที่นึงมากล่าวหาพื้นที่อีกที่นึง นี้คือความเข้าใจจากสังคมกับวิถีชีวิตชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ป่า เวทีนี้ที่จัดขึ้นเรามุ่งเน้นเพื่อสร้างความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่กับกลุ่มชาติพันธุ์
ประการที่สอง เหตุการณ์เดียวกันขึ้นอยู่กับมุมมองว่าใช้แว่นอะไรมอง คุณเข้าใจวิถีชีวิต วิถีชีวิตของคนเมืองอาจจะต่างจากวิถีชีวิตของคนชาติพันธุ์ เพราฉะนั้นความรู้ความเข้าใจตรงนี้ถึงสำคัญมากไปกว่าชุดความจริงที่มีอยู่หนึ่งเดียว คือการมองโดยเข้าใจลักษณะของแต่ละความหลากหลาย
ประการที่สาม เรื่องของกฎเกณฑ์ที่ถูกเขียนขึ้นมา ได้กำหนดโครงสร้างการจัดการความหลากหลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการจัดการทรัพยากร ชุมชนมีหลากหลาย กฎหมายอาจจะมีการใช้ไม้บรรทัดเดียวกันไม่ได้ และกฎหมายที่เขียนมาอย่างที่บทเฉพาะกาลซึ่งกล่าวว่าวิถีชีวิตจะสิ้นสุดลงเพียงแค่ที่ยี่สิบปี หลังจากที่เราไปเขียนแล้ว แต่มีข้อสังเกตุว่ากฎหมายอุทยานปี 62 กำลังจะถึงครบรอบการบังคับใช้ห้าปี ซึ่งประชาชนจะสามารถยื่นขอปรับปรุงกฎหมาย เพราฉะนั้นตัวกฎหมายเขียนโดยผู้คน ในฐานะที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ คนที่อยูในพื้นที่ป่า คนที่อยู่ในพื้นที่ในเมือง เราทุกคนมีส่วนร่วมที่จะแก้ไข เขียนกฎเกณฑ์กติกาเหล่านี้
ประการสุดท้าย การใช้กฎหมายอย่างที่ทนายสุมิตรชัยกล่าว ขึ้นอยู่กับคนใช้ ขึ้นอยู่กับเจ้าภาพด้วย จริงๆในบ้านเรามีหน่วยงานหลายหน่วยงานซึ่งมีเจ้าภาพที่หลากหลาย ต่อให้ในส่วนของกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ผ่านสภาวาระแรกแล้ว ผ่านกรรมาธิการแล้วยุบมาเป็นหนึ่งร่าง อันนี้เราคงต้องพูดถึงการบังคับใช้กฎหมายเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกคนในสังคม
เรียบเรียงโดย
