เกิดการปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำกก แม่น้ำรวก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง แม่น้ำสารละวิน ซึ่งปัจจุบันการตรวจวัดหลายแห่งทั้งจากกรมควบคุมมลพิษ หรือ จากทางภาควิชาการ ปัจจุบันยังมีค่าเกินมาตรฐานที่สูงกว่าเกณฑ์หลายเท่าตัว
ปัญหานี้เกิดขึ้นที่แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขงในพื้นที่ภาคเหนือในตอนบนของประเทศไทยที่ไหลจากประเทศเมียนมาร์เข้ามาในประเทศไทย โดยรับน้ำจากแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก เข้าไปสู่ประเทศลาวผ่านแม่น้ำโขง แล้วกลับมาที่ประเทศไทยอีกครั้งที่จังหวัดเลยในฝั่งอีสาน ซึ่งแม่น้ำโขงฝั่งอีสานที่มีความเสี่ยงจากเหมืองต้นน้ำในฝั่ง สปป.งลาวที่เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ไม่ใช่แค่น้ำโขงเท่านั้น แม่น้ำสาละวินที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนก็ได้รับผลกระทบนี้ มากไปกว่านั้นที่ภาคใต้ แม่น้ำกระบุรี จังหวัดระนองก็พบว่ามีค่าความขุ่นของน้ำเกินกว่าที่ปลาจะอาศัยในพื้นที่ได้
ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ล้วนมีต้นเหตุมาจากการทำเหมืองแร่ไม่ได้มาตรฐานที่ต้นน้ำ ซึ่งมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พร้อมภาพถ่ายทางดาวเทียมระบุชัดเจน ว่าปัญหาการปนเปื้อนในแม่น้ำสายต่าง ๆ ไม่ใช่มาการทำเกษตร ไม่ใช่จากสารเคมีเกษตรในประเทศไทย ไม่ใช่สารโลหะหนักที่มีอยู่แล้วในชั้นดินธรรมชาติของประเทศไทย
ภาพรวมสถานการณ์ค่าโลหะหนักในแม่น้ำ
สารตะกั่วเกินมาตรฐานความปลอดภัยใน แม่น้ำสาย จังหวัดเชียงราย
การตรวจพบตะกั่วเกินมาตรฐานในเนื้อปลาที่ประชาชนบริโภคกันที่ จังหวัดเลย
การตรวจพบค่าความขุ่นที่เข้าขั้นรุนแรง วิกฤต ทำลายระบบนิเวศ ทำลายระบบนิเวศ ทำลายชีวิตขอชาวประมงที่ แม่น้ำกระบุรี จังหวัดระนอง
สถานการณ์การปนเปื้อนในตะกอนดิน
ปัญหานี้มันไม่ได้มีแค่น้ำที่มันเป็นพิษ ยังมีตะกอนดินที่เป็นพิษด้วย ซึ่งมีอันตรายกว่าการปนเปื้อนของน้ำ น้ำมีลักษณะการไหลไปมา แต่ตะกอนดินจะอยู่นิ่งตรงท้องน้ำ ซึ่งก็จะรับสารพิษสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมาตรฐานสารหนูในตะกอนดินอยู่ที่ 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
แม่น้ำกกมีค่ามาตรฐานกว่า 50 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม มากกว่ามาตรฐานเป็น 5 เท่า
แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก มากกว่าค่ามาตรฐาน 3 เท่า
แม่น้ำสาละวิน มากกว่ามาตรฐาน 6 เท่า
แม่น้ำโขงอีสาน มากกว่ามาตรฐาน 2 เท่า
พื้นที่รุนแรงที่สุดคือ แม่น้ำโขงทางภาคเหนือมากกว่ามาตรฐาน 30 เท่า หรือว่าเป็นจำนวน 300 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
ความอันตรายคือ ตะกอนดินซึ่งเป็นที่อยู่ กุ้ง หอย ปู ปลา สัตว์หน้าดินทั้งหลายที่พึ่งพาอาศัยอยู่กับดิน แล้วประชาชนคนไทยก็ยังกินกุ้ง หอย ปู ปลาเหล่านั้น
สภาพการปนเปื้อนในดินที่ปลูกเป็นแปลงเกษตร และการปนเปื้อนในวัตถุดิบที่เป็นอาหาร
ปัญหานี้ไม่ใช่แค่ดินในน้ำ ดินในพื้นที่ปลูกเกษตรก็เป็นพิษเหมือนกัน มีผลตรวจออกมาชัดเจนจากกรมพัฒนาที่ดิน
ผลตรวจดินในแปลงเกษตรพบว่ามีค่าสารหนูมากกว่า 100 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม มากกว่าค่ามาตรฐานที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกำหนดให้กับดินในพื้นที่เพาะปลูกเกษตรมากกว่า 5 เท่า แต่ที่แปลกกว่าคือ ประชาชนไม่ทราบข้อมูล ส่วนรัฐบาลก็ไม่มีมาตรการอะไรไปรองรับ ทุกวันนี้พื้นที่นั้นยังปลูกข้าวกันอยู่ แล้วประชาชนก็ไม่ทราบว่ามีกะหล่ำดอกที่ตรวจพบสารหนูและแคดเมียมเกินมาตรฐาน พริกขี้หนู เบบี้คอส ผักปลอดสาร แต่ตอนนี้ปนเปื้อนสารพิษจากเหมืองแคดเมียมและตะกั่วเกินมาตรฐานอันตราย
ส่วนปลาในจังหวัดเลยที่มีค่าตะกั่วและสารหนูเกินมาตรฐานปลอดภัย ยังไม่ได้กล่าวถึงข้าวกว่า 2 แสนไร่ ที่ใช้น้ำกก สาย รวก ในการปลูก ที่กำลังรอออกผลผลิต
การปนเปื้อนดังกล่าวมีผลทำให้คนและสัตว์เกิดอาการผิดปกติ กลุ่มที่สี่ยงได้แก่ เยาวชนหรือเด็กที่ลงไปเล่นน้ำ ปลาท้องถิ่น เช่น ปลาแค้
ภาพจาก LANNER
การประชุมข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะโดยชุมชน กรณีศึกษาผลกระทบจากสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกก จังหวัดเชียงราย โดยทีมนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ศิริวรรณ กันติสินธุ์ อาจารย์สาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย สำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ พบว่า
จากการเก็บตัวอย่างเล็บในผู้ใหญ่และเส้นผมเด็ก สุ่มตรวจ 90 กลุ่มตัวอย่างใน 4 พื้นที่ คือ
บ้านท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่,
บ้านดอยฮาง ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย,
ต.ดงมหาวัน อ.เวียงเชียงรุ้ง จ.เชียงราย
ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน จ.เชียงราย
พบปริมาณสารหนูสะสมในเล็บและผมของกลุ่มตัวอย่าง โดยปริมาณสารหนูสะสมในเล็บพบมีค่าเกินเกณฑ์มาตรฐาน (0.5 มก./กก.) จำนวน 16 คน หรือ 17.78%
ในกลุ่มนี้มีอาการแสดงทางคลินิกที่สำคัญ คือ
- ระบบประสาทและกล้ามเนื้อชาปลายมือปลายเท้าและอ่อนแรง 10 คน (5%)
- ระบบผิวหนังระคายเคือง 7 คน (8%)
- พบความผิดปกติของสีผิว/ตุ่มหนาคล้ายตาปลา 5 คน(1%)
- ระบบทางเดินหายใจเยื่อโพรงจมูกอักเสบและพนังกั้นโพลงจมูกทะลุ 3 คน (8%)
- ระบบอื่น ๆ เช่น ปวดบวมเท้าทั้งสองข้าง (8%)
- ปัสสาวะออกน้อย (5%)
การตรวจเส้นผม – เล็บ ดังกล่าว สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ตั้งข้อสังเกตว่าในเชิงระบาดวิทยาเป็นการตรวจแบบเจาะลึก จะสะท้อนการสะสม “สารหนู”มากขึ้นซึ่งเป็นการฉายภาพให้เห็นและคาดการณ์ถึงผลกระทบในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจดังกล่าวนำไปสู่คำถามสำคัญว่า ประชาชนรับสารหนูเข้าสู่ร่างกายจากแหล่งใด ทั้งจากน้ำประปา อาหาร ปลาในแม่น้ำ หรือพืชผักในพื้นที่ลุ่มน้ำที่อาจปนเปื้อน ซึ่งยังไม่มีคำตอบชัดเจนในรายงานข่าวปัจจุบัน เพื่อจะระบุต้นตอปัญหาทได้อย่างตรงจุดและจะนำไปสู่การออกมาตรการป้องกันที่ตรงจุด
นอกจากนี้อาการทางคลินิกที่พบจากการตรวจดังกล่าวเกิดจากการสะสมเป็นระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี เมื่อเทียบกับกรณีสารตะกั่วปนเปื้อนที่บ้านคลิตี้ จ.กาญจนบุรี ซึ่งต้องใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะแสดงอาการเจ็บป่วย กรณีจึงมีแนวโน้มการสะท้อนถึงการสะสมสารโลหะหนักเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็ว ซึ่งต้องนำไปสู่การเฝ้าระวังด้านสุขภาพอย่างจริงจัง
จากผลกระทบจากการปนเปื้อนทำให้การใช้น้ำในภาคครัวเรือน ภาคการท่องเที่ยว และภาคการเกษตร ไม่สามารถใช้น้ำได้อย่างปกติ กรณีบริโภคน้ำต้องเดินทางไปซื้อน้ำสะอาดจากแหล่งอื่นมาบริโภค ผลผลิตจากการเกษตรและปลาท้องถิ่นผู้คนไม่กล้านำมาบริโภค และการท่องเที่ยวที่พึ่งพาแหล่งน้ำเช่น เรือนแพริมแม่น้ำ โรงแรมที่พักต่างๆ ต่างไม่ได้รับความมั่นใจในการใช้บริการจนผู้ประกอบการปิดตัวลงไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ รวมถึงกิจกรรมตามประเพณีเช่นวันสงกรานต์ในพื้นที่แม่น้ำปนเปื้อนก็ซบเซาลงไปมากเนื่องจากมีประกาศห้ามการสัมผัสกับแม่น้ำ กิจกรรมส่วนใหญ่ตามประเพณีซึ่งต้องมีปฏิสัมพันธ์กับแม่น้ำจึงถูกตัดขาดไป
เรือนแพริมแม่น้ำกับชุมชน
ภาพจาก LANNER
ต้นตอของมลพิษเหล่านี้มันมาจากการทำเหมืองในประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นแรร์เอิร์ธ (Rare Earth) เหมืองทองคำ หรือเหมืองแร่ที่สำคัญอื่น ๆ ส่วนคำถามต่อมาคือ รัฐไทยนำเข้าแร่อะไรจากประเทศที่นำให้น้ำบ้านเราเป็นพิษบ้าง
ตัวเลขจากศุลกากรปี 2567 แร่ที่เรานำเข้ามามากที่สุดคือ “แร่พลวง” ไทยนำเข้ามาเยอะอยู่พอประมาณอ ปี 2564, 2565, 2566 แต่จำนวนมากระโดดในปี 67 ที่ตัวเลข 40,000 ตัน คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 2,864 ล้านบาท ซึ่งบังเอิญเป็นปีเดียวกันกับที่ประชาชนเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงในน้ำและโคลนของแม่น้ำ เมื่อเจาะลึกลงไปอีก ปี 2568 เดือนมกราคมถึงเดิอนกันยายน มีการนำเข้าแร่พลวงมูลค่าเพิ่มขึ้นมากเป็น 6,000 ล้านบาท และทั้งหมดเป็นการนำเข้าจากประเทศเดียวคือ ประเทศเมียนมา
นำเข้ามาแล้ว ไทยเราเอามาทำอะไรต่อไป ? ข้อเท็จจริงที่พบคือรัฐไทยเป็นแค่ทางผ่าน จำนวนแร่นำเข้าเกินครึ่งเราส่งต่อไปให้จีน ส่วนหนึ่งเราส่งกลับไปเมียนมา ซึ่งยังคงเป็นที่ไม่ชัดเจนว่าก่อนส่งกลับแร่ผ่านกระบวนการอะไรมาก่อน และอีกส่วนหนึ่งที่เหลือส่งไปที่เวียดนาม กล่าวโดยสรุปคือนำเข้ามาเท่าไหร่ ส่งออกไปเท่านั้น ประเทศไทยเป็นแค่ทางผ่าน เป็นแค่เครื่องฟอกแร่ โดยที่ไม่มีกฎหมายอะไรที่จะไปตรวจสอบได้เลยว่าแร่ที่นำเข้ามาทำให้แม่น้ำในประเทศไทยเป็นพิษอย่างไรบ้าง
ข้อมูลที่กล่าวไปข้างต้นเป็นเพียงเฉพาะแร่พลวง ซึ่งเป็นแร่ที่มีความสำคัญโดยเฉพาะด้านการทหารเนื่องจากใช้ทำกระสุนปืน รวมถึงใช้ทำแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งยังไม่ได้กล่าวถึงแร่ทองคำ แร่แรร์เอิร์ธ ที่ทุกวันนี้มีจำนวนเหมืองเพิ่มขึ้นอย่างมากในประเทศเพื่อนบ้าน
5 ปีที่ผ่านมา มีจำนวนเหมืองที่ต้นน้ำของประเทศไทย เพิ่มขึ้นในฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน “500 เหมือง”
ซึ่งจำนวน 500 เหมืองไม่ทราบถึงการมีระบบบำบัดน้ำหรือไม่ แต่ที่ทราบอย่างแน่นอนคือ คือ ถ้าเหมืองแร่เหล่านี้ไม่ระบบบำบัด สารพิษจะไหลผ่านแม่น้ำลงประเทศไทยอย่างเต็มที่
ประเทศหนึ่งที่มีจุดเกาะเกี่ยวกับปัญหาเหมืองแร่ไม่ได้มาตรฐาน คือ ประเทศจีนจีน ซึ่งเป็นประเทศที่เคยทำทั้งเหมืองแรร์เอิร์ธ ทั้งเหมืองแร่พลวง แต่ปัจจุบันหยุดทุกกิจกรรม เพราะได้ทำลายสิ่งแวดล้อม ทำลายชีวิตและสุขภาพประชาชนของประเทศจีนเอง บังเอิญที่ช่วงเวลาเหล่านั้น ตรงกับช่วงที่เหมืองในเมียนมาและลาวมันเพิ่มสูงขึ้น และยังตรงกับช่วงเวลาที่ไทยเริ่มนำเข้าแร่มาฟอกแล้วส่งต่อไปจีนมากขึ้น ตรงกับช่วงเวลาที่สารพิษในแม่น้ำบ้านเรามันเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน
1 มีการตรวจวัดค่าคุณภาพน้ำในม่น้ำทั้ง 5 แห่ง แหล่งน้ำยังคงมีการปนเปื้อนอย่างต่อเนื่อง
2 มีการจัดตั้ง “ศูนย์ข้อมูลกลางเพื่อการรับรู้และติดตามสถานการณ์” หรือ AIM (Awareness Information Monitoring)
3 กรมควบคุมมลพิษได้จัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ 4 จุด ได้แก่
- ศูนย์การแพทย์แผนไทย อบต.ท่าดอน (สะพานท่าตอน) อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่
- สวนสาธารณะน้ำกก ศาลากลางจังหวัดเชียงราย (ติดสะพานแม่ฟ้าหลวง) อ.เมือง จ.เชียงราย
- ด่านพรมแดนแม่สายแห่งที่ 1 ต.แม่สาย อ.แม่สาย จ.เชียงราย
- สามเหลี่ยมทองคำ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย
ศูนย์ทั้ง 4 แห่ง จะทำหน้าที่เผยแพร่ข้อมูลคุณภาพสิ่งแวดล้อม รวมถึงเป็นจุดให้คำปรึกษาแก่ประชาชนเรื่องการใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภคและการเกษตร พร้อมเปิดรับเรื่องร้องเรียนและข้อกังวลจากชุมชนในพื้นที่
4 ด้านการฑูต
สส.ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ มีการร่วมหารือร่วมกับสถานฑูตจีนเรื่องปัญหาสารพิษปนเปื้อนในลำน้ำกก-รวก-โขง-สาย โดยพรรคประชาชนเสนอใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับแร่ระดับภูมิภาค พร้อมผลักดันการแก้ปัญหาผ่านกลไก LMEC เมื่อปี 2568
ในปี 2569 ได้เรียกร้องให้ต้องตั้งวาระปัญหาแม่น้ำปนเปื้อน 6 สายเป็นประเด็นการเจรจาพหุภาคี รัฐมนตรีต่อรัฐมนตรี อย่างน้อย 4 ประเทศ เมียนมา ไทย ลาว และจีน เพื่อให้สามารถกำหนด Action Plan มาตรฐานในการตรวจน้ำ การตรวจเหมืองที่ต้นน้ำ มาตรการการสนับสนุนการจัดตั้งระบบบำบัดที่เหมืองต้นน้ำ รวมถึงการจัดการซัพพลายเชนของแร่ในกลุ่มประเทศนี้ โดยประเทศไทยต้องเป็นตัวหลักในการเจรจาในเรื่องนี้
การเจรจาทางการฑูตที่ผ่านมาไม่ประสบผลสำเร็จ ยกตัวอย่างชัดเจนกับปัญหานี้ ประไทยคุยกับเมียนมาประเทศเดียวไปแค่ครั้งเดียวแล้วไม่มีอะไรคืบหน้า ซึ่งประเทศไทยไม่กล้าคุยกับประเทศจีน อย่างเช่นที่จีนออกมาแถลงว่าแม่น้ำในประเทศไทยอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานปลอดภัย รัฐบาลไทยยังไม่กล้าชี้แจงข้อเท็จจริงแถลงแย้งอะไร ซึ่งอาจสะท้อนได้ว่ารัฐบาลไทยกำลังกลัวจีน มากกว่ากลัวประชาชนคนไทยต้องอยู่กับสารพิษที่ทำลายชีวิตของเขา
5 การวางแผนสร้างฝายดักตะกอนโดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติและจังหวัดเชียงราย ก่อนหน้านี้มีข้อถกเถียงถึงประสิทธิภาพต่อความสามารถในการทำหน้าที่ดักสารมลพิษที่ปนเปื้อนได้มากน้อยแค่ไหน โดยปัจจุบันกรมทรัพยากรน้ำ ประกาศยุติแนวคิดการสร้างฝายดักตะกอนในแม่น้ำกก หลังจากจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่แสดงความกังวลว่าการสร้างฝายอาจทำให้เกิดการสะสมของมลพิษและส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในระยะยาว
6 มีการดำเนินการขุดลอกแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก เพื่อรับมือกับปัญหาน้ำท่วม
7 งบประมาณที่ขอเพื่อจัดการปัญหา ปัญหาที่ใหญ่ขนาดนี้งบประมาณเป็นยังไง กรมที่น่าจะรับผิดชอบเรื่องนี้มากที่สุด พระเอกเลย ชื่อบอกอยู่แล้ว “กรมควบคุมมลพิษ” ของบไปแค่ 145 ล้านบาท แล้วได้งบมาแค่ 50 ล้านบาท เป็นอะไร เป็นเครื่องตรวจน้ำอัตโนมัติ 7 สถานีละ 7 ล้านบาท ไม่มีงบประมาณในการบำบัด
8 การประปาส่วนภูมิภาคได้งบประมาณ 2,000 ล้านบาท
ในการที่จะย้ายสถานีผลิตน้ำจากน้ำกกไปเป็นน้ำลาวที่ไม่มีการปนเปื้อนแทน แต่มีข้อสังเกตว่าพื้นที่ดำเนินการเป็นเพียงแค่แม่น้ำกกที่เดียว ระดับการบริการเป็นประปาภูมิภาค ซึ่งยังไม่ได้นับรวมประปาหมู่บ้าน
9 การจัดการปัญหาด้านเกษตร
หน่วยงานรัฐซึ่งตรวจพบว่านิดนมีค่าสารหนูจำนวนมาก ต้องเปลี่ยนแหล่งน้ำที่ใช้ในการเกษตร และเปลี่ยนการปลูกพืชชนิดอื่นเพื่อทดแทน ซึ่งมีปัญหาว่างบประมาณที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คำขอจากกระทรวงเกษตรทั้งกระทรวงไปแค่ 45 ล้านบาท แต่ได้มา “ศูนย์” ไม่เห็นงบประมาณในเล่มงบประมาณเหล่าแต่อย่างใด ซึ่งงบดำเนินการปกติที่ทำการตรวจเป็นประจำแบบรูทีนก็ไม่เพียงพอต่อการดำเนินการให้สามารถแก้ไขปัญหาได้
3 การเสนอข้อร้องเรียนของชุมชนต่อ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วันที่ 9 ตุลาคม 2568 จากการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์คุณภาพน้ำและการปนเปื้อนสารหนูในแม่น้ำกก แม่น้ำรวก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง ซึ่งมีการตรวจติดตามการเก็บตัวอย่างน้ำ และการตรวจวัดคุณภาพน้ำ บริเวณศาลาท่าเรือสาธารณะบ้านท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมรับฟังสรุปสถานการณ์จากหน่วยงานในพื้นที่ และข้อเสนอจากประชาชนและผู้นำชุมชน
1. เสนอให้ออกกฎหมายตรวจสอบซัพพลายเชน (Supply Chain) โดยใช้กฎกระทรวงจาก พ.ร.บ. แร่ ของกระทรวงอุตสาหกรรม และ พ.ร.บ. นำเข้าส่งออก ของกระทรวงพาณิชย์ ให้ผู้นำเข้าต้องระบุชัดเจนเลยว่า แร่ที่นำเข้ามามันมาจากเหมืองที่ไหน เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และให้ระบุลงไปอีกว่า กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับแร่ทุกอย่างที่อยู่ในประเทศไทย มีการส่งไปให้บริษัทแห่งไหนต่อ ใครเป็นคนแต่งแร่ แล้วสุดท้ายบริษัทอะไรเป็นคนส่งออกไปที่ไหน ไทยต้องตรวจสอบซัพพลายเชน (Supply Chain) ของแร่ได้อย่างละเอียด
2. ขอให้กำหนด “นโยบายระดับชาติ” ในการแก้ปัญหา “วิกฤตมลพิษข้ามพรมแดนในลุ่มน้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน กระบุรี และแม่น้ำระหว่างประเทศอื่นที่ได้รับผลกระทบ” และตั้ง “คณะทำงานระดับชาติ” ที่มีอำนาจตัดสินใจ โดยมีส่วนร่วมจากประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ นักวิชาการอิสระ หน่วยงานท้องถิ่น และหน่วยงานส่วนกลาง
3. ขอให้ดำเนินการทางการทูตและความร่วมมือระหว่างประเทศเชิงรุกอย่างเร่งด่วน กับ รัฐบาลเมียนมา รัฐบาลจีน องค์กรความร่วมมือระดับภูมิภาค และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วม การควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ การฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และการป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายข้ามพรมแดนเพิ่มเติมในอนาคต
4. ขอให้จัดทำแผนงานระดับชาติอย่างน้อย 5 ปี เพื่อติดตามคุณภาพน้ำ ตะกอนดิน สัตว์น้ำ ห่วงโซ่อาหาร และผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนในทุกลุ่มน้ำที่ได้รับผลกระทบ พร้อมเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส และจัดสรรงบประมาณอย่างเพียงพอจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
5. ขอให้กำหนดมาตรการควบคุมการนำเข้าแร่และผลิตภัณฑ์แร่ที่มีความเสี่ยงต่อการเชื่อมโยงกับกิจการเหมืองแร่ที่ก่อให้เกิดผลกระทบข้ามพรมแดน โดยอนุญาตเฉพาะแร่ที่สามารถตรวจสอบแหล่งกำเนิดและเส้นทางห่วงโซ่อุปทานได้อย่างโปร่งใส และเป็นไปตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล
6. ขอให้กำหนดมาตรการกำกับดูแลการส่งออกสินค้า เครื่องจักร อุปกรณ์ และการสนับสนุนทางธุรกิจจากประเทศไทยที่อาจเชื่อมโยงกับกิจการเหมืองแร่ที่ก่อให้เกิดผลกระทบข้ามพรมแดน โดยให้มีการประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนอย่างเหมาะสม
7. ขอให้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาจัดทำมาตรการทางกฎหมายและกลไกถาวรสำหรับการป้องกันและรับมือมลพิษข้ามพรมแดน โดยให้ครอบคลุมการติดตามตรวจสอบ การแจ้งเตือนล่วงหน้า การเปิดเผยข้อมูล การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการกำหนดความรับผิดชอบของผู้ก่อมลพิษตามหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle)
8. ขอให้ลงพื้นที่พบประชาชนผู้ได้รับผลกระทบด้วยตนเองโดยเร็ว เพื่อรับฟังเสียงของชุมชนอย่างตรงไปตรงมา เพื่อยืนยันว่ารัฐบาลมิได้ทอดทิ้งประชาชน
1) การอภิปรายงบประมาณรัฐบาล สส.ภัทรพงษ์ลีลาภัทร์ งบประมาณการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม ปี 2570, สืบค้นเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2569, เข้าถึงจาก https://www.facebook.com/share/v/198cS5KwV9/
2) การรายงานตรวจคุณภาพน้ำในแม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน กรมควบคุมมลพิษ, สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่่), สืบค้นเมื่อ 5 ก.ค. 2569, เข้าถึงจาก https://epo01.pcd.go.th/th/information/list/2682
3) วิจัยพบ ‘สารหนู’ สะสมใน ‘เล็บ-เส้นผม’ กลุ่มตัวอย่างคนริมน้ำกก ห่วงกระทบสุขภาพระยะยาว, Thai PBS The Active, สืบค้นเมื่อ 30 มิ.ย. 2569, เข้าถึงจาก https://theactive.thaipbs.or.th/news/pollution-20260224
4) กรมทรัพยากรน้ำ ประกาศยุติแนวคิดการสร้างฝายดักตะกอนในแม่น้ำกก, มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH), สืบค้นเมื่อ 30 มิ.ย. 2569, เข้าถึงจาก https://www.facebook.com/share/p/1KESUfZLQq/
5) ฝายดักสารพิษ-ขุดลอกแม่น้ำ แก้ปลายเหตุ ‘กก-สาย’ ปนเปื้อน, ไทยโพสต์, สืบค้นเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2569, เข้าถึงจาก https://www.thaipost.net/news-update/811250/
6) ภาคประชาชน 6 แม่น้ำปนเปื้อนสารพิษยื่น 7 ข้อเสนอถึงนายกรัฐมนตรี, สำนักข่าวชายขอบ, สืบค้นเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2569, เข้าถึงจาก https://transbordernews.in.th/home/?p=46437
7) เผยแม่น้ำกระบุรีขุ่นข้นจนปลาอยู่ไม่ได้, สำนักข่าวชายขอบ, สืบค้นเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2569, เข้าถึงจาก https://transbordernews.in.th/home/?p=46186
8) สถาบันพัฒนาระบบประเมินผลกระทบสุขภาพโดยชุมชน CHIA Platform
9) ฟื้น “พรุหญ้าท่าตอน” สู่การอนุรักษ์ แก้สารพิษลุ่มน้ำกก อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่, Thai PBS, สืบค้นเมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2569, เข้าถึงจาก https://www.thaipbs.or.th/news/content/505321
10) สุชาติ ลุยเชียงใหม่–เชียงราย เร่งแก้ปัญหาแม่น้ำกก ฝากให้กำลังใจ ‘ตั๊น จิตภัสร์’ ช่วยลุยงานทส., มติชน online, สืบค้นเมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2569, เข้าถึงจาก https://www.matichon.co.th/local/quality-life/news_5404846
11) เด็ก-เยาวชนริมแม่น้ำโขงระดมเขียนจดหมาย 3,000 ฉบับส่งถึงผู้นำประเทศวอนรับฟัง-แก้ปัญหาสายน้ำปนเปื้อน-โฮงเฮียนแม่น้ำของจัดกิจกรรม “นักสืบสารหนู” ผนึกกำลังคน 3 รุ่นเชื่อมร้อยอดีต-ปัจจุบัน-อนาคตปกป้องแม่น้ำ, สำนักข่าวชายขอบ, สืบค้นเมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2569, เข้าถึงจาก https://transbordernews.in.th/home/?p=44692
