วันที่ 4 มีนาคม 2569 กลุ่มนักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กระบวนวิชากฎหมายกับสังคม ได้จัดเวทีเสวนาสาธารณะดังกล่าวขึ้นเพื่อเชิญชวนผู้ใช้รถและถนนและนักศึกษาร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็นต่อการดำเนินโครงการปรับปรุงทางหลวงหมายเลข 121 ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาและพิจารณารูปแบบการก่อสร้างโครงการ รับผิดชอบโดยแขวงทางหลวงที่ 2 เชียงใหม่ กรมทางหลวง

เวทีเสวนาประกอบด้วยผู้มีส่วนได้เสียสำคัญจากโครงการปรับปรุงเส้นทางการสัญจรนี้ที่กลุ่มนักศึกษาได้เรียนเชิญมาร่วมแสดงความคิดเห็น ได้แก่ ตัวแทนกลุ่มนักปั่นจักรยานและภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง
1) ตัวแทนกลุ่มนักศึกษาผู้ดำเนินการโครงการ
2) คุณลักขณา ศรีหงส์ ตัวแทนจากสภาลมหายใจ จังหวัดเชียงใหม่
3) คุณปฐมพงศ์ กวางทอง ตัวแทนจากกลุ่มอาสาสมัครจักรยาน เชียงใหม่
4) คุณอัญชลี สุใจคำ ตัวแทนจากศูนย์คุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน จังหวัดเชียงใหม่

เวทีเสวนาประกอบด้วย 4 ช่วงดังนี้

1 ข้อมูลพื้นฐานของโครงการฯ

โครงการการออกแบบทางยกระดับหมายเลข มีที่มาจากกระทรวงคมนาคมได้มีแผนในการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบกับปัจจุบันทางหลวงหมายเลข 121 ตอน ดอนแก้ว – เหมืองกุง ปรากฏสภาพการจราจรที่หนาแน่น มีจุดตัดกับทางหลวง 14 จุด บางจุดมีระยะห่างระหว่างกันเพียง 500 เมตร จึงเป็นผลให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดในระยะยาว ไม่สะดวกต่อการเดินทาง แนวคิดการปิดจุดทางแยกที่ถูกเสนอคาดหมายได้ว่าจะกระทบต่อวิถีชีวิตผู้คนที่อาศัยในพื้นที่ทางแยก ผลลัพธ์ที่ได้คือแนวคิดต่อความจำเป็นที่จะต้องมีการปรับปรุงและแก้ไขถนนหมายเลย 121 รวมถึงโครงข่ายทางหลวงที่ใกล้เคียง โดยตามวัตถุประสงค์โครงการจะมีการศึกษาและสำรวจพื้นที่เพื่อปรับปรุงการรองรับปริมาณการจราจรที่เพิ่มขึ้น ทำให้สามารถเดินทางได้สะดวกมากยิ่งขึ้น โครงการมีจุดเริ่มต้นที่แยกดอนแก้ว และสิ้นสุดที่แยกต้นแกว๋น ครอบคลุม 1 จังหวัด 3 อำเภอ 5 ตำบล 21 หมู่บ้าน ประกอบด้วย ต.ช้างเผือก ต.สุเทพในเขต อ.เมือง ต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม ต.หนองควาย และต.สันผักหวาน อ.หางดง

นอกจากนี้โครงการนี้เป็นโครงการสำรวจศึกษาเพื่อแก้ไขปรับปรุงถนนหมายเลข 121 รวมถึงการวิเคราะห์สภาพสิ่งแวดล้อมและการจราจร โดยจัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นต่อโครงการ เนื่องจากสองข้างทางเส้นทางที่จะก่อสร้างโครงการมีชุมชนหนาแน่นตั้งอยู่จึงคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการเวนคืนพื้นที่เพื่อใช้ก่อสร้างแนวถนนที่ปรับปรุง รวมถึงการกระทบกับแนวคลองชลประทานข้างเคียงและรูปแบบการปรับปรุงที่จะก่อสร้างทางหลวงยกระดับที่จะกระทบต่อทัศนียภาพแนวเขาดอยสุเทพซึ่งเป็นทัศนียภาพอันเป็นเอกลักษณ์ของเมืองเชียงใหม่

ปัจจุบันโครงการอยู่ในขั้นตอนการศึกษาออกแบบ มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั้งหมดอย่างเป็นทางการ 5 ครั้ง ดำเนินการไปแล้ว 3 ครั้ง และครั้งถัดไปคาดว่าจะดำเนินการในช่วงเดือนมีนาคมนี้

2 ข้อมูลและข้อสังเกตจากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลของนักศึกษา

1) บริเวณตลาดแม่เหี๊ยะและชุมชนช่างเคี่ยน จากเสียงของแม่ค้าพ่อค้าได้สะท้อนความกังวลว่าถนนที่ปรับปรุงใหม่จะทำให้ลูกค้าต้องเดินทางไกลขึ้นเพื่อมาตลาดหรือไม่ ซึ่งจะส่งผลต่อการตัดสินใจของลูกค้าที่จะเดินทางมายังตลาด ซึ่งเป็นผลกระทบต่อวิถีหรือเส้นการเดินทางที่เชื่อต่อผู้คนไปยังตลาด

2) บริเวณตลาดต้นพะยอมและตลาดแม่เหียะ มีการสะท้อนถึงเรื่องความปลอดภัย โดยมีข้อกังวลต่ออุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากการก่อสร้างทางยกระดับ หรือการใช้จุดกลับรถที่มีระยะทางไกลขึ้น รวมถึงอาจเป็นการเพิ่มระยะเวลาที่ใช้เดินทางมาทำงานที่ยาวนานขึ้นกว่าเดิม ซึ่งจะส่งผลต่อพลังงานเชื้อเพลิงที่ต้องใช้มากขึ้นตามระยะทางที่ขยายเพิ่ม นอกจากนี้ยังพบเสียงกังวลต่อกลุ่มผู้ใช้เส้นทางสัญจรในลักษณะอื่น ๆ ได้แก่ ผู้ใช้ทางเท้า ผู้ใช้จักรยาน ผู้พิการ และเด็กนักเรียนที่ใช้ถนน 121 ในการเดินทางไปโรงเรียน ดังนั้นการสร้างถนนจึงต้องคำนึงถึงการใช้ประโยชน์เส้นทางสัญจรร่วมกันว่ายังมีกลุ่มผู้ใช้ประโยชน์ช่องทางการเดินทางที่หลากหลาย ไม่ได้มีเฉพาะเพียงผู้ขับขี่โดยใช้รถยนต์เพียงเท่านั้น

3) ข้อกังวลที่นักศึกษาได้รับเสียงสะท้อนความเป็นห่วงจากชาวบ้านมากที่สุดคือ เรื่อง ผลกระทบด้านฝุ่นควันและเสียงจากการก่อสร้าง โดยชาวบ้านได้ให้เหตุผลว่าจากสภาพเมืองเชียงใหม่ที่ประสบปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างต่อเนื่องเรื้อรัง การก่อสร้างที่กินพื้นที่เป็นเส้นทางยืดยาวของโครงการอาจเป็นการตอกย้ำปัญหามลพิษอากาศมากขึ้นไปอีก และจะกระทบเป็นห่วงโซ่ต่อคุณภาพสุขภาพของประชาชน หากสุขภาพไม่สมบูรณ์แข็งแรงย่อมจะกระทบปัญหาด้านอื่น ๆ ทับซ้อนเพิ่มขึ้นอีก เช่น เมื่อสุขภาพไม่แข็งแรงพ่อค้าแม่ค้าก็จะเดินทางมาขายสินค้าไม่ได้ รายได้ย่อมลดลงตามติดเป็นเงา กรณีเด็กนักเรียนไม่สบายจนไม่สามารถไปโรงเรียนได้ย่อมจะกระทบต่อการเรียนของตัวเด็กเอง และเมื่อมองในภาพรวมที่จำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น ผู้รับภาระหนักในด่านสุท้านคือบุคลากรทางการแพทย์ แลท้ายที่สุดตัวรัฐเองก็จะต้องใช้งบประมาณเพื่อเยียวยาปัญหาสุขภาพของประชาชน งบประมาณที่ใช้จ่ายด้านสุขภาพจึงมีขนาดเพิ่มขึ้นกระทบกับงบประมาณส่วนอื่น ๆ

4) ข้อกังวลเรื่องทัศนียภาพ เนื่องจากเมืองเชียงใหม่มีทัศนียภาพของดอยสุเทพเป็นหน้าตาเป็นภาพลักษณ์ของสถานที่ท่องเที่ยวแหล่งธรรมชาติที่โดดเด่นคู่เมืองเชียงใหม่ เป็นปอดผืนใหญ่ของจังหวัด ชาวบ้านสะท้อนว่าคุณค่าทางทัศนียภาพนี้อาจถูกบดบังด้วยการปรับปรุงถนนรูปแบบทางยกระดับตามแนวทางของโครงการนี้ได้

3 พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับตัวแทนภาคประชาชน

คุณลักขณา ศรีหงส์

“การแก้ไขปัญหาเรื่องการเดินทางโดยเฉพาะพื้นที่นี้หรือย่านนี้ ไม่ใช่การเริ่มต้นจากการทำถนนแน่นอน”

คุณปฐมพงศ์ กวางทอง

“ถ้าเราเอาความเชี่ยวชาญมาทีหลัง เริ่มจากเรามองจากมุมที่ว่าเมืองเราเป็นอย่างไร แล้วเราต้องการให้เมืองเป็นอย่างไร แล้วเอาความเชี่ยวชาญมาช่วยได้หรือไม่”

คุณอัญชลี สุใจคำ

“ต้องมาชั่งน้ำหนักถึงความคุ้มค่าและความสมเหตุสมผลระหว่างการลงทุนโครงการฯจำนวน 2 พันล้านบาทกับทางเลือกในการปรับปรุงอื่น ๆ”

 

เรื่องการมีส่วนร่วมและการแสดงความคิดเห็นต่อโครงการศึกษาปรับปรุงทางหลวง121

คุณลักขณาได้กล่าวว่าการดำเนินการโครงการซึ่งรับผิดชอบโดยกรมทางหลวงต้องมีกระบวนการจัดรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วน และเห็นว่าตัวโครงการย่อมมีผลกระทบอย่างแน่นอน หากแต่ว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจะทำอย่างไรให้ขอบเขตของผลกระทบที่มีต่อผู้มีส่วนได้เสียมีความเหมาะสมได้สัดส่วน เนื่องจากพื้นที่ตลอดสองฝากฝั่งถนน 121 เต็มไปด้วยชุมชนซึ่งมีประชาชนอยู่อาศัยอย่างแน่นหนา โดยเฉพาะบริเวณมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่มีบุคลากรและนักศึกษากว่า 40,000 คน ซึ่งใช้เส้นทางส่วนหนึ่งของโครงการสัญจรในทุกวัน รวมถึงสภาพพื้นที่ซึ่งประกอบด้วยซอยเล็กซอยน้อยที่อยู่ทั้งสองข้างทาง และสถิติการประสบอุบัติเหตุตามทางแยกต่าง ๆ ที่มีตัวเลขไม่น้อย ปัจจัยเหล่านี้ต้องถูกคำถึงผลกระทบที่จะเกิดอย่างได้สัดส่วนด้วย

ข้อเสนอต่อการรับฟังความคิดเห็นในฐานนะสภาลมหายใจ

ข้อเสนอต่อโครงการฯ ในฐานะสภาลมหายใจ คุณลักขณาได้กล่าวถึงข้อเสนอไว้เป็น 6 ข้อเสนอดังนี้

1) ต้องมีการจัดการปัญหาความปลอดภัยและความสะอาดของสภาพถนน โดยยกตัวอย่างถนนฝั่งริมคลองชลประทานที่พบว่าไม่ค่อยมีความสะอาดและมีความอันตรายต่อการสัญจร

2) เสนอให้กรมทางหลวงดำเนินการเรื่องการออกแบบการขนส่งสาธารณะเพื่อให้ผู้คนสามารถเข้าถึงการเดินทางได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นการดำเนินการนอกจากการขยายถนนเพียงอย่างเดียว โดยได้ยกตัวอย่างปัญหาว่า หากเดินทางจาก ต.หนองความ หรือ ต.แม่เหี๊ยะ โดยไม่ใช้รถส่วนตัวเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

3) นอกเหนือเรื่องความสะดวก สะอาด ปลอดภัยของการเดินทางแล้ว เรื่องระบบขนส่งสาธารณะต้องถูกคำนึงถึงในแง่การจัดการขนส่งในภาพใหญ่ซึ่งมีความเชื่อมโยงถึงมิติที่เกี่ยวกับการเดินทางหลายมิติ เช่น การเข้าถึงการเดินทางอย่างเป็นธรรม เสรีภาพในการเดินทาง ทางเลือกในการเดินทางที่มีความหลากหลาย เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันภาคประชาสังคมก็ได้มีการขับเคลื่อนเรื่องสภาสิทธิการเดินทางเพื่อเป็นองค์กรที่สนับสนุนให้มีสิทธิการเดินทางอย่างเป็นธรรมเกิดขึ้นจริง

4) บทบาทของสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ต่อระบบการขนส่งสาธารณะ เนื่องจากระบบขนส่งสาธารณะเป็นเรื่องประโยชน์สาธารณะ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีบุคลากรและนักศึกษาจำนวนมากที่มีศักยภาพสามารถช่วยกันขับเคลื่อนและออกแบบระบบขนส่งสาธารณะที่มาจากพลังการมีส่วนร่วมของสถาบันทางการศึกษาได้

5) ขนส่งสาธารณะเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องลงทุน โดยคุณลักขณากล่าวว่า

“การลงทุนเรื่องการขนส่งสาธารณะ มันต้องลงทุนนะค่ะ ถ้าไม่ลงทุนเราจะเดินทางกันอย่างไร”

โดยได้ยกตัวอย่างพื้นที่จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยกับพื้นที่สามย่านที่มีบริการขนส่งสาธารณะ

6) บริการขนส่งสาธารณะที่เป็นธรรมจะช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยมีต้นทุนการเดินทางที่ไม่สูงและเป็นประตูสู่การเข้าถึงทางเลือกการเดินทางมากขึ้น

ด้วยข้อเสนอที่เป็นกระจกสะท้อนปัญหาเรื่องบริการขนส่งสาธารณะข้างต้น คุณลักขณาตั้งคำถามว่า

“เราจะทำอย่างไรให้การเดินทางปลอดภัย ซึ่งในปัจจุบันไม่ปลอดภัย ไม่สะดวก ไม่สะอาด และขาดการจัดการอย่างสิ้นเชิง ?”

ความคิดเห็นต่อประเด็นผลกระทบต่อทัศนียภาพเมืองจากการก่อสร้างรูปแบบทางยกระดับของโครงการฯ

คุณลักขณาได้ฉายภาพยกตัวอย่างโดยย้อนไป 20 ปีที่แล้วว่ามีโครงการสร้างทางยกระดับทั่วจังหวัดเชียงใหม่ถึง 16 จุด ท่ามกลางเสียงคัดค้านที่เกิดขึ้น จนกระทั่งเกิดการก่อสร้างขึ้นและปรากฏเป็นทางยกระดับที่ใช้งานอยู่กันในปัจจุบัน เธอได้ย้ำว่าโครงสร้างทางยกระดับเหล่านี้ไม่ได้ตอบโจทย์เรื่องความสวยงาม ความสะอาด และปลอดภัย เนื่องจากเธอเห็นว่าเมืองเชียงใหม่ขาดการจัดการโครงสร้างคมนาคมที่เป็นระบบอย่างเชื่อมต่อสัมพันธ์กัน โดยยกตัวอย่างถึงการขาดการออกแบบระบบการเดินทางสำหรับจักรยานยนต์ จักรยาน ทางเดินเท้า รวมถึงพื้นที่สีเขียวบนโครงสร้างท้องถนน ซึ่งเมืองเชียงใหม่ขาดการคำนึงถึงเรื่องเหล่านี้โดยปล่อยเวลาล่วงเลยมาอย่างยาวนาน เธอยืนยันว่าเรื่องการออกแบบโครงสร้างคมนาคมอย่างเป็นระบบต้องถูกนำมาพูดถึงอย่างจริงจัง โดยเฉพาะประเด็นที่เชื่อมโยงกับมิติต่าง ๆ ได้แก่ มิติเศรษฐกิจ ยิ่งรถวิ่งเร็วยิ่งอันตราย เศรษฐกิจสองฝั่งถนนเกิดปัญหา, มิติการพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่กับการกระจายอำนาจ ถนนในพื้นที่ถูกกำหนดและขีดทับมาจากส่วนกลาง

นอกจากนี้เธอได้กล่าวถึงข้อสังเกตของตัวแทนกลุ่มอาสาสมัครจักรยานเชียงใหม่ที่มีต่อบริษัทที่ปรึกษาในประเด็นความจำเป็นของการใช้เวลาในการศึกษาโครงการ และการรับฟังเสียงของประชาชนผู้มีส่วนได้เสียอย่างตั้งใจ แต่เธอยังคงยืนยันข้อคิดเห็นของเธอว่า

“การแก้ไขปัญหาเรื่องการเดินทางโดยเฉพาะพื้นที่นี้หรือย่านนี้ ไม่ใช่การเริ่มต้นจากการทำถนนแน่นอน”

เธอเห็นว่าการสร้างถนนเพิ่มขึ้นไม่มีวันที่จะเพียงพอต่อการแก้ปัญหาการจราจรได้และยิ่งกลับเป็นปัจจัยชักจูงให้ผู้คนตัดสินใจซื้อรถยนต์มากยิ่งขึ้น กลายเป็นปัญหาแบบงูกินทางไม่รู้จุดจบสิ้น

ข้อเสนอของคุณลักขณา

1) เสนอให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เชื่อมโยงกับหน่วยงานของรัฐระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะเทศบาลตำบลสุเทพ เพื่อร่วมกันผลักดันให้มีความร่วมมือ พัฒนาการจัดการและการบริการขนส่งสาธารณะ

2) เสนอให้ตระหนักถึงวินัยของผู้ใช้รถใช้ถนน โดยเน้นไปที่การสวมใส่หมวกกันน็อคระหว่างขับขี่ของนักศึกษาเพื่อความปลอดภัย ไม่ใช่เพื่อป้องกันตำรวจจับ

คุณปฐทพงศ์ได้กล่าวถึงลักษณะโดยทั่วไปของการใช้จักรยานที่ส่วนมากใช้เส้นทางสัญจรเล็ก ๆ และขับขี่ด้วยความเร็วไม่มาก เนื่องจากโดยสภาพปกติแล้วผู้ขี่จักรยานจำเป็นต้องใช้ทางที่ทำให้รู้สึกปลอดภัยมากกว่าการทำความเร็วในการเดินทางบนพื้นที่เล็ก ๆ พร้อมชวนตั้งคำถามถึงผู้เข้าร่วมอื่น ๆ ว่า

“ลองถามตนเองว่าเหตุผลที่ทำไมถึงตัดสินใจใช้หรือไม่ใช้จักรยาน”

เขาได้อธิบายเพิ่มเติมว่า จากการที่ทีมปั่นรถถีบเชียงใหม่ได้ทำกิจกรรมปั่นเลาะผ่อเวียงชมเมืองเชียงใหม่ เพื่อสำรวจเส้นทางสัญจรที่อยู่ในคูเมืองหรือเขตเมืองเก่าเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้กับแหล่งมรดกวัฒนธรรมที่จังหวัดเชียงใหม่ได้ยื่นเอกสารขอให้ UNESCO ประกาศรับรองในเดือนมกราคม พ.ศ.2569 ที่ผ่านมา สิ่งสำคัญที่ผู้ที่ขับเคลื่อนประเด็นตอบเขามาคือเรื่องทางสัญจร และยังได้อธิบายถึงความจำเป็นของคนที่ใช้จักรยานว่าอาจจะมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย เช่น ไม่มีเงินซื้อรถยนต์หรือจักรยานยนต์ จักรยานจึงกลายเป็นทางเลือกทีใช้ต้นทุนที่น้อยกว่า หรือ บางคนที่ไม่สามารถหรือยังไม่ถึงเกณฑ์ตามเงื่อนไขของการได้เอกสารอนุญาตใช้จักรยานยนต์ได้อย่างถูกต้อง รวมถึงผู้ที่ไม่สามารถทรงตัวได้บนจักรยานยนต์อีกด้วย

ความเห็นเรื่องผลกระทบต่อเส้นทางสัญจรจักรยานจากโครงการฯ

เขายืนยันว่าเส้นทางการใช้จักรยานสัญจรได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากการปรับปรุงถนนรูปแบบทางยกระดับที่จะตัดเส้นทางเดินเท้าตามทางข้ามจุดต่าง ๆ จะกระทบกับกลุ่มผู้ใช้จักรยานเช่นกัน เขาให้เหตุผลว่าการใช้ทางข้ามของกลุ่มผู้เดินเท้ากลับกลุ่มผู้ใช้จักรยานมีลักษณะคล้ายคลึงกัน และกล่าวเสริมอีกว่าจากตัวอย่างที่กรุงเทพมหานคร ผู้ว่าฯชัชชาติสนับสนุนการใช้ทางเท้าสำหรับการปั่นจักรยานได้เนื่องจากเป็นเส้นทางที่มีความปลอดภัยมากกว่าเส้นทางบนถนน รวมถึงที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ที่มีการใช้ทางจักรยานและทางเท้าผสมผสานร่วมกัน เนื่องจากเป็นทางเลือกการเดินทางที่ไม่ได้เน้นทำความเร็ว

นอกจากนี้เขาตั้งข้อสังเกตถึงลักษณะการใช้ความเร็วที่ไม่สูงมากในเมืองที่มีลักษณะรวมศูนย์เช่นเมืองเชียงใหม่ว่ามีลักษณะการเคลื่อนที่หรือสัญจรที่ช้าในระดับใด โดยเขายกสถิติที่ตนเองเคยปั่นจักรยานจากชุมชนช่างเคี่ยนไปโรงพยาบาลเทศบาลนครเชียงใหม่ที่ตั้งอยู่กาดหลวง ซึ่งใช้เวลาเกือบ 20 นาที และเมื่อเทียบกับการขับรถยนต์ในเส้นทางดังกล่าว ปรากฏว่าใช้เวลาประมาณ 10 นาที เวลาต่างกันเพียง 10 นาที จึงเป็นจุดที่บอกว่าจักรยานไม่ได้เป็นยานพาหนะที่ทำให้การเดินทางเชื่องช้าลงอย่างมีนัยสำคัญ

เขากล่าวเพิ่มอีกว่า

“ถ้าสมมติว่าเราออกแบบเมืองที่สามารถทำให้ผู้คนออกมาปั่นจักรยานได้ ทำให้เมืองใกล้ชิดกันได้ ทำให้ถนนเชื่อมต่อกันได้อย่างปลอดภัย สะดวกสะบาย และจัดการกับอุณหภูมิความร้อนบนทางสัญจรได้ การใช้ชีวิตด้วยจักรยานก็จะไม่ยากเย็นนัก”

ประเด็นผลกระทบจากโครงการฯต่อสิทธิของผู้เดินทางที่ไม่ใช้ยานพาหนะพลังงานเชื้อเพลิง

คุณปฐมพงศ์ได้ฉายภาพปรากฏการณ์มหกรรมการสร้างทางการสร้างถนนผ่านช่วงชีวิตที่ได้สัมผัสเมืองเชียงใหม่เป็นเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ปรากฏซ้ำไปซ้ำมาตลอดช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้เขาตั้งคำถามว่า

“การที่เราเห็นสิ่งเดิมที่มันปรากฏซ้ำ ๆ แสดงว่ามันต้องมีกลไกอะไรบางอย่างที่ทำให้สิ่งนี้มันต้องปรากฏมา”

เขาตั้งสมมติฐานว่า การกำหนดวัตถุประสงค์การแก้ปัญหาจราจรโดยใช้วิธีการสร้างถนนมันอาจจะเป็นการเริ่มต้นที่ผิดพลาดมาตั้งแต่ต้น ด้วยเหตุที่ให้ความสำคัญของความเชี่ยวชาญทางวิศวกรรมที่มาก่อนสิ่งอื่นใด ประกอบกับการวางค่า KPI เป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จของหน่วยงานรัฐโดยจำกัดการดำเนินการเพียงรูปแบบการก่อสร้าง ปรับปรุง แก้ไขถนนเท่านั้น การยึดโยงความเชี่ยวชาญและค่า KPI จึงเป็นกลไกที่ทำให้ทุกปัจจัยถูกซึมซับกลายเป็นระบบเหตุผลเดียวคือระบบของตัวเลขที่ใช้คำนวนเพื่อแสดงถึงผลลัพธ์ที่ยึดเป็นสารัตถะของการตัดสินใจ

เมื่อเข็มทิศของการพัฒนาเมืองถูกกำหนดให้ทิศเหนือคือทิศใต้ การเริ่มต้นมุมมองใหม่ที่มีต่อเมืองจึงต้องถูกรื้อมาพิจาณากลับด้านใหม่ เขากล่าวว่า

“สมมติเราเอาความเชี่ยวชาญมาก่อน แต่ถ้าเราเอาความเชี่ยวชาญมาทีหลัง เริ่มจากเรามองจากมุมที่ว่าเมืองเราเป็นอย่างไร แล้วเราต้องการให้เมืองเป็นอย่างไร แล้วเอาความเชี่ยวชาญมาช่วยได้หรือไม่”

“ความเชี่ยวชาญไม่ใช่จุดที่เราเอามาตัดสินว่าเราต้องทำอะไร แต่ความเชี่ยวชาญต้องใช้มันในฐานะมันเป็นเครื่องมือที่จะสร้างอะไรบางอย่าง”

เขาเน้นย้ำถึงการกลับมาตั้งคำถามว่า “เราต้องการเมืองแบบไหน ?” หรือ “แฟนตาซี” จินตนาการที่เราอยากให้เมืองเป็นไปคืออะไร ? โดยเขาได้ยกตัวอย่างแฟนตาซีการมีถนนดีตามทัศนะของเพื่อนเขาว่า มุมมอง “ถนนที่ดี” ของเพื่อนเขานั้น คือการฉายภาพถนนที่โล่งและมีรถยนต์ของตนเองที่วิ่งบนถนนได้อย่างอิสระ รวมถึงแฟนตาซีที่พบเจอได้บ่อยในโฆษณารถยนต์บนโรงภาพยนต์ที่ฉายภาพการขับรถยนต์ยี่ห้อต่าง ๆ บนถนนที่โล่งอย่างเสรีปราดเปรียว ภาพแฟนตาซีที่ปรากฏและพบเจอได้เสมอในสังคมเรานั้น ย่อมสะท้อนถึงการเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ถือกำเนิดถนนเส้นทางใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น

เขาได้เปรียบเทียบความเป็นมาของแฟนตาซีถนนหมายเลข 121 โดยอธิบายว่าการเกิดขึ้นของถนนเส้นนี้เป็นไปเพื่อรองรับการสัญจรสำหรับรถยนต์ในการเข้าชมการแข่งขันกีฬา ณ สนามกีฬา 700 ปี แฟนตาซีนี้เองที่เขาได้ชวนกลับมามองถนปัจจัยอื่น ๆ ที่ถูกการขีดเส้นถนนจากส่วนกลางปัดตกไป โดยเฉพาะเรื่องวิถีชีวิตของผู้คนที่ถูกเส้นถนนเส้นนี้ขีดทับเส้นทางสัญจรตามแนววิถีชีวิตของชุมชนที่เชื่อมต่อกันสองฝากฝั่งถนน และตั้งคำถามที่ลอยเคว้งถึงการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นนี้อย่างไรที่จะเหมาะสมไม่เป็นการผลักภาระการเดินทางที่เปลี่ยนไปให้เป็นความจำยอมของผู้คน เขากล่าวถึงปรากฏการณ์นี้ว่าเป็นการทำให้เมืองแย่ลงโดยการเพิ่มปริมาณรถยนต์ เพิ่มปริมาณฝุ่นจากการคมนาคม เพิ่มความต้องการใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่เบื้องหลังอาจมาจากการขุดเหมืองแร่ที่ทิ้งมลพิษในแม่น้ำ เช่น กรณีที่เกิดขึ้นกับแม่น้ำกก

สุดท้ายนี้ เขาตั้งคำถามว่า

“เราจะทำยังไงให้กระบวนการและความฝันที่เมืองกำลังทำลายตัวเองมันจบลงซักที”

และได้ย้ำว่าการปั่นจักรยานมันไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริงผ่านเพียงกระบวนการสร้างภาพการเชิญชวน หรือ การรณรงค์ให้มาปั่นจักรยานเพียงอย่างเดียว แต่การแก้ไขสภาพเมืองที่เต็มไปด้วยปัจจัยที่ทำให้การปั่นยังคงมีความอันตรายเป็นสิ่งที่จะแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง

คุณอัญชลี ได้กล่าวว่าปัจจุบันได้มีการรวมตัวขององค์กรที่ผลักดันเรื่องการเดินทางที่ปลอดภัย จนเกิดเป็นสภาสิทธิการเดินทาง โดยในที่วงเสวนานี้ทั้งชมรมอาสาสมัครจักรยานเชียงใหม่ สภาลมหายใจ รวมถึงศูนย์คุ้มครองผู้บริโภคที่เธอทำงานอยู่ก็เป็นเครือข่ายของสภาสิทธิการเดินทาง การจัดรับฟังความคิดเห็นโครงการศึกษาปรับปรุงทางหลวงหมายเลข 121 แม้เธอจะไม่ได้มีโอกาสเข้าร่วมแต่ได้มีการติดตามจากเครือข่ายสภาสิทธิการเดินทาง และโครงการฯนี้เธอเห็นว่าเป็นโครงการที่สำคัญที่ชวนติดตามข้อมูลข่าวสาร

เธอเห็นว่าโครงการฯนี้ที่เกิดขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหารถติด การจราจรหนาแน่น เธอชวนตั้งข้อสังเกตว่าช่วงเวลาที่ปริมาณรถจะหนานแน่นเป็นพิเศษคือช่วงที่เมืองเชียงใหม่มีการจัดงานเทศกาลตามโอกาสต่าง ๆ เช่น งานพืชสวนโลก กิจกรรมรับปริญญาของนักศึกษา เป็นต้น ซึ่งเธอเห็นว่าการปรับปรุงทางจะทำให้การใช้ทางสัญจรสะดวกขึ้น รถยนต์เดินทางได้คล่องแคล่วขึ้น อย่างไรก็ตามในเรื่องการเดินทางเธอได้ย้ำถึงข้อคำนึงสิทธิการเดินทางที่ปลอดภัย และการขนส่งสาธารณะที่มีค่าบริการซึ่งประชาชนเข้าถึงได้ทุกกลุ่มและการบริการอย่างมีมาตรฐาน สององค์ประกอบนี้เธอเห็นว่าเป็นองค์ประกอบที่ต้องคำนึงถึงในประเด็นการเดินทางด้วย

ในเรื่องความปลอดภัยของการเดินทาง เธอกล่าวถึงความปลอดภัยที่ครอบคลุมต่อกลุ่มคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะโครงการฯนี้ซึ่งจะมีการปรับปรุงเพิ่มเส้นทางรูปแบบใหม่ซึ่งจะทำให้การเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่ริมสองข้างถนนเข้าถึงได้ยากและเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุบัติเหตุที่จะเกกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ เธอยกตัวอย่างในพื้นที่ที่เธออยู่อาศัยเกิดอุบัติเหตุถึงขั้นเสียเชีวิตกับผู้สูงอายุ 2 รายที่ใช้ถนนข้ามทางเพื่อไปวัดที่อยู่อีกฝาก

ท้ายที่สุดเธอมองว่าการรับฟังความคิดเห็นหรือการศึกษาผลกระทบของโครงการฯที่พิจารณาถึงความคุ้มค่าและความสมเหตุสมผลระหว่างการลงทุนโครงการฯจำนวน 2 พันล้านบาทกับทางเลือกในการปรับปรุงโครงสร้างคมนาคมที่มีทางเลือกอื่น เช่น การจัดทำบริการขนส่งสาธารณะ และหรือ การปรับปรุงระบบไฟสัญญาณจราจรที่จะทำให้การเดินรถคล่องแคล่วมากขึ้น การชั่งน้ำหนักปัจจัยทั้งสองจะเป็นการตอบโจทย์การแก้ปัญหาจราจรอย่างเหมาะสมเป็นเหตุเป็นผล การจัดรับฟังความคิดเห็นที่พิจารณาถึงเรื่องดังกล่าวรวมถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนและคำนึงถึงความเป็นธรรมต่อประชาชนในพื้นที่จึงเป็นสิ่งสำคัญ

4 การแสดงความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมเวทีเสวนา

ในช่วงก่อนการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น คุณลักขณาได้แสดงความเห็นเพิ่มเติม โดยเธอได้กล่าวถึงข้อเปรียบเทียบรูปแบบการปรับปรุงถนนระหว่างแบบการสร้างทางลอดซึ่งบริษัทที่ปรึกษาได้ระบุว่าเป็นทางเลือกที่ใช้เวลาและต้นทุนในการก่อสร้างสูง ส่วนรูปแบบทางยกระดับจะก่อสร้างได้เร็วกว่า ซึ่งประชาชนที่เข้าร่วมส่วนใหญ่มีความเห็นไปทางตัวเลือกที่สอง ข้อเปรียบเทียบนี้เธอพยายามอธิบายว่าบริษัทที่ปรึกษามีความพยายามในการฟังความเห็นของประชาชนผู้เข้าร่วม และในครั้งที่อธิปดีกรมทางหลวงได้เข้าร่วมประชุมรับฟังความคิดเห็นด้วย อธิปดีได้ชี้ข้อพิจารณาที่หากว่าเป็นทางเลือกที่แม้จะใช้งบประมาณสูงแต่เป็นทางเลือกที่ยั่งยืนกว่าก็ควรจะเลือกทางนั้น

ในส่วนประเด็นข้อพิจารณาผลกระทบจากการก่อสร้างรูปแบบถนนที่บดบังทัศนียภาพเมือง เธอเห็นว่าประเด็นนี้หากจะพิจารณาให้ครบถ้วนทุกมิติและนึกถึงผลกระทบในระยะยาวจะต้องมีการปรึกษากันอย่างละเอียด และย้ำว่าการออกแบบถนนต้องไม่แบ่งคนออกจากกัน และต้องทำให้คนทุกวัยสามารถใช้ประโยชน์ได้ ไม่ใช่การออกแบบเพื่อรถยนต์โดยเฉพาะเท่านั้น รวมถึงการออกแบบเส้นทางสัญจรที่มีมิติการปรับปรุงพื้นที่สีเขียวด้วยการหาพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมกับริมถนนมาเป็นองค์ประกอบเพื่อความร่มรื่นสวยงามและการคลายความร้อน

ผู้ร่วมแลกเปลี่ยน วัชลาวลี คำบุญเรือง เจ้าหน้าที่กฎหมายจากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม

คุณวัชลาวลี ได้แสดงความเห็นด้วยกับคุณลักขณาว่า ถนนไม่ควรตัดผ่านผู้คนและความสัมพันธ์ของผู้คนออกจากกัน และได้แลกเปลี่ยนข้อพิจารณากับการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อโครงการศึกษาปรับปรุงทางหลวงหมายเลข 121 ซึ่งเธอได้เปรียบเทียบกับประสบการณ์การมีส่วนร่วมในโครงการก่อสร้างทางหลวงวงแหวนรอบที่ 4 ของเมืองเชียงใหม่ เธอได้เน้นย้ำถึงข้อพิจาณาดังต่อไปนี้

1) การมีส่วนร่วมและการระบุถึงของกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการมีความครอบคลุมมากน้อยเพียงใด เนื่องจากโดยส่วนมากการเชิญร่วมประชุมรับฟังความคิดเห็นจะเชิญเฉพาะผู้ที่ถูกคาดการณ์ว่าอาศัยอยู่ในถนนเส้นนั้น ซึ่งเธอเห็นว่าโครงการก่อสร้างหรือปรับปรุงถนนเป็นโครงการระดับใหญ่ ผลกระทบย่อมกระทบผู้คนเป็นวงกว้าง การรับฟังความคิดเห็นดังกล่าวจึงเป็นการรับฟังผู้ได้รับผลกระทบที่ไม่รอบด้าน รวมถึงการไม่เปิดเผยข้อมูลว่าการก่อสร้างจะมีพื้นที่ผ่านเส้นทางตรงไหนบ้างสำหรับโครงการก่อสร้างถนนวงแหวนรอบที่ 4

2) การเรียกร้องให้มีการจัดรับฟังความคิดเห็นของโครงการก่อสร้างปรับปรุงโครงสร้างคมนาคมทั่วจังหวัดเชียงใหม่อย่างเป็นภาพรวมเชื่อมโยงกัน เนื่องจากเธอเห็นว่าปัจจุบันโครงการก่อสร้างถนนในเชียงใหม่มีการจัดกระบวนการรับฟังความเห็นแยกย่อยเป็นรายโครงการ ซึ่งในความเป็นจริงโครงการทั้งหมดคือเส้นทางขนส่งสาธารณะที่มีความเชื่อมโยงกัน

3) การขอข้อมูลข่าวสาร เช่น รายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมมีต้นทุนที่ต้องจ่าย เนื่องจากโครงการก่อสร้างถนนวงแหวนรอบที่ 4 จังหวัดเชียงใหม่ เธอได้ยื่นขอรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม แต่เจ้าหน้าที่แจ้งเธอว่าต้องไปคัดถ่ายเองที่กรุงเทพฯและมีค่าชำระการคัดถ่ายเอกสารดังกล่าว

4) เธอเชิญชวนนักศึกษาที่ร่วมรับฟังเสวนาฝากติดตามและมีส่วนร่วมในเรื่องการผลักดันให้จังหวัดเชียงใหม่จัดทำบริการขนส่งสาธารณะที่เชื่อมต่อผู้คนทั้งนอกเมืองและในเมือง เนื่องจากเธอแสดงความห่วงกังวลต่อระบบขนส่งสาธารณะที่ปัจจุบันศาลารอรถบริเวณนอกเมืองเชียงใหม่หายไปเป็นส่วนมาก ซึ่งสะท้อนว่าระบบขนส่งสาธารณะจังหวัดเชียงใหม่ที่เป็นอยู่เสื่อมสภาพลงเป็นอย่างมาก

แหล่งอ้างอิง

ภาพถ่าย:

นักศึกษาผู้จัดเวทีเสวนา โครงการศึกษาการออกแบบทางยกระดับทางหลวง 121

และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน กระบวนวิชากฎหมายกับสังคม

เรียบเรียงโดย

สิริพัทธ์ รัตนตรีประสาน
เจ้าหน้าที่นักกฎหมาย

กิจกรรมนักศึกษาอื่น ๆ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *