เจ้าของโครงการ : กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
พื้นที่ตั้งโครงการ : ครอบคลุม 3 จังหวัด ได้แก่
ต.แม่วะหลวง อ.ท่าสองยาง จ.ตาก
ต.สบเมย ต.แม่สวดใหม่ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน
ต.นาเกียน ต.อมก๋อย อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่
ต.นาคอเรือ อ.ฮอด จ.เชียงใหม่
ระยะทางประมาณ : 62 กิโลเมตร
พื้นที่โครงการ : 3,641.18 ไร่ ซึ่งพื้นที่มีลักษณะดังนี้
- เป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ โซน ซี(C) จำนวน 2,735.06 ไร่
- มีพื้นที่ซ้อนทับกับพื้นที่เตรียมประกาศอุทยายนแห่งชาติแม่เงา จำนวน 75 ไร่
- เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 จำนวน 1,538.21 ไร่
คู่กรณี :
ผู้ฟ้อง
เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวม–เงา–เมย–สาละวิน
ประชาชนที่มีภูมิลำเนาและที่ทำกินใน จ.เชียงใหม่ จ.ตาก
และ จ.แม่ฮ่องสอน รวม 66 คน
ผู้ถูกฟ้อง
กรมชลประทาน
คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ (คชก.)
สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)
คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.)
คณะรัฐมนตรี
โครงการที่เกี่ยวข้อง : โครงการระบบโครงข่ายไฟฟ้า 230 กิโลโวลต์ ลำพูน – สบเมย ของการไฟฟ้าผฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เพื่อจ่ายพลังงานไฟฟ้าเข้าสู่สถานีสูบน้ำบ้านสบเงา โดยมีแนวโครงข่ายสายไฟฟ้ายาว 147 กิโลเมตร เริ่มจากสถานีไฟฟ้าแรงสูงลำพูน 3 อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน มายังตำบลแม่สวด อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน
Out Line ข้อมูล
โครงการผันน้ำยวม เป็นโครงการที่ก่อสร้างขึ้นเพื่อผันน้ำจากแม่น้ำยวมผ่านอุโมงค์ที่ทอดตัวยาวเป็นระยะทางกว่า 61 กิโลเมตร โดยน้ำยวมจะถูกส่งยังปลายอุโมงค์ซึ่งตั้งอยู่ที่ห้วยแม่งูด อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ ก่อนที่จะไหลไปยังทะเลสาบดอยเต่า และลงไปยังอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพยา
โครงการระบุว่าจะได้ประโยชน์ด้านการเกษตรเป็นพื้นที่กว่า 1,610,026 ไร่ รวมถึงด้านการใช้น้ำประปาและช่วยระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาช่วงหน้าแล้งเพื่อผลักดันน้ำเค็ม การผลิตกระแสไฟฟ้าโดยจะเพิ่มพลังงานการผลิตกระแสไฟฟ้าให้เขื่อนภูมิพลและผลิตพลังงานท้ายเขื่อนน้ำยวม การทำประมงในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่น้ำยวม และการท่องเที่ยวบริเวณทะเลสาปดอยเต่าและบริเวณเขื่อนน้ำยวม
พื้นที่โครงการครอบคลุมสามจังหวัดได้แก่ จังหวัดตาก จังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดเชียงใหม่ มีมหาวิทยาลัยนเรศรเป็นผู้จัดทำรายงานประเมินผลกระทำทางสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment – EIA) โดยมีการสร้างส่วนต่าง ๆ ของโครงการดังนี้
- เขื่อนและอ่างเก็บน้ำยวม ตั้งอยู่บนแม่น้ำยวม ครอบคลุมพื้นที่ในตำบลแม่วะหลวง อำเภอ ท่าสองยาง จังหวัดตาก และตำบลสบเมย อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยสร้างเป็นเขื่อนหินถมดาด ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 5 แห่ง ได้แก่ ป่าแม่แจ่มและป่าแม่ตื่น ป่าแม่ยวมฝั่งซ้าย ป่าแม่ยวมฝั่งขวา ป่าอมก๋อย และป่าท่าสองยาง
- สถานีสูบน้ำบ้านสบเงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ จำนวน 6 เครื่อง
- โครงสร้างใต้ดินซึ่งเป็นระบบอุโมงค์ส่งน้ำ ระยะทางประมาณ 52 กิโลเมตร เริ่มต้นที่อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ไปยังอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วย อุโมงค์อัดน้ำ อุโมงค์พักน้ำ และอุโมงค์ส่งน้ำ ซึ่งเป็นอุโมงค์ดาดคอนกรีต
- พื้นที่จัดการวัสดุจากการขุดเจาะอุโมงค์ (DA) จำนวน 6 พื้นที่
- ถนน ปรับปรุงถนนเดิมและมีการก่อสร้างถนนใหม่ เพื่อสามารถเดินทางเข้าสู่เขื่อนน้ำยวม สถานีสูบน้ำ อุโมงค์เข้า-ออก พื้นที่กองเก็บวัสดุตามแนวขุดเจาะอุโมงค์ ฯลฯ ทั้งหมด 8 เส้นทาง
- ทางออกอุโมงค์ส่งน้ำ น้ำผันจากอุโมงค์ส่งน้ำจะไหลลงห้วยแม่งูด อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนไหลลงอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล
แผนที่ทางวัฒนธรรมแสดงชุมชนบ้านแม่เงากับโครงการผันน้ำยวม – สาละวิน
ภาพจาก มาลี สิทธิเกรียงไกร. วิถีการดำรงชีพชาวกะเหรี่ยง ในพื้นที่โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล แนวส่งน้ำยวม-อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล (รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมภาคประชาชน). 2567. หน้าที่ 16
Timeline โครงการ
พ.ศ. 2520 – 2535
พ.ศ. 2546
พ.ศ. 2549
พ.ศ. 2559
พ.ศ. 2560 -2561
รัฐบาลได้จัดทำการศึกษาการผันน้ำจากลำน้ำสาขาต่างๆ ของแม่น้ำสาละวินในฝั่งไทย จึงเกิดเป็นโครงการผันน้ำจากลุ่มน้ำสาละวินลงสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยโครงการศึกษามีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทบริษัทอุตสาหกรรมน้ำและบริษัทที่ปรึกษาระดับโลก และได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ
มีการศึกษาความเหมาะสมและศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมต่อโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล
กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงานได้ประชาสัมพันธ์และจัดประชาพิจารณ์ โดยมีการเสนอแนวทางสร้างเขื่อนน้ำยวมตอนล่างสูเขื่อนภูมิพล แต่แนวทางถูกยุติไปเพราะใช้งบประมาณมากและมีวิธีแก้ไขอื่นๆต่อปัญหาเรื่องน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาแล้ว
คณะกรรมการนโยบายน้ำแห่งชาติ (กนช.) ได้จัดสรรงบประมาณเร่งด่วน ให้กรมชลประทานดำเนินโครงการศึกษาน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพลเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของแนวส่งน้ำที่เหมาะสม และศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม สุดท้ายพบว่าแนวส่งน้ำยวม – ห้วยแม่งูด อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลเป็นหนึ่งในสองของแนวส่งน้ำที่มีความเหมาะสม ส่วนอีกแนวส่งน้ำคือ แนวส่งแม่น้ำเมย – แม่ตื่น
กรมชลประทานได้จัดทำรายงานการศึกษาความเหมาะสมของโครงการและรายงานการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของแนวส่งน้ำยวม-อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลแล้วเสร็จ
15 มีนาคม 2562
2 กรกฎาคม 2564
กรมชลประทานนำเสนอรายงาน EIA ต่อ สผ.
ผลการศึกษากรมชลประทานสรุปว่า
1) มีปริมาณน้ำมากเพียงพอในการผันน้ำ
2) ไม่กระทบต่อการใช้นําในพื้นที่ท้ายน้ำ
3) มีความคุ้มค่าในการลงทุน
4) แนวผันน้ำยวม – อ่างภูมิพล ใช้พลังงานไฟฟ้าสูบน้ำต่ำกว่า แนวส่งแม่น้ำเมย – แม่ตื่น
5) ผลกระทบด้านสิงแวดล้อมอยู ่ในเกณฑ์น้อยมากและกําหนดมาตรการ ป้องกันและแก้ไขผลกระทบได้
รายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมฉบับร้านลาบได้ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
Timeline การต่อสู้ของชุมชน
27 สิงหาคม 2563
21 พฤษภาคม 2564
30 กรกฏาคม 2564
ภายหลังที่เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวม–เงา–เมย–สาละวิน และชุมชนได้ทราบเรื่องการดำเนินการของโครงการผันน้ำยวม และทราบวันจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของโครงการในวันที่ 4 กันยายน 2563 จึงได้ทำหนังสือคัดค้านและไม่เข้าร่วมประชุม เนื่องจากชาวบ้านเห็นว่าการเดินทางไปที่ประชุมในฤดูฝนซึ่งห่างไกลและอันตราย ชาวบ้านติดกิจกรรมกำจัดวัชพืชในแปลงข้าวไร่ตนเอง ส่วนรายละเอียดการจัดเวทีไม่ได้ระบุเวลาและผู้มาชี้แจง เกรงว่าหากเข้าร่วมแล้วจะไม่ได้รับการอำนวยความสะดวกในการแสดงความคิดเห็นดังเช่นคราวที่ผ่านมา ทั้งยังไม่มีการส่งเอกสารการประชุมให้ชาวบ้าน ทำให้ไม่มีข้อมูลเพียงพอต่อการแสดงความเห็น ท้ายที่สุดไม่มีมาตรการป้องการต่อการจัดประชุมภายใต้สถานการณ์แพร่ระบาดของ Covid 19
เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวม–เงา–เมย–สาละวินได้ทำหนังสือขอแสดงความไม่เห็นด้วยกับการจัดทําและการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และขอทราบข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนการจัดทํารายงานและการพิจารณารายงาน ต่อ เลขาธิการ สผ.
เครือข่ายฯ ยืนหนังสือขอแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยโครงการผันน้ำยวม และขอให้ทบทวนรายการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการฯให้ครอบคลุมในทุกมติ และขอเอกสารรายงานการประชุม ต่อประธาน กก.วล. และ เลขาธิการ สผ.
ปี 2564
30 สิงหาคม
13 กันยายน
14 กันยายน
20 กันยายน
27 ตุลาคม
28 ตุลาคม
เครือข่ายฯได้ทำหนังสือถึงเลขาธิการ สผ. เพือขอคัดสำเนา รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการผันน้ำยวม
ผู้ฟ้องคดีทําหนังสือขอแสดงจุดยืนคัดค้านไม่เห็นด้วยต่อโครงการผันน้ำยวม ขอให้เลือนการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และขอส่งกลับรายงานฯให้ คชก. ทบทวนพิจารณาให้รอบด้าน โดยส่งหนังสือต่อคณะรัฐมนตรี ประธาน คณะกรรมการสิงแวดล้อมแห่งชาติ และประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหาร จัดการลุ่มน้ำทั้งระบบ
สผ. แจ้งต่อผู้ฟ้องเรื่องการคัดถ่ายสำเนารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ว่าหากจะคัดถ่ายต้องเสียค่าธรรมเนียมจำนวน 20,526 บาท พร้อมระบุว่าเป็นไปตามพรบ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ 2540 และ พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 2562 ซึ่งข้อมูลรายงานฯยังไม่ได้รับความเห็นชอบจาก กก.วล. อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลไปจากรายงานต้นฉบับ
ผู้ฟ้องคดีได้ชำระเงินค่าคัดถ่ายสำเนาเอกสารรายงานฯ โดยเงินที่นำมาจ่ายเป็นเงินจากการขอรับบริจาคจากสาธารณะ เพื่อขอความช่วยเหลือในการที่จะได้เงินมาเพื่อเข้าถึงข้อมูล ภายหลังได้รับสำเนารายงานฯ ซึ่งเป็นเอกสารที่มีการปกปิดรายละเอียดข้อมูลหรือถมดำในส่วนข้อมูลที่เป็นสารสำคัญเกี่ยวกับผู้ได้รับผลกระทบ ชาวบ้านต้องเสียค่าใช้จ่ายคัดถ่ายสำเนาเพิ่มเติมเองอีกหลายหมื่นบาทเพื่อเป็นสำเนาข้อมูลส่งให้กับชาวบ้านในพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบ 3 จังหวัด
ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือขอแสดงจุดยืนคัดค้านไม่เห็นด้วยโครงการผันน้ำยวม ขอให้ยกเลิกการพิจารณาโครงการฯต่อ คณะทํางานกลั่นกรองโครงการขนาดใหญ่และโครงการสําคัญ สํานักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ
ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือขอแสดงจุดยืนคัดค้านไม่เห็นด้วยโครงการผันน้ำยวม ขอให้ยกเลิกการพิจารณาโครงการฯ ต่อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
ปี 2565
14 มีนาคม
5 พฤษภาคม
13 มิถุนายน
1 ธันวาคม
ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือถึงประธานคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอัยการ องค์กรอิสระ รัฐวิสาหกิจ องค์กรมหาชนและกองทุน สภาผู้แทนราษฏร เรื่อง ขอให้ตรวจสอบ ข้อเท็จจริงกรณีโครงการจัดทํารายงานศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมระบบโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการผันน้ำยวม
มีรายงานข่าวว่า กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คณะผู้บริหารองค์การบริหาร ส่วนตําบลอมอ๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ชาวบ้านจากบ้านแม่เงาตําบลแม่สวดอําเภอสบเมยจังหวัดแม่ฮ่องสอน จับมือค้านโครงการผันน้ำยวม
นายอําเภอสบเมยได้มีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เรื่องนําส่งหนังสือคัดค้านโครงการผันน้ำยวม
คณะกรรมการธิการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ได้ทําหนังสือถึง นายกรัฐมนตรี เรื่องข้อเสนอแก้ไขโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล เสนอให้
1) ระงับการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และเร่งรัดให้มีการตรวจสอบการจัดทำรายงานฯ
2) ยุติโครงการเนื่องจากไม่มีความจำเป็นต่อการบริหารจัดการลุ่มน้ำเจ้าพระยา
ปี 2566
3 กุมภาพันธ์
14 มีนาคม
30 พฤษภาคม
5 ตุลาคม
ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือขอแสดงจุดยืนคัดค้านไม่เห็นด้วยกับโครงการผันน้ำยวม ขอให้ยุติโครงการผันน้ำยวม ขอให้เพิกถอนรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม และยุติการดําเนินการทุกโครงการที่เกี่ยวข้อง ต่อ ประธานกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี เลขาธิการ สผ. อธิบดีกรมชลประทาน และผู้ว่าการการไฟฟ้า ฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
วันหยุดเขื่อนโลก (International Day of Actions for Rivers) ทาง เครือข่ายฯ ผู้ฟ้องคดี และชาวบ้านในพื้นที่ได้มีการจัดกิจกรรมสืบชะตาแม่น้ำสาละวินขึ้นที่บริเวณริมแม่น้ำสาละวิน หมู่บ้านสบเมย อําเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมีชาวบ้านจากลุ่มนํายวม เงา เมย สาละ วิน เยาวชน และเด็กนักเรียนหลายร้อยคนเข้าร่วม ซึ่งมีการจัดกิจกรรมตามประเพณี เช่น การเซ่นไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้คุ้มครองแม่น้ำ อีกทั้งมีการแสดงเจตนารมณ์คัดค้านโครงการผันน้ำยวม ได้แก่ การลอยแพชูป้ายต้านเขื่อน และการอ่านแถลงการณ์
ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือขอให้ตรวจสอบโครงการผันน้ำยวม และทุกโครงการที่เกี่ยวข้อง ต่อ ผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อตรวจสอบดังต่อไปนี้
1) เรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ และผลประโยชน์ของโครงการที่ระบุไว้
2) รายงานผลกระทบสิงแวดล้อม (EIA)
3) กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนของโครงการ
4) ตรวจสอบโครงการทีเกี่ยวข้องกับโครงการผันน้ำยวมทุกโครงการ เช่น โครงการสายส่งไฟฟ้าแรงสูงของ กฟผ.
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้แถลงผลการ ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนของโครงการผันน้ำยวม โดยมีความเห็นว่า
1) การดําเนินการมีส่วนร่วมของประชาชนตามกระบวนการจัดทํารายงาน EIA ไม่สอดคล้องกับหลักการด้านสิทธิมนุษยชนทีบัญญัติรับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญ 2560 จึงเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อประชาชนและชุมชนในพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบจากการดําเนินโครงการ
2) การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนผู้มีส่วนได้เสียหรืออาจได้รับผลกระทบจากโครงการ ข้อมูลที่ประชาชนได้รับและเข้าถึงมีการปกปิดข้อมูลบางส่วน ไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ระบุรวมถึงอ้างอิงบุคคลในรายงานได้ กรณีจึงไม่สอดคล้องกับสิทธิของบุคคลและชุมชนในการได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสาร สาธารณะของหน่วยงานรัฐ และหน้าที่ของรัฐในการส่งเสริมให้บุคคลและชุมชนได้รับข้อมูล คําชี้แจง และ เหตุผลจากหน่วยงานของรัฐก่อนการดําเนินการหรืออนุญาตในการดําเนินโครงการใดที่อาจมีผลกระทบต่อ ชุมชน ตามรัฐธรรมนูญ 2560 และ พรบ.ส่งเสริมและรักษาสิงแวดล้อมแห่งชาติ 2535
สถานการณ์คดีความ
18 ตุลาคม พ.ศ.2566
ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่โครงการ 3 จังหวัด และเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวม-เงา-เมย-สาละวินยื่นฟ้องคดีที่ศาลปกครองเชียงใหม่ ขอให้ศาลปกครองยกเลิกโครงการผันแม่น้ำยวมของกรมชลประทาน ขอเพิกถอน EIA โครงการที่ขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชนและมีการระบุข้อมูลอันเป็นเท็จ
ภาพจาก มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน
วันที่ 27 มกราคม พ.ศ.2567
ลปกครองเชียงใหม่ได้รับฟ้องคดี
ปัจจุบัน 2569
หน่วยงานภาครัฐผู้ถูกฟ้องได้ยื่นคำให้การแล้ว และอยู่ระหว่างการยื่นคำคัดค้านคำให้การของผู้ฟ้อง
ฟ้องคดีปกครอง ที่ ศาลปกครองเชียงใหม่ เมื่อ18 ตุลาคม พ.ศ.2566 คดีหมายเลขดำที่ ส.4/2566
ผู้ฟ้อง คือ
เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวม–เงา–เมย–สาละวิน และประชาชนที่มีภูมิลำเนาและที่ทำกินใน จ.เชียงใหม่ จ.ตาก และ จ.แม่ฮ่องสอน รวม 66 คน
ผู้ถูกฟ้อง คือ
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กรมชลประทาน
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ (คชก.โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ)
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.)
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 คณะรัฐมนตรี
การตั้งประเด็นฟ้อง
1) ความไม่ชอบด้วยกฎหมายทั้งในเชิงขั้นตอนและกระบวนการ
การดำเนินโครงการไม่ได้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายที่กำหนดรูปแบบ ขั้นตอน หรือ วิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น รวมถึงมีการใช้ข้อมูลอันเป็นเท็จในการดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ ได้แก่
1.1) ความบกพร่องในการให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชน เนื่องจากประชาชนในพื้นที่โครงการส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใช้ภาษากะเหรี่ยง ไม่สามารถอ่านภาษาไทยได้ และเป็นผู้ที่ไม่ได้เรียนหนังสือ ทำให้การรับทราบข้อมูลข่าวสารอย่างเข้าใจได้เป็นไปอย่างลำบาก กรมชลประทานก็ไม่ได้มีการแปลภาษาเอกสารของโครงการและเผลแพร่ให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบ และพื้นที่โครงการส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่าและพื้นที่ชนบททำให้เดินทางได้ลำบาก จึงทำให้การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของโครงการเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น ทั้งยังไม่พบข้อมูลว่ากรมชลประทานได้มีการเผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชนผู้ที่จะได้รับผลกระทบ มีเพียงการอธิบายเพียงเล็กน้อยเมื่อครั้งที่จัดประชุมรับฟังความคิดเห็น โดยไม่ได้มีการให้ข้อมูลล่วงหน้าตามที่กฎหมายกำหนด
ข้อมูลโครงการผันน้ำยวมฯ ที่ผู้ฟ้องคดีได้รับเป็นข้อมูลที่ได้จากรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยมีกรมชลประทานเป็นผู้ส่งข้อมูลในเดือนกรกฏาคม 2566 EIA ฉบับนี้เป็นฉบับเดือน พฤศจิกายน 2564 ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้เคยขอไปก่อนหน้านี้แต่ไม่ได้รับสำเนาข้อมูลโครงการแต่อย่างใด จนกระทั่งได้รับข้อมูลฉบับ พฤศจิกายน 2564 จาก คชก. ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่าย 20,526 บาท ทั้งยังพบว่าข้อมูลที่ได้รับยังถูกปกปิด หรือ ถมดำ ซึ่งหลังจากนั้นต้องเสียค่าคัดถ่ายเอกสารอีกหลายหมื่นบาทเพื่อส่งสำเนาข้อมูลให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบทั้ง 3 จังหวัด ทั้งนี้ EIA ฉบับ เดือนพฤศจิกายน 2564 ที่ได้รับมาไม่ใช่ฉบับที่ได้รับความเห็นชอบของ คชก. และ กก.วล. แต่อย่างใด
เมื่อ EIA ฉบับดังกล่าวได้ผ่านความเห็นชอบแล้วจากผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองแล้ว และได้เผยแพร่ลงเว็บไซท์ของหน่วยงานรัฐ แต่ก็ยังเป็นรูปแบบที่มีการปกปิดข้อมูลหรือถมดำ ผู้ฟ้องคดีพึ่งได้รับเอกสารโครงการที่ไม่มีการปกปิดข้อมูลจากกรมชลประทานเมื่อเดือนกรกฏาคม 2566 ซึ่งเลยระยะเวลาการใช้สิทธิโต้แย้งข้อมูล หรือให้ข้อมูลประกอบการทำ EIA ไปแล้ว ซึ่งในส่วนของการเผยแพร่ข้อมูลโครงการ ไม่มีการเผยแพร่ข้อมูลก่อนที่จะพิจารณาโครงการ และก่อนจัดทำหรือระหว่างจัดทำ EIA รวมถึงการเผยแพร่ข้อมูลไม่ได้ทำในลักษณะให้ผู้ฟ้องคดีและประชาชนที่จะได้รับผลกระทบเข้าใจภาษาในเอกสารหรือข้อมูลได้
1.2 ) การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั้งตามรัฐธรรมนูญและตามหลักเกณฑ์ในการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมไม่เป็นไปตามกฎหมาย
กรมชลประทานไม่ได้ปฏิบัติการจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนให้ถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งในเรื่องการประกาศวิธีการรับฟังความคิดเห็น เวลาสถานที่ รายละเอียดอื่น ๆ ของโครงการที่เพียงพอต่อการทำความเข้าใจและแสดงความคิดเห็นของประชาชนได้ รวมถึงการไม่ได้ประกาศแจ้งไว้ ณ สถานที่ของหน่วยงานรัฐ สถานที่ดำเนินโครงการ เป็นระยะเวลาล่วงหน้าก่อนดำเนินกระบวนการรับฟังความคิดเห็นไม่น้อยกว่า 15 วัน รวมถึงไม่มีการประกาศไว้ในเครือข่ายสารสนเทศของหน่วยงานรัฐ และหากอ้างว่ามีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็น ก็ไม่ปรากฏการทำสรุปผลรับฟังความคิดเห็นและประกาศผลสรุปนั้นให้ประชาชนทราบ อีกทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้ดำเนินการจัดการรับฟังความคิดเห็นในช่วงที่มีการแพร่ระบาดโรคไวรัสโคโรน่า 2019 อย่างรุนแรง ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายควบคุมโรคอีกด้วย
1.3) ไม่มีกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม
การจัดทำรายงาน EIA ของกรมชลประทานไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบแนวทางการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการจัดทํารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม 2562 โดยในการประชุมรับฟังความคิดเห็นไม่ได้มีการจัดหาล่ามภาษาเพื่อแปลข้อมูลโครงการเป็นภาษาที่ประชาชนผู้มีส่วนได้เสียสามารถทำความเข้าใจได้ ข้อมูลที่ระบุใน EIA ไม่ได้มีการปฏิบัติให้เป็นปตามหลักเกณฑ์ที่ระเบียบดังกล่าวกำหนด ซึ่งข้อมูลที่ปราฏกใน EIA พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ รวมถึงการพิจารณาเห็นชอบ EIA ของคชก. และ กก.วล. ไม่พบว่ามีการเปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดีและประชาชนผู้มีส่วนได้เสียเข้าไปให้ข้อมูลชี้แจงแก่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ทั้งที่ผู้ฟ้องคดีและเครือข่ายมีความพยายามขอเข้าชี้แจงและได้ทำเรื่องโต้แย้งมาโดยตลอด
1.4) โครงการผันน้ำยวมฯ จัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม มีความบกพร่อง มีข้อมูลอันเป็นเท็จและใช้ข้อมูลอันเป็นเท็จประกอบการพิจารณาเห็นชอบผ่านรายงานดังกล่าว
การใช้ข้อมูลไม่ถูกต้องในรายละเอียดของโครงการ
ข้อมูลใน EIA ที่ระบุถึงรายละเอียดข้อมูลพื้นที่จัดการวัสดุจากการขุดเจาะอุโมงค์ไม่ถูกต้อง มีความสับสน และคลาดเคลื่อนในสาระสำคัญอย่างร้ายแรง มีผลต่อความชัดเจนในการกำหนดผู้มีส่วนได้เสียซึ่งมีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมและแสดงความคิดเห็นต่อโครงการ และมีผลอย่างมีนัยยะสำคัญต่อการกำหนดมาตรการป้องกันหรือลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม
ข้อมูลที่ระบุในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมในส่วนของการจัดรับฟังความคิดเห็นเป็นข้อมูลทีไม่ถูกต้องตามความจริง ข้อมูลเป็นเท็จ
2) ความไม่ชอบเชิงเนื้อหาของโครงการผันน้ำยวมฯ เป็นโครงการที่ไม่มีความจำเป็นและขัดต่อหลักความได้สัดส่วน
ประกอบด้วยความเห็นของนักวิชาการหลายท่าน มีประเด็นที่น่าสนใจดังต่อไปนี้
ความไม่คุ้มค่าของโครงการ เมื่อคิดเปรียบเทียบระหว่างผลรวมต้นทุนค่าก่อสร้าง ต้นทุนค่าสูบน้ำ ต้นทุนค่าปฏิบัติงานและบำรุงรักษา กับผลรวมมูลค่าผลผลิตจากการผลิตไฟฟ้าที่เขื่อนภูมิพลและนำน้ำไปใช้ทำนาปรัง พบว่าโครงการไม่คุ้มทุน โดยมีต้นทุนอยู่ที่ 6.04 บาท/ลบ.ม. ส่วนผลผลิตมีมูลค่าที่ 2.77 บาท/ลบ.ม.
นอกจากนี้แม้จะมีการตั้งข้อสมมติในการปรับเปลี่ยนปัจจัยเพื่อให้โครงการกลับมามีความคุ้มค่าโดยการลดพื้นที่ชลประทานทำนาปรังเหลือ 528,000 ไร่ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนได้ 2 ใน 3 ของพื้นที่เดิม ส่วนต่างจะปลูกพืชชนิดอื่นที่ทำมูลค่าได้มากกว่า เช่น ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดฝักอ่อน แตงโม คะน้า กล้วยหอม และทำบ่อปลาแทน การปรับเปลี่ยนเช่นนี้จะทำให้มูลค่าจากการใช้น้ำทำเกษตรจะอยู่ที่ 6.84 บาท/ลบ.ม.แต่สุดท้ายจะได้ข้อสรุปว่าความคุ้มค่าของโครงการจะเกิดจากการปรับเปลี่ยนพื้นที่ชลประทานที่ได้รับประโยชน์ ความคุ้มค่าไม่ได้มาจากการเกิดขึ้นของโครงการโดยตรง
ที่สำคัญสุดคือต้นทุนจากการลงทุนโครงการที่เปิดให้เอกชนร่วมลงทุนด้วยเป็นจำนวน 52,000 ล้านบาท จากเงินลงทุนทั้งหมด 78,000 ล้านบาท ซึ่งกลายเป็นว่าเงินลงทุนโครงการเพิ่มขึ้นจากเดิมคือ 71,000 บาท เพื่อนำเงินส่วนต่างจ่ายค่าประกันผลตอบแทนให้เอกชน 10% ของเงินลงทุน
เรื่องผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างระบบนิเวศของลุ่มน้ำสาละวินกับลุ่มน้ำเจ้าพระยา
ที่จะกระทบต่อการปนเปื้อนพันธุ์สัตว์น้ำที่หลุดรอดเดินทางข้ามลุ่มน้ำมาได้ ทั้งพันธุ์ปลาชนิดกินพืชและชนิดกินเนื้อต่างถิ่น โดยจะเกิดการแย่งอาหารและที่อยู่อาศัยของพันธุ์ปลาต่างถิ่น กว่าการที่ปลาจะสามารถปรับตัวให้สมดุลเข้ากับระบบนิเวศได้ต้องใช้เวลานับล้านปี ซึ่งผลกระทบดังกล่าวย่อมมีผลต่อระบบนิเวศของลุ่มน้ำสาละวินที่มีความจำเพาะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การบริหารจัดการทั้งด้านอุปสงศ์และอุปทานทรัพยากรน้ำเพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาน้ำขาดแคลนและอุทกภัย
เช่น กรมชลประทานรวมถึงการประปาส่วนภูมิภาคและการประปานครหลวง ปรับเปลี่ยนวิธีการส่งน้ำเพื่อให้เกิดการสูญเสี่ยงน้ำในระบบน้อยลง และนำน้ำที่จะไม่สูญเสียต่อไปนี้ซึ่งหากคำนวณแล้วจะมีจำนวนน้ำที่พอไปใช้ปลูกข้าวเป็นพื้นที่กว่าหลักแสนถึงหลักล้านไร่
รวมถึงกรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำควรส่งเสริมให้เกษตรกรกักเก็บน้ำฝนในบ่อ สระ ในพื้นที่ไร่นาและสวนเพิ่มขึ้น และจัดทำโครงการเชื่อมโยงบ่อ สระ ในพื้นที่ไร่นาเข้ากับระบบชลประทาน หรืออ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ขนาดกลาง ตามแนวคิดโคร่งข่ายน้ำเพื่อลดปัญหาการขาดแคลนน้ำในหน้าแล้ง และการพัฒนาพื้นที่ใดเพื่อกิจกรรมทางอุตสาหกรรมหรือเกษตรแปลงใหญ่ รัฐควรคำนึงถึงศักยภาพน้ำต้นทุนที่แท้จริงในพื้นที่นั้น
ผลจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่ทําให้พฤติกรรมของฝนมีความไม่แน่นอนสูงยากต่อการคาดการณ์
การสร้างเขื่อนขนาดกลางหรือขนาดใหญ่อาจไม่เหมาะสม ไม่สอดคล้องกับบริบทภูมิสังคม หากแต่ควรบริหารจัดการนําด้วยหลายวิธีผสมผสานบนหลักวิชาการที่สอดคล้องกับบริบทภูมิสังคม และต้องมีกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องในทุกระดับอย่างจริงจังด้วยความจริงใจของหน่วยงานภาครัฐและผู้บริหาร
ข้อบกพร่องต่อการจัดทำรายงาน EIA ผ่านรายงานวิจัยวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่โครงการ
ข้อมูลในรายงาน EIA ไม่ได้ระบุข้อมูลที่ครบถ้วนและครอบคลุม เช่น
1 ชุมชนบ้านแม่เงาและบ้านแม่งูดในพื้นที่โครงการเป็นชุมชนชาติพันธุ์ที่มีระบบวัฒนธรรม การสั่งสมความรู้ มีวิถีปฏิบัติที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติ และมีนำเอาภูมิปัญญาชาติพันธุ์มาปรับใช้กับบริบททางสังคมที่เกิดขึ้นใหม่ ทั้งจากบริบทสังคมใหม่ที่เกิดขึ้นด้วยการขยายเครือข่ายติดต่อค้าขาย และผลกระทบจากสร้างเขื่อนภูมิพล
2 การทำ EIA คือการขาดบริบททางประวัติศาสตร์ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมและภูมิปัญญาชาติพันธุ์ ขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน ขาดมิติมูลค่าหรือรายได้เฉลี่ยครัวเรือนของชาวบ้านที่ได้จากการพึ่งพาผลิตผลจากระบบนิเวศ รวมถึงการประเมินจำนวนหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบในรายงานน้อยกว่าความเป็นจริง
3 รายงาน EIA ไม่ปรากฏข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของทรัพยากรแม่น้ำและป่าไม้ที่มีอยู่จริงในพื้นที่ชุมชนที่อยู่ในเขตโครงการ และไม่สะท้อนถึงวิถีชีวิตของชุมชนที่มีการพึ่งพาและสัมพันธ์กับทรัพยากรในพื้นที่
โครงการจะทําลายทรัพยากรธรรมชาติและสิงแวดล้อมที่ทรงคุณค่าของไทยและของโลก
เนื่องจากแม่น้ำยวมเป็นแม่น้ำสาขาสําคัญของแม่น้ำสาละวินซึ่งเป็นแม่น้ำนานาชาติสายท้ายๆของโลกที่ยังคงไหลโดยอิสระ การทําลายป่าต้นน้ำยวมเท่ากับเป็นการตัดแขนขาที่หล่อเลี้ยงธรรมชาติของแม่น้ำสาละวิน กระบวนการมีส่วนร่วมของโครงการทําเป็นแต่พิธีการ เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของกลุ่มชาติพันธ์์และกลุ่มที่ได้รับผลกระทบซ้ำ ๆ และไม่มีความจําเป็น
โครงการดำเนินไปในทิศทางที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายของชาติและแนวนโยบายระหว่างประเทศ
การดำเนินโครงการผันน้ำยวมซึ่งเป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่ทำลายพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เป็นการกระทำที่ตรงกันข้ามกับเป้าหมายของชาติและแนวนโยบายของนานาประเทศ เป็นการดำเนินการที่ไม่สอดคล้องกับหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาประเทศที่มีความสมดุล
ไม่สอดคล้องกับแนวนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่เป็นการทำลายฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมเป้าหมายลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิให้เป็นศูนย์
ไม่สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 พ.ศ.2560 – 2564 และนโยบายป่าไม้แห่งชาติ ที่ระบุให้รัฐมีพื้นที่ป่าไม้ร้อยละ 40 แบ่งสัดส่วนเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ร้อยละ 25 และพื้นที่ป่าเศรษฐกิจร้อยละ 15 รวมถึงยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี พ.ศ.2561 – 2580
3) การละเลยตามหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ
ชุมชนผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการและเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวม – เงา – เมย – สาละวิน ได้ดำเนินการร้องเรียนและขอข้อมูลข่าวสารไปยังผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้า รวมถึงแสดงจุดยืนให้ยุติโครงการผันน้ำยวมฯ ตามเหตุการณ์ที่ระบุในการดำเนินการต่อสู้ของชุมชน แต่ไม่พบว่ามีหน่วยงานใดดำเนินการเพื่อทบทวนโครงการหรือยุติการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวแต่อย่างใด รวมถึงผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าก็ไม่ได้ดำเนินการปกป้องคุ้มครองแม่น้ำยวม แม่น้ำเงา แม่น้ำเมย แม่น้ำสาละวิน ซึ่งเป็นสาธารณะสมบัติที่สำคัญของชาติ
4) คดีปกครองที่เป็นคดีสิ่งแวดล้อม ต้องใช้วิธีพิจารณาคดีในลักษณะคดีสิ่งแวดล้อมมาพิจารณาพิพากษา
คดีนี้เป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิมนุษยชุน สิทธิชุมชน สิทธิในสิ่งแวดล้อม เพื่อปกป้องค้มครองทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ชุมชน และประชาชน ย่อมเป็นคดีเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ ระยะเวลาการฟ้องคดีจึงต้องใช้ตามประเภทคดีสิ่งแวดล้อมคือไม่มีระยะเวลาการฟ้องคดีที่จำกัดกำหนดไว้
คำขอท้ายฟ้อง
- เพิกถอนหรือยกเลิกโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล แนวส่งน้ำยวม-อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลของกรมชลประทาน เนื่องจากเป็นโครงการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
- เพิกถอนรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการผันน้ำยวมฯ และเพิกถอนการพิจารณาให้ความเห็นชอบรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการผันน้ำยวมฯ ที่พิจารณาโดย คชก. โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ, สผ. และกก.วล. เนื่องจากเป็นรายงานและการพิจารณาให้ความเห็นชอบที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
- ให้การจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนของโครงการผันน้ำยวมฯ เป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขอให้เพิกถอนการดำเนินการดังกล่าว
- ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้า ปฏิบัติตามหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการแจ้งข้อมูลและการเผยแพร่ข้อมูลอย่างเหมาะสมและจริงจัง จัดให้มีกระบวนการมีส่วนร่วม และรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ก่อนที่จะดำเนินการและระหว่างดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับการดูแล ปกป้อง รักษาแม่น้ำยวม แม่น้ำเมย และแม่น้ำสาละวิน
- ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้า ดำเนินการออกกฎหมาย หรือ กฎ หรือระเบียบเพื่อการดำเนินการคุ้มครอง อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ในลุ่มแม่น้ำยวม แม่น้ำเงา แม่น้ำเมย และแม่น้ำสาละวิน
บริบทชุมชน
โครงการผันน้ำยวมมีพื้นที่ครอบคลุม ต.แม่วะหลวง อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ต.สบเมย ต.แม่สวด อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ต.นาเกียน ต.อมก๋อย อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ต.นาคอเรือ อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ พื้นที่ทั้งหมดนี้เป็นชุมชนกะเหรี่ยงร้อยละ 95 โดยเฉพาะพื้นที่ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ชาติพันธุ์กะเหรี่ยงมีวิถีชีวิตที่พึ่งพิงทรัพยากรจากป่าและแม่น้ำ รวมทั้งมีการปลูกเศรษฐกิจที่แตกต่างกันไป ซึ่งข้อมูลที่ระบุต่อไปนี้เป็นข้อมูลที่มีการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ และเผยแพร่ ข้อมูลจึงเป็นการระบุถึงบางชุมชนที่ได้มีงานศึกษาแล้ว ได้แก่
พื้นที่ ต.อมก๋อย อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่
มีข้อตกลงร่วมกันว่าไม่ปลูกข้าวโพดเพื่อช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ชาติพันธุ์กะเหรี่ยงอมก๋อยยังคงมีการทำไร่หมุนเวียนมากกว่าพื้นที่อื่น ๆ ที่อยู่ในโครงการผันน้ำยวม
พื้นที่ชุมชนบ้านแม่เงา ต.แม่สวดใหม่ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน
ที่อยู่บริเวณที่ตั้งสถานีสูบน้ำ ถังพักน้ำและปากอุโมงค์ส่งน้ำของโครงการ พื้นที่ชุมชนตั้งอยู่ใกล้ถนนหมายเลข 105 ชุมชนอยู่ติดกับ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก เป็นทางผ่านของชุมชนจำนวนมาก ชุมชนจึงเปรียบเสมือนเป็นตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าที่เชื่อมโยงชุมชนอื่น ๆ สถานะพื้นที่บ้านแม่เงาถูกประกาศให้เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่เตรียมประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติแม่เงา ตั้งแต่ปี 2538 ซึ่งเดิมพื้นที่ถูกประกาศเป็นเขตป่าสงวนอยู่ก่อนแล้วในปี 2522
ชุมชนมีลำห้วยไหลผ่าน 3 สาย ได้แก่ ห้วยม่วง ห้วยโป่ง และห้วยเขียด ห้วย 3 สายจะไหลลงแม่น้ำเงา – ยวม และจะไปพบแม่น้ำเมยก่อนลงสู่แม่น้ำสาละวิน แม่น้ำเงาและแม่น้ำยวมจะมาบรรจบ หรือ “สบ” กันที่บ้านแม่เงา แม่น้ำเงาจะมีสีใส แม่น้ำยวมจะมีสีขุ่น ชาวบ้านจึงเรียกว่าแม่น้ำสองสี
แผนที่ทางวัฒนธรรมแสดงชุมชนบ้านแม่เงากับโครงการผันน้ำยวม – สาละวิน
ภาพจาก มาลี สิทธิเกรียงไกร. วิถีการดำรงชีพชาวกะเหรี่ยง ในพื้นที่โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล แนวส่งน้ำยวม-อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล (รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมภาคประชาชน). 2567. หน้าที่ 16
หมู่บ้านแม่เงาแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ บ้านแม่เงาใหม่ที่อยู่ทิศเหนืออยู่ใกล้กับจุดกองดินจุดที่ 1 และบ้านแม่เงาเก่าที่อยู่ทิศใต้อยู่ใกล้กับแม่น้ำเงาและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกว่า “ป่าหลื่อพือพะโดะ” เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ริมน้ำเงา ตั้งอยู่ในเขตแม่วะหลวง อ.ท่าสองยาง จ.ตาก แม้จะอยู่นอกเขตบ้านแม่เงาแต่ชาวบ้านก็มีความเคารพและช่วยกันดูแลพื้นที่ป่าศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าว ชุมชนมีป่าอนุรักษ์ 2 แห่ง ซึ่งแห่งแรกตั้งอยู่บนพื้นที่ที่คาดว่าจะสร้างสถานีสูบน้ำของโครงการผันน้ำยวม พื้นที่อีกแห่งหนึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกติดกับห้วยเขียด สมาชิกในชุมชนประกอบด้วยชาติพันธุ์กะเหรี่ยงโปว์ร้อยละ 50 กะเหรี่ยงสะกอร้อยละ 30 อีกร้อยละ 20 เป็นคนเมืองซึ่งมาจากภูมิภาคอื่น ๆ โดยแต่เดิมคนเมืองส่วนนี้เคยเป็นคนงานมาจากหลายแหล่ง เช่น จากบ้านท่าเรือ บ้านห้วยม่วง บ้านห้วยม่วง อ.สบเมย วัฒนธรรมของคนส่วนนี้จึงกลมกลืนกับวัฒนธรรมชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่ดำรงชีพพึ่งพาอาศัยกับป่าและแม่น้ำตั้งแต่สมัยที่พื้นที่ยังเป็นเหมืองแร่
ประวัติศาสตร์บ้านแม่เงา
ก่อนปี 2480 พื้นที่ลุ่มน้ำเงาและลุ่มน้ำยวมเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของชุมชน การเดินทางยังใช้แม่น้ำเป็นเส้นทางหลัก ไม่มีการค่อยติดต่อกับภายนอก
ปี 2480 เป็นยุคสัมปทานเหมืองแร่ โดยในยุคนี้มีการพบข้อมูลจากบันทึกรายงานการสำรวจแหล่งแร่วุลเฟรม บ้านยางทิยาเพอ พบว่าเหมืองแร่ทิยาเพอได้มีการสำรวจและเปิดทำเหมือง 2490 และ ก่อนจะมีการสำรวจเหมืองแร่วุลเฟรมปรากฏการทำเหมืองแร่อื่น ๆ บริเวณใกล้เคียง เช่น เหมืองผาแล เหมืองห้วยหลวง จึงคาดว่าเหมืองแร่แถบนี้มีการเปิดกันมาก่อนปี 2480 ในยุคสัมปทานเหมืองแร่เป็นยุคที่เศรษฐกิจค่อนข้างดี เนื่องจากแม่น้ำเงา – ยวม จ.แม่ฮ่องสอน มีเหมืองแร่จำนวนมาก ได้แก่ เหมืองผาแล เหมืองแม่ะเรือง เหมืองแม่ลามา เหมืองกรรณชัย เหมืองทิยาเพอ ส่วนเหมืองที่อยู่พื้นที่จังหวัดตาก ได้แก่ เหมืองป่าหมาก เหมืองใหม่ เหมืองห้วยหลวง และเหมืองแม่สะเปา แร่จากเหมืองจะถูกส่งไปยัง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน อ.ท่าสองยาง จ.ตาก และประเทศเมียนมา ซึ่งแร่ที่พบมากในเหมืองบริเวณลุ่มน้ำเงา – ยวม ได้แก่ แร่วุลเฟรม แร่ดีบุก และแร่ทังสเตน ซึ่งในยุคนี้ คนท้องถิ่นมีวิถีพึ่งพิงธรรมชาติ แม่น้ำและป่าไม้ มีการทำนาและไร่หมุนเวียน ทำสวนผักผลไม้ หาของป่า ล่าสัตว์และจับสัตว์น้ำตามฤดูกาล หากเหลือจะนำไปขายให้คนงานเหมืองแร่ ยุคนี้ได้รับการขนานนามว่า “ยุคเอาไซแลกนา” เพราะทรัพยากรอุดมสามบูรณ์ ปลาในน้ำเยอะ ถึงขนาดที่นำไซจับปลาไปแลกข้าวสารได้
ปี 2527 เหมืองแร่เริ่มทยอยปิดตัว ผู้คนที่เป็นแรงงานบางส่วนกลับภูมิลำเนาเดิมที่ประเทศเมียนมา ชุมชนใกล้เคียง บางส่วนเดินทางไปเป็นแรงงานจังหวัดอื่นในภาคเหนือและกรุงเทพฯ บางส่วนติดตามเจ้านายเดิม และอีกส่วนหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่คือกลุ่มที่ตัดสินใจอาศัยอยู่กับชุมชนในพื้นที่ลุ่มน้ำเงา – ยวมต่อไป กลุ่มนี้จะมีการดำรงชีพที่คล้ายคลึงกับชาติพันธุ์ในพื้นที่ คือการเก็บหาของป่า ล่าสัตว์จับปลา ปลูกข้าวไร่อยู่ช่วงเวลาหนึ่ง แต่ด้วยข้อจำกัดด้านที่ดินทำกินตามระบบกฎหมายไทย คนกลุ่มนี้จึงเลิกทำไร่หมุนเวียนและผันตัวไปรับจ้างแรงงานและหาของป่า
ช่วงเวลาปี 2530 – 2538 หลังสถานการณ์เคลื่อนไหวของนิสิต นักศึกษา ประชาชนกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย รัฐไทยมีการเร่งดำเนินการสร้างโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น ซึ่งในพื้นที่ลุ่มน้ำเงา – ยวมได้มีการก่อสร้างถนนทางหลวงหมายเลข 105 แม่สอด – แม่สะเรียง สร้างสะพานข้ามแม่น้ำเงา และสร้างสะพานข้ามห้วยม่วง ปี 2538 รัฐไทยต้องการสร้างเขื่อนแม่ลามาหลวง ซึ่งจะตั้งอยู่ใต้บ้านแม่เงา ชาวเห็นว่าเขื่อนจะทำให้เกิดน้ำท่วม จึงมีการคัดค้านจนโครงการชะลอไป
ปี 2540 เป็นปีที่ถนน 105 สร้างเสร็จทำให้การเดินทางเปลี่ยนจากทางน้ำมาเป็นทางบกมากขึ้น มีการติดต่อค้าขายกับตลาดเนื่องจากเป็นเส้นทางที่สะดวกต่อการขนส่งผลผลิต
ปี 2551 เกิดการย้ายชุมชนบ้านแม่เงาไปยังบ้านแม่เงาใหม่ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเกือบทุกปี สมาชิกชุมชนบางส่วนที่ย้ายมาจากบ้านท่าเรือให้เหตุผลว่าย้ายที่อยู่เนื่องจากที่เดิมห่างไกลกับสถานที่ราชการและสถานศึกษา การเดินทางโดยเรือไม่ค่อยสะดวก
ปี 2540 – ปัจจุบัน ช่วงปีนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงของวิถีการผลิตของชุมชนบ้านแม่เงา จากเดิมทำนาและไร่หมุนเวียนซึ่งเป็นระบบการผลิตที่เกิดขึ้นเมื่อ 30 ปีก่อนเปลี่ยนมาเป็นการทำสวนและพืชเศรษฐกิจ สวนจะมีลักษณะผสมผสานมีการปลูก มะม่วง มะขาม กล้วย ไผ่ ผักท้องถิ่น ขมิ้น กระชาย หมาก พลู ฯลฯ พืชเศรษฐกิจชุมชนเริ่มปลูกบุกและถั่วเหลืองในปี 2550 รวมถึงชุมชนยังพึ่งพารายได้จากการหาของป่า เช่น ใบตองตึง เห็ดถอบ บุก กระชาย ชาวบ้านบางส่วนประกอบอาชีพรับจ้างที่ อ.แม่สะเรียง ส่วนการพึ่งพาแม่น้ำชาวบ้านส่วนใหญ่จะหาปลากจาแม่น้ำเงาและแม่น้ำยวม ปลาที่จับได้จะเก็บไว้บริโภคในครัวเรือนก่อน หากจับได้จำนวนมากจะมีการฝากขายตามร้านค้าในชุมชน
พื้นที่ชุมชนบ้านแม่งูด
ตั้งอยู่ริมหห้วยแม่งูด ต.นาคอเรือ อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ พื้นที่อยู่บิเวณปากทางออกุอโมงค์ส่งน้ำของโครงการผันน้ำยวม ประชากรเกือบทั้งหมดเป็นชาติพันธุ์กะเหรี่ยงโปว์ ดำรงวิถีชีวิตพึ่งพาลำห้วยแม่งูดโดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพยากรน้ำเพื่อใช้ในการเพาะปลูก เดิมก่อนการเกิดขึ้นของเขื่อนภูมิพลในปี 2507 และการสร้างฝายทดน้ำทั้ง 2 แห่งในปี 2538 ลำห้วยมีความอุดมสมบูรณ์ มีปลาอาศัย น้ำยังไหลเชี่ยวและชุมชนสามารถจับปลาในลำห้วยได้ ริมสองฝั่งลำห้วยเป็นพื้นที่ทำไร่นา เลี้ยงวัวเพื่อไถนาและยังพบพืชผักริมลำห้วยเป็นจำนวนไม่น้อย อีกทั้งชุมชนแม่งูดและชุมชนใกล้เคียงยังสมารถจัดการป่าศักดิ์สิทธิ์หรือป่าอนุรักษ์ป่าใช้สอยของชุมชนได้สะดวก
ผลกระทบหลักในพื้นที่ที่ชุมชมได้รับคือผลกระทบจากการที่ลำห้วยแม่งูดเกิดการสะสมตะกอนทรายในฤดูฝนตั้งแต่ปี 2507 ซึ่งเป็นช่วงที่เขื่อนภูมิพลได้มีการก่อสร้างเสร็จสิ้น ซึ่งผลกระทบเกิดขึ้นทั้งในฤดูฝน (กันยายน – กุมภาพันธ์) ที่เกิดน้ำหนุนท่วมและเท้อเข้ามาท่วมบ้านเรือนและพื้นที่ทำกิน รวมถึงพื้นที่ป่าศักดิ์สิทธิ์หรือป่าอนุรักษ์ที่ชุมชนแม่งูดและชุมชนข้างเคียงร่วมกันดูแลรักษาไว้ จนชาวบ้านต้องอพยพย้ายชุมชนมาตั้งบ้านเรือนในพื้นที่ใหม่ซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านห้วยหินดำ ส่วนฤดูแล้ง (มีนาคม – มิถุนายน) น้ำที่ท่วมก็จะแห้งเหลือเพียงตะกอนทรายที่จะทับถมเพิ่มขึ้นทุกปี ๆ จนทำให้ลำห้วยตื้นเขินเกิดลักษณะเป็นผืนทรายเกือบจะตลอดลำห้วยและทำให้พื้นที่บริเวณนั้นมีลักษณะสูงกว่าบริเวณที่ห้วยแม่งูดบรรจบกับแม่น้ำปิง (สบน้ำปิง) เมื่อเข้าฤดูฝนน้ำจะเกิดการหนุนและท่วมเท้อริมสองฝั่งลำห้วยแม่งูดเป็นบริเวณที่กว้างมากขึ้น พื้นที่นาริมลำห้วยซึ่งเดิมชุมชนใช้เป็นพื้นที่ทำนาและเลี้ยงวัวจึงได้รับผลกระทบเป็นอย่างมากในช่วงเวลานี้
ประวัติศาสตร์บ้านแม่งูด
ก่อนปี 2522 เกิดโรคในชุมชนไม่ทราบสาเหตุ ผู้นำพิธีกรรมชุมชนสัณนิษฐานว่าสาเหตุมาจากช่วงหน้าฝนน้ำจะพัดพาสิ่งสกปรกเข้าสู่ “ป่าช้าทารก” ที่ตั้งอยู่ใกล้กับจุดตั้งชุมชนที่ 2 ในช่วงเวลาดังกล่าวมีเด็กทารกป่วยเสียชีวิตเป็นจำนวนมากเนื่องจากไม่มีระบบสาธารณสุข น้ำสกปรกที่ไหลเข้าป่าช้าทารกทำให้เกิดอาเพศ
หลังจากปี 2522 ชาวบ้านจึงย้ายที่ตั้งชุมชนใหม่เป็นที่ตั้งปัจจุบัน พื้นที่แห่งใหม่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ต่อมากรมป่าไม้ได้ให้กรมสหกรณ์แม่แจ่ม – โหล่งปง เช่าพื้นที่เป็นเวลา 30 ปีเริ่มตั้งแต่ปี 2517 ซึ่งปัจจุบันสัญญาเช่าได้สิ้นสุดลงและชาวบ้านยังไม่มีความแน่นอนต่อสิทธิของชาวบ้านในพื้นที่ ช่วงเริ่มต้นมีการใช้พื้นที่นาริมลำหว้ยแม่งูดโดยปรับพื้นที่บางส่วนปลูกต้นไม้ฉำฉาเพื่อใช้เลี้ยงครั่งและเลี้ยงวัว มีการบุกเบิกพื้นที่ทำนาใหม่บริเวณห้วยแม่ปอยซึ่งเป็นพื้นที่น้ำท่วมไม่ถึง ชุมชนยังมีการทำไร่หมุนเวียนอยู่แต่ได้ผลผลิตข้าวจำนวนไม่พอเลี้ยงปากท้อง จึงต้องหารายได้เพิ่มเติมเพื่อใช้ซื้อข้าวกิน โดยมีการเก็บหาของป่าและออกไปรับจ้างนอกชุมชน แต่อย่างไรก็ตามช่วงนี้เป็นช่วงที่ยากลำบากของชุมชน เนื่องจากงานรับจ้างก็มีไม่มาก ข้าวที่ปลูกไม่พอกิน และต้องรับมือกับน้ำท่วมหนุนอีกทุกปี พื้นที่ปลูกข้าวที่ลำห้วยแม่ปอยห่างจากชุมชน 15 กิโลเมตร ก็พบปัญหาการขนส่งผลผลิตกลับมาชุมชน สุดท้ายชาวบ้านจึงยุติการปลูกข้าวที่ลำห้วยแม่ปอย
ปี 2538 เกิดน้ำท่วมใหญ่ และมีการเข้ามาของหน่วยงานรัฐเพื่อแก้ไขปัญหาโดยการสร้างฝายคอนกรีดทดน้ำในลำห้วยแม่งูด 2 แห่ง แห่งแรกสร้างบนลำห้วยแม่งูดตรงข้ามที่ตั้งของชุมชนในปัจจุบัน แห่งที่สองตั้งอยู่ที่บริเวณปากทางออกอุโมงค์ส่งน้ำโครงการผันน้ำยวม ซึ่งภายหลังฝายทั้งสองแห่งถูกทิ้งร้างไม่ได้มีการใช้งานต่อไป เนื่องจากฝายแห่งแรกถูกน้ำท่วมปี 2554 พังเสียหาย และฝายแห่งที่สองถูกทับถมไปด้วยทรายจนปิดกั้นทางเดินน้ำ ชาวบ้านได้ตั้งข้อสังเกตว่าฝายทั้งสองทำให้น้ำไหลไม่เป็นอิสระ น้ำหนุนท่วมนานขึ้นเป็นเวลา 3 – 4 เดือน เมื่อน้ำลดทรายก็ทับถมกองสูงขึ้น ทำให้ทรายที่มากับน้ำท่วมไหลเข้าที่นาริมห้วยมากจนไม่สามารถใช้ทำนาได้อีก จนในปี 2554 รัฐมีนโยบายการขุดลอกแม่น้ำซึ่งรวมถึงลำห้วยแม่งูด แต่การขุดลอกแล้วกองไว้ริมลำห้วยไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหาแต่อย่างใด เพราะฤดูฝนกองทรายจะกลับเข้ามาสู่ลำห้วยตามเดิม ปี 2538 นี้เองชาวบ้านทยอยเลิกทำนาริมลำห้วยและหยุดถาวรในปี 2543 และหันมาปลูกถั่วดินและพืชผักสวนครัวมากขึ้น เมื่อเป็นช่วงเว้นว่างจากการปลูกถั่วดินชาวบ้านได้ออกไปรับจ้างนอกชุมชนซึ่งมีการรับจางที่โรงงาน สวนลำไย เป็นแรงงานก่อสร้าง เป็นต้น
ปี 2549 – 2550 เกิดน้ำท่วมขังชุมชน และมีเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าแนะนำชาวบ้านปลูกไม้ยืนต้นหรือผลไม้โดยให้เหตุผลว่าจะสามารถจ่ายค่าชดแชยให้ชาวบ้านได้หากเกิดน้ำท่วมอีก ชาวบ้านเห็นด้วยและได้เริ่มซื้อกล้าไม้ยืนต้นมาปลูก เช่น ไผ่ มะม่วง ลำไยกล้วย ทำให้เริ่มมีการนำเครื่องปั๊มน้ำมาใช้ในการเกษตร มีการติดตั้งปั๊มน้ำริมลำห้วยแม่งูดจำนวนหลายเครื่อง โดยการใช้ปั๊มน้ำมีลักษณะการใช้ร่วมกัน แบ่งปันน้ำให้กับผู้อื่น ช่วยกันรับผิดชอบค่าใช้จ่ายจากการใช้ปั๊มน้ำ ลักษณะเป็นไปตามวัฒนธรรมชาติพันธ์กะเหรี่ยงที่มักจะพึ่งพาอาศัยกัน และช่วงนี้ชุมชนได้นำความรู้จากการรับจ้างที่สวนลำไยและมะม่วงมาใช้ในสวนของตนเอง จนกล้าไม้เริ่มให้ดอกออกผล
ปี 2554 เกิดน้ำท่วมใหญ่อีกครั้ง พืชผลไม้ยืนต้นที่ชาวบ้านปลูกไว้ถูกน้ำท่วมเสียหายทั้งหมด ช่วงนี้ชาวบ้านได้มีการเลี้ยงวัวริมห้วยเพื่อขาย มีการเก็บมูลวัวขายช่วงฤดูแล้ง และเลี้ยงปล่อยวัวหากินในป่าช่วงฤดูฝน หลังจากเหตุกาณ์น้ำท่วมครั้งนี้ พบว่าตะกอนทรายทับถมสูงมาก จากเสาไฟฟ้าสูง 3 – 4 เมตรถูกทรายถมไปเหลือเพียง 1 เมตร เป็นช่วงที่ชาวบ้านแจ้งผลความเสียหายจากน้ำท่วมเพื่อให้ได้รับเงินเยียวยาจากรัฐโดยมีเงื่อนไขว่าไม่สามารถปลูกบริเวณเดิมตรงริมห้วยแม่งูดได้อีก ชาวบ้านจึงขยายพื้นที่ปลูกลำไยให้ห่างจากริมห้วยประมาณ 100 เมตร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการปลูกลำไยนอกฤดูการเพื่อลดอัตราการแข่งขัน แต่ก็ต้องรับมือกับการเพาะปลูกนอกฤดูที่ต้องใช้สารเคมีจำนวนมาก และความเสี่ยงต่อการดอกลำไยหลุดช่วงฤดูฝน การขนส่งขายลำไยมีหลากหลายวิธี เช่น การขายผ่านพ่อค้าคนกลาง ขายให้ล้งจีนใน อ.ดอยเต่า และ อ.จอมทอง
ปัจจุบัน ชุมชนแม่งูดเลี้ยงชีพด้วยการผลิตลำไยนอกฤดู มีการแลกเปลี่ยนแรงงานโดยการว่าจ้างกันเอง ไม่มีการจ้างคนนอกชุมชนเป็นแรงงาน สถานการณ์การเลี้ยงวัวดีขึ้น และยังพบการปลูกข้าวพื้นที่นอกชุมชน
1 รายงานประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) มีข้อบกพร่องในการจัดทำหลายประเด็น ได้แก่
การใช้ข้อมูลอันเป็นเท็จโดยมีการนำรูป และชื่อของชาวบ้านหลายคนมาอ้างใช้ประกอบ EIA เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ โดยรูปที่ใช้อ้างจะสื่อในทำนองว่าหน่วยงานรัฐประชุมพูดคุยให้ประชาชนเข้าใจ ซึ่งความจริงแล้วเป็นเพียงการพบป่ะกันที่ร้านกาแฟ หรือการนั่งทานอาหารที่ร้านลาบเท่านั้น ผู้ถูกอ้างอิงยืนยันว่าไม่ได้สมัครใจให้ข้อมูลของตนเองใช้ประกอบ EIA ทั้งยังมีการอ้างภาพ 3 นักวิชาการได้แก่ อาจารย์สมชาย ปรีชาศิลปกุล, อาจารย์อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์และ อาจารย์ชยันต์ วรรธนะภูติลงใน EIA ทั้งที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
การระบุข้อมูลที่หลีกเลี่ยงการแจ้งข้อมูลที่ควรจะทราบ โดยใน EIA ระบุว่าสถานีสูบน้ำมีบ้านของประชาชนตั้งอยู่ 4 หลัง ส่วนอุโมงค์ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าซึ่งส่วนที่เป็นพื้นที่อาศัยและพื้นที่ทำกินส่วนใหญ่ไม่มีเอกสารสิทธิ แต่ EIA ก็ระบุพื้นที่และกลุ่มเป้าหมายในแนวส่งน้ำในส่วนที่จะต้องสร้างทั้งหมดของโครงการทั้งระบบว่าอาจมีการสัญจรผ่านพื้นที่โครงการดังกล่าวรวมแล้วมากถึง 36 หมู่บ้านใน 3 จังหวัด ซึ่งแทบทั้งหมดเป็นชุมชนชาติพันธุ์ชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง
การไม่ศึกษาข้อมูลที่ได้สอดคล้องกับความจริงอย่างครบถ้วน โดย EIA ระบุข้อมูลในด้านประวัติศาสตร์ของชุมชน และระบบนิเวศป่าไม่ตรงกับความเป็นจริง เช่น อ้างว่าจะนำน้ำมาให้ชาวบ้านทำการเกษตร แต่ชาวบ้านไม่ได้ทำนาที่จริงคือชาวบ้านพึ่งพาการหารายได้จากป่า การระบุว่ากองดินที่พักจากการขุดเจาะจะไม่กระทบต่อชาวบ้านแต่ความเป็นจริงแล้วย่อมจะมีการขนย้ายดินซึ่งอาจทำให้เกิดฝุ่นได้เป็นจำนวนมาก
2 กระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน
มีการจัดการประชุมแสดงความคิดเห็นของชาวบ้าน แต่สถานที่จัดประชุมอยู่ห่างไกลจากชุมชน สภาพแวดล้อมที่ถนนเป็นถนนลูกรัง สภาพภูมิศาสตร์เป็นภูเขา และจัดประชุมในหน้าฝนจึงทำให้เดินทางใช้เวลานานและยากลำบาก เมื่อถึงเวลาประชุมคำถามและข้อคิดเห็นของชาวบ้านกลับถูกไม่ได้รับการใส่ใจในการรับฟังเพื่อประกอบการพิจารณา
3 การเข้าถึงข้อมูลของประชาชน
ในเรื่องเอกสารรายงานประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมในปี 2564 มีประชาชนขอคัดถ่ายเอกสารดังกล่าวแต่ปรากฏว่าได้เอกสารที่มีการถมดำข้อมูลบางส่วนซึ่งทำให้ได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน และยังต้องเสียค่าใช้จ่ายคัดถ่ายเอกสารแก่สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นจำนวนเงินกว่า 20,000 บาท และพึ่งได้เอกสารที่สมบูรณ์เมื่อเดือนกรกฎาคม 2566
ส่วนเรื่องกระบวนการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนครั้งแรกไม่มีการจัดหาล่ามแปลภาษา ประชาชนผู้ที่มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเป็นชาติพันธุ์ที่สามารถสื่อสารภาษาไทยไม่ได้ ส่วนครั้งที่สองมีการจัดหาล่ามแปลภาษามาให้แต่ปรากฏว่าเป็นล่ามคนละภาษากับที่ผู้เข้าร่วมประชุมใช้ ผลจึงเป็นว่าชาวบ้านไม่สามารถเข้าใจเได้นื้อหาการประชุมชี้แจงและไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้
ด้านสิ่งแวดล้อม
การสร้างองค์ประกอบของโครงการย่อมหลีกเลี่ยงการแผ่วถางและขุดเจาะไม่ได้ ผลที่ตามมาจะทำให้ระบบนิเวศของพื้นที่ถูกทำลาย ตัวอย่างเช่น ชาวบ้านแม่เงาอาศัยเฉพาะแม่น้ำและป่าในการดำรงชีพเก็บของป่า เช่น หัวบุกและเห็ดป่าชนิดต่าง ๆ ไม่ได้ประกอบอาชีพการทำนา ส่วนการทำสวนลำไยซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของชุมชนต้องอาศัยน้ำในการดูแล หากระบบนิเวศริมน้ำได้รับผลกระทบวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ย่อมเปลี่ยนไป นอกจากนั้นการผันน้ำจากแม่น้ำยวมซึ่งเป็นแม่น้ำสาขาของแม่น้ำสาละวินซึ่งเป็นแม่น้ำนานาชาติย่อมส่งผลกระทบต่อผู้คนข้ามพรมแดน
ด้านวัฒนธรรม
วิถีชีวิตในการดำรงชีพของชุมชนย่อมเปลี่ยนไปตามผลกระทบของโครงการต่อสิ่งแวดล้อม และยังมีผลต่อเรื่องวัฒนธรรมกับความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิอีก โดยชาวบ้านกล่าวว่าชุมชนแม่เงามีอายุกว่า 200 ปีซึ่งชุมชนมีทั้งเจดีย์ และศาลเจ้าพ่อเก่าแก่อันป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจของชาวบ้าน หากโครงการผันน้ำยวมฯได้ดำเนินการ สิ่งที่เป็นหลักฐานทางจิตวิญญาณเหล่านี้คงศูนย์สลายไป
ด้านการเยียวยาค่าชดเชย
เนื่องจากพื้นที่ก่อสร้างโครงการส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่าสงวนและอุทยานแห่งชาติ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประชาชนผู้อาศัยทำกินไม่มีเอกสารสิทธิจึงทำให้ไม่ได้มีการชดเชยในส่วนนี้ ส่วนที่พัก ที่ดิน พืชที่ปลูกที่อยู่นอกเหนือพื้นที่ป่าสงวนและอุทยานตามรายงาน EIA ให้อิงตามราคาประเมินของกรมธนารักษ์ ยังไม่รวมถึงชาวบ้านบางส่วนไม่มีสถานะบุคคลสัญชาติไทยทำให้เรื่องการชดเชยมีความซับซ้อนมากขึ้นอีก
ด้านสังคมและชุมชน
รายงาน EIA ระบุเพียงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการโดยตรง ซึ่งมีจำนวนเพียง 29 ราย แต่เมื่อพิจารณาในแง่การใช้ประโยชน์ที่ดินของชุมชนร่วมกันในลักษณะของสิทธิชุมชนซึ่งแสดงถึงมิติทางสังคมที่พึ่งพากัน จำนวนผู้ที่จะได้รับผลกระทบจึงไม่ใช่เพียง 29 รายตามปรากฏในรายงาน การปรากฏเลขผู้จะได้รับผลกระทบเพียงน้อยนิดจึงทำให้โครงการจึงดูเหมือนมีความคุ้มค่าทั้งที่ยังขาดการพิจารณาผลกระทบในด้านสังคมและชุมชน
ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม
เนื่องจากโครงสร้างอุโมงส่งน้ำมีการระบุใน EIA ว่าจะมีการพาดผ่านพื้นที่เตรียมประกาศอุทยานแม่เงา ป่าสงวนแห่งชาติ และชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้น 1 A และ 1 B ซึ่งชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้น 1 A มีมติคณะรัฐมนตรีคณะรัฐมนตรีกำหนดห้ามมิให้มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะพื้นที่ป่าไม้เป็นรูปแบบอื่นอย่างเด็ดขาดทุกกรณีเพื่อรักษาไว้เป็นพื้นที่ต้นน้ำ ส่วนชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้น 1 B ก็มีมติคณะรัฐมนตรีกำหนดให้ในกรณีที่ต้องมีการก่อสร้างถนนผ่าน หรือการทำเหมืองแร่ หน่วยงานที่รับผิดชอบจะต้องควบคุมการชะล้างพังทลายของดิน
- การเพิกถอนรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอันเนื่องจากปฏิบัติไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนหรือวิธีการที่กฎหมายกำหนดตาม พรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 ส่วนที่ 4
- การละเมิดสิทธิพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 และ พ.ศ.2560 ได้แก่ สิทธิการรับทราบและเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร สิทธิชุมชน สิทธิการจัดการ บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน
- ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ.2548
- มติคณะรัฐมนตรีเรื่องการกำหนดชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ ปี พ.ศ. 2531-2532
- พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4 (พ.ศ.2559)
- พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562
แหล่งอ้างอิงข้อมูล
- คำฟ้องคดีปกครอง ศาลปกครองเชียงใหม่ หมายเลขคดีดำที่ ส.4/2566
- มาลี สิทธิเกรียงไกร. วิถีการดำรงชีพชาวกะเหรี่ยง ในพื้นที่โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล แนวส่งน้ำยวม-อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล (รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมภาคประชาชน) (พิมพ์ครั้งที่ 1). (2567). เชียงใหม่: ศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
