เสวนา Maekok’s Right Matter สิทธิบนสายน้ำกก (วันที่ 5 ตุลาคม 2568)
อาจารย์ เจ้าหน้าที่และนักศึกษาคลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อมร่วมกับ EarthRights International, The Mekong Butterfly และมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชนจัดเสวนา “Maekok’s Right Matter สิทธิบนสายน้ำกก” เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและแสวงหาช่องทางการแก้ไขปัญหาแม่น้ำกกปนเปื้อสารพิษโลหะหนักซึ่งได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแรร์เอิร์ธในรัฐฉาน เมียนมาร์ โดยรายการเสวนาจะประกอบด้วย
คลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อมขอยกเนื้อหาการเสวนามานำเสนอเป็นประเด็น ๆ ดังต่อไปนี้
พระอาจารย์มหานิคม มหาภินิกขมฺโม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าตอน
ปัญหาแม่น้ำกกเป็นปัญหามลพิษข้ามพรมแดนและมีความซับซ้อน การแก้ไขปัญหาจึงต้องมีความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะหน่วยงานรัฐที่มีความตั้งใจและความพร้อมต่อการแก้ปัญหา
ในพื้นที่ท่าตอนยังมีสิ่งที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนประกอบด้วย การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ การป้องกันมลพิษ และการฟื้นฟูแม่น้ำ หากขาดความจริงใจจากภาครัฐในการแก้ไขปัญหา ปัญหานอกจากจะทำให้การแก้ไขต่อไปเป็นไปได้ยากแล้ว ยังสร้างความเสียหายต่อชุมชนและคนรุ่นหลังจากการถูกพรากวิถีชีวิตที่ต้องสัมพันธ์กับแม่น้ำออกไป เดิมทีแม่น้ำกกเป็นแม่น้ำที่หล่อเลี้ยงทั้งภาคการประมง การเดษตร และด้านวัฒนธรรม ประเพณีสงกรานต์และประเพณีสืบชะตาแม่น้ำที่เคยทำกันมาก็หยุดไปเพราะถูกผลกระทบจากเรื่องนี้
ความเสียหายจากน้ำท่วมเมื่อวันที่ 9 – 10 กันยายน 2567 มวลน้ำได้พาตะกอนพิษจากเหมืองเข้ามาทำลายพื้นที่ไร่นา และบ้านเรือนเสียหายอย่างหนัก จึงขอเรียกร้องต่อการผลักดดันกฎหมายเพื่อให้สามารถเร่งการทำงานของหน่วยงานรัฐได้
ชาญชัย ศรีวชิรพันธ์ อดีตรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าตอน
คุณชาญชัยกล่าวถึงความสำคัญของแม่น้ำกกโดยเล่าว่า ตำบลท่าตอน ซึ่งมี 15 หมู่บ้าน โดย 9 หมู่บ้านตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ครอบคลุมระยะทาง 33 กิโลเมตรในจังหวัดเชียงรายและ 30 กิโลเมตรในจังหวัดเชียงใหม่ ชุมชนประกอบด้วยหลากหลายชาติพันธุ์ เช่น อาข่า ไทใหญ่ และคนพื้นเมือง ที่มีวิถีชีวิตผูกพันกับแม่น้ำมาตั้งแต่ปี 2412 ตามบันทึกการสำรวจของนายคาบอก
ตั้งแต่อดีตเป็นต้นมาแม่น้ำกกมีความสำคัญต่อกิจกรรมการเกษตร การประมง การคมนาคม และการท่องเที่ยว เช่น การล่องแพและเรือซึ่งเป็นช่องทางสร้างรายได้จำนวนไม่น้อยให้กับชุมชน
การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเมื่อปี 2552 เป็นช่วงเวลาที่มีการเริ่มขุดเหมืองแร่ในรัฐฉาน ต่อมาปี 2554 มีการขับไล่ชุมชนในเมียนมาเพื่อนำพื้นที่มาทำเหมือง ผู้คนบางส่วนกลายเป็นแรงงานในเหมือง การดำเนินงานของเหมืองแร่ที่เกิดขึ้นส่งผลให้ตะกอนที่เกิดจากการทำเหมืองไหลลงสู่แม่น้ำกก
เข้าใกล้ปัจจุบันเล็กน้อย ปี 2567 เกิดพายุใหญ่ส่งผลให้น้ำท่วมหนักและได้พัดพาตะกอนพิษท่วมไร่นาและหมู่บ้าน สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อชุมชน บ้าน 11 หลังในหมู่บ้านหลวงพ่อ และรีสอร์ตกว่า 10 หลังถูกน้ำพัดสูญหายไปทั้งอาคาร
เมื่อตรวจสอบจากภาพถ่ายดาวเทียมพบว่ามีการตั้งเหมือง 6 แห่งใกล้แม่น้ำกกในระยะ 2 กิโลเมตร ซึ่งใช้สารเคมีเข้มข้นในการสกัดแร่ เป็นเหตุของการเกิดมลพิษในแม่น้ำอย่างรุนแรง
โซ่อาหารจากแม่น้ำกกเกิดการเปลี่ยนแปลง เดิมในน้ำกกมีปลากว่า 70 สายพันธุ์ ปัจจุบันเหลือเพียง 20 สายพันธุ์ ปลาขนาดเล็กหายไป ปลาขนาดใหญ่ที่จับได้ เช่น ปลาคังและปลาค้าว ราคาตกจาก 250 บาทต่อกิโลกรัมเหลือ 100 บาท เนื่องจากผู้บริโภคกังวลเรื่องสารพิษ นอกจากจะส่งผลกระทบต่อแหล่งอาหารชุมชน เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว ยังสร้างผลกระทบต่อด้านวัฒนธรรมด้วย โดยชุมชนมีการงดประเพณีอุปคุตและสืบชะตาแม่น้ำในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
ท้ายสุดโครงการฝายดักตะกอน 4 แห่ง คุณชาญชัยกล่าวถึงข้อกังวลของตนเองโดยระบุว่า ความลาดชันของแม่น้ำกกสูงถึง 80 เมตร ส่งผลให้กระแสน้ำรุนแรงโดยสภาพอยู่แล้ว หากมีการสร้างฝายกั้นน้ำเพิ่มอีกเกรว่าจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วมและเกิดการสะสมของตะกอนพิษมากขึ้น เขาจึงเรียกร้องให้รัฐทบทวนโครงการ และให้ความสำคัญต่อการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ รวมถึงการมีกระบวนการเยียวยาชุมชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม
เสหละ ลิโป ตัวแทนผู้ได้รับผลกระทบจากหมู่บ้านในพื้นที่
คุณเสหละเล่าถึงประสบการณ์ส่วนตัว โดยฉายภาพให้เห็นว่าตนเองใช้ชีวิตและเติมโตมาอย่างผูกพันธ์กับวิถีชีวิตบนแม่น้ำกก เขาระบุว่าแม่น้ำกกเป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรและการประมง ซึ่งการปลูกข้าวจะปลูกเพื่อยังโดยแบ่งปันกันในชุมชนและขายข้าวที่เหลือเป็นส่วนเกิน ซึ่งภาพที่เกิดในปัจจุบันปรากฏว่าข้าวและปลาที่ผลิตได้ไม่สามารถนำมาขายได้ เนื่องจากผู้ซื้อสินค้าไม่มั่นใจต่อการปนเปื้อนสารพิษ รายได้จึงลดลง โซ่อาหารเกิดความเสียหาย
เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2567 เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ ส่งผลกระทบหลายอย่าง ได้แก่
- บ้านเรือนและทรัพย์สินถูกทำลายเสียหาย มูลค่ากว่า 11 ล้านบาท
- ความช่วยเหลือจากหน่วยงานท้องถิ่นและจังหวัดได้รับเพียงน้อยนิด เขาระบุว่าได้รับเพียงเงินชดเชยที่ล่าช้าและไม่ครอบคลุมความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด
- โครงการฝายดักตะกอนที่วางแผนสร้างใกล้บ้าน สร้างความกังวลต่อผลกระทบที่เกิดจากสารพิษที่ปนเปื้อนในแม่น้ำกก โดยเฉพาะอันตรายต่อเด็กและคนรุ่นหลังที่ไม่รู้ถึงความเสี่ยงเมื่อลงไปเล่นน้ำ
- ปัญหาหนี้สินจากค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมบ้านที่เสียหาย เจ้าหนี้ตามหนี้บ่อยขึ้น เขาจึงเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และหน่วยงานรัฐช่วยประสานงานเพื่อผลักดันการเยียวยาและแก้ปัญหามลพิษ โดยเฉพาะในเรื่องการสื่อสารข้อมูลที่ชัดเจนต่อชุมชน
มนตรี จันทวงศ์ จาก The Mekong Butterfly
ที่ไปที่มาโครงการม่านดักตะกอน
โครงการฝาย/ม่านดักตะกอนมีที่มาจากการตั้งคณะกรรมการและคณะทำงานภายใต้การกำกับของ ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เพื่อศึกษาแนวทางแก้ปัญหาน้ำเสียและตะกอนสารพิษในแม่น้ำกก เดิมมีการเสนอให้สร้างฝายจำนวน 10 แห่ง และใช้พื้นที่หนองน้ำของชุมชนอีก 8 แห่ง งบประมาณรวม 8,000 ล้านบาท ซึ่งโครงการรอบนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จนโครงการถูกชะลอไว้ ต่อมาเมื่อประสบปัญหาแม่น้ำกกปนเปื้อนสารโลหะหนักจึงนำโครงการมาพิจารณาอีกครั้ง ใช้ชื่อว่า “โครงการฝายดักตะกอนลำน้ำกก” ซึ่งมีการลดจำนวนฝายให้เหลือ 4 แห่ง งบประมาณเหลือเพียง 173 ล้านบาท
คุณมนตรียังตั้งคำถามกับการก่อสร้างฝายดักตะกอนในพื้นที่ต้นน้ำเพื่อดักตะกอนไม่ให้ไหลไปสู่ปลายน้ำว่าเป็น
“การทำบุญให้ระบบนิเวศปลายน้ำแบบนี้ ถูกต้องจริงหรือไม่” เนื่องจากผู้ที่ได้รับผลกระทบคือผู้คนที่อยู่ต้นน้ำซึ่งจะรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงระบบน้ำโดยตรง
แบบแปลนโครงการ
โครงการฝาย/ม่านดักตะกอนมีที่มาจากการตั้งคณะกรรมการและคณะทำงานภายใต้การกำกับของ ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เพื่อศึกษาแนวทางแก้ปัญหาน้ำเสียและตะกอนสารพิษในแม่น้ำกก เดิมมีการเสนอให้สร้างฝายจำนวน 10 แห่ง และใช้พื้นที่หนองน้ำของชุมชนอีก 8 แห่ง งบประมาณรวม 8,000 ล้านบาท ซึ่งโครงการรอบนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จนโครงการถูกชะลอไว้ ต่อมาเมื่อประสบปัญหาแม่น้ำกกปนเปื้อนสารโลหะหนักจึงนำโครงการมาพิจารณาอีกครั้ง ใช้ชื่อว่า “โครงการฝายดักตะกอนลำน้ำกก” ซึ่งมีการลดจำนวนฝายให้เหลือ 4 แห่ง งบประมาณเหลือเพียง 173 ล้านบาท
วันที่ 28 สิงหาคม 2568
ปัญหาด้านที่ตั้งฝาย
พื้นที่ก่อสร้างโครงการบางแห่งตั้งอยู่ในเขตน้ำหลากเป็นประจำในฤดูฝน น้ำหลากอาจจะทำให้เครื่องจักรและบ่อเก็บตะกอนเสียหายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากน้ำท่วมสูงเกินกว่าความสูงของบ่อเก็บตะกอน โรงเรือนที่มีเครื่องจักรจะไม่สามารถใช้ทำงานได้ และที่สำคัญคือปัจจุบันยังไม่ทราบระดับน้ำท่วมที่สูงที่สุดในพื้นที่
ปัญหาตะกอนสารพิษ
- ฝายจะทำหน้าที่ดักตะกอนสารพิษที่หน้าฝาย และจะทำให้น้ำไหลช้าลง 80% เมื่อเกิดการสะสมของตะกอนพิษในพื้นที่เหนือฝายและบ่อเก็บตะกอน เมื่อถึงฤดูน้ำหลากตะกอนพิษเหล่านี้จะถูกกระแสน้ำหลากพัดไปยังพื้นที่ปลายน้ำซึ่งเป็นพื้นที่เกษตกรรมของจังหวัดเชียงราย
- เครื่องสูบตะกอนสามารถทำงานได้เพียงช่วงหน้าแล้ง 4 เดือน ส่งผลให้ไม่มีสิ่งรับประกันว่าตะกอนที่อยู่หน้าฝายจะถูกนำไปจำกัดได้มากน้อยแค่ไหน หรือ ถูกปล่อยพักไว้จนฤดูน้ำหลากพัดพาตะกอนเอ่อล้นริมแม่น้ำ
- แผนกำจัดตะกอนเบื้องต้น การกำจัดตะกอนจะขนย้ายไปฝังกลบที่จังหวัดสระบุรี หากชาวสระบุรีไม่ต้องการ รัฐมีแผนสำรองหรือไม่ ในส่วนนี้ยังไม่มีการให้คำตอบที่ชัดเจน
การทำรายงาน EIA ของโครงการ
ปกติแล้วโครงการที่จะสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจะต้องมีการทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ Environmental Impact Assessment (EIA) ตามรายการประเภทโครงการหรือกิจกรรมที่พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 (พรบ.สิ่งแวดล้อม) กำหนด แต่สำหรับโครงการฝายดักตะกอนแม้จะไม่เข้าเกณฑ์การจัดทำรายงาน ตามระเบียบกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ออกภายใต้พรบ.สิ่งแวดล้อม แต่เมื่อฝายทั้งหมดมีที่ตั้งอยู่บนแม่น้ำกกซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลัก ขอบเขตผลกระทบจึงจะเกิดขึ้นเป็นวงกว้าง กรมทรัพยากรน้ำซึ่งเป็นเจ้าของโครงการจึงควรแสดงความรับผิดชอบต่อสาธารณะ โดยการจัดทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างโปร่งใสและจัดทำการรับฟังความคิดเห็นอย่างมีส่วนร่วมโดยการฟังเสียงของชุมชนเป็นสิ่งสำคัญ
ต้นเหตุของปัญหา และ สิ่งที่ควรทำ
คุณมนตรีย้ำว่า การแก้ปัญหาที่แท้จริงของแม่น้ำกกอยู่ที่ “ต้นทาง” ซึ่งเกิดจากการปนเปื้อนสารพิษจากเหมืองแรร์เอิร์ธในรัฐฉาน ผลกระทบไม่ได้เกิดเฉพาะที่ปลายน้ำในจังหวัดเชียงราย เขากล่าวว่าขณะนี้เราพยายามแก้ปัญหาด้วยโครงสร้างขนาดใหญ่ที่ยังไม่แน่ใจว่าจะได้ผลจริงหรือไม่ สิ่งที่ควรทำคือการไปเจรจากับทางเมียนมาและบริษัทที่ทำเหมืองเพื่อให้หยุดการปล่อยของ้เสียลงแม่น้ำตั้งแต่ต้นทาง
ข้อคิดเห็นส่งท้าย
คุณมนตรีกล่าวว่า “โครงการต้องไม่เป็นการทดลองทางเทคนิคของหน่วยงานรัฐ และ ชีวิตของชาวบ้านและระบบนิเวศไม่ควรถูกใช้เป็นสนามทดลองของนโยบายที่ยังไม่มีข้อมูลรองรับ”
กรกนก วัฒนภูมิ จาก EarthRights International
พลังงานสะอาดเป็นสิ่งที่ดีต่อโลกจริงหรือไม่
คุณกรกนกได้ยกตัวอย่างว่า เบื้องหลังแร่แรร์เอิร์ธกว่า 17 ชนิด ตัวอย่าง เช่น ดิสโพรเซียม (Disprosium) หรือเทอร์เบียม (Terbium) แท้ที่จริงแล้วถูกใช้กับสิ่งของรอบตัวเราไม่ว่าจะเป็น มือถือ สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า กังหันลม จนไปถึงกระทั้งอาวุธยุทธภัณฑ์ ซึ่งอาจจะนำไปสู่การตั้งคำถามว่าจริง ๆ แล้วพลังงานสะอาดที่ได้มาจากแร่แรร์เอิร์ธ ดีต่อโลกจริงหรือไม่
เทคโนโลยีสีเขียวกับรอยนิ้วมือของแร่แรร์เอิร์ธที่ปรากฏ
ปัจจุบันขณะที่ผู้บริโภคชื่นชมเทคโนโลยีสีเขียว ส่วนคนในพื้นที่ต้นน้ำต้องเผชิญกับสารพิษและผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่รุนแรง เมื่อผลตรวจตัวอย่างดินและน้ำบริเวณแม่น้ำกกในประเทศไทย ตรวจโดยทีมของอาจารย์ธนพล เพ็ญรัตน์ จากมหาวิทยาลัยนเรศวร ปรากฏพบรอยนิ้วมือของธาตุดิสโพรเซียม โดยตรงกับแร่แรร์เอิร์ธในรัฐคะฉิ่นของเมียนมา ดังนั้นสิ่งนี้จึงเป็นหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์ที่แสดงชัดว่ามลพิษได้เข้ามาถึงประเทศไทยแล้ว
แรร์เอิร์ธใครถือครองบ้าง ?
ปัจจุบัน 70% ของแรร์เอิร์ธทั่วโลกอยู่ภายใต้การควบคุมของจีน และ กว่า 85% ของกระบวนการสกัดเกิดในจีนเอง และจะส่งต่อไปโรงงานผลิตสินค้าในยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ หนึ่งในนั้นมีเยอรมนีที่เป็นอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและกังหันลมขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง นอกจากนนี้จีนยังเป็นผู้ใช้แรร์แรร์เอิร์ธรายใหญ่ของโลกอีกด้วย โดยมีกิจกรรมหลอมและผลิตแบตเตอรี่ รถยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในทุก ๆ วัน
ระบบการตรวจสอบย้อนกลับ
เมื่อห่วงโซ่อุปทานแร่แรร์เอิร์ธแทบจะไม่มีระบบตรวจสอบย้อนกลับ หลักการธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (UNGP) จึงกำลังถูกท้าทาย โดยเฉพาะหลักการในข้อที่ 17 ซึ่งกำหนดให้ทุกบริษัทต้องทำ “การตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน” (Human Rights Due Diligence) เพื่อป้องกันผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทาน
ตัวอย่างมาตรการของประเทศที่มีความก้าวหน้าของ UNGP
- เยอรมนี ได้ออกกฎหมายการตรวจสอบห่วงซาอุปทาน หรือ Germany Supply Chain Due Diligence Act ซึ่งบังคับให้บริษัทตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก พร้อมจัดตั้งหน่วยรับเรื่องร้องเรียนจากผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง
- สหภาพยุโรป (EU) เตรียมใช้กฎหมาย Corporate Sustainability Due Diligence Directive (CSDDD) ในปี 2027 บังคับให้บริษัทในยุโรปต้องติดตามความเสี่ยงสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมตลอดสายการผลิต รวมถึงกรณีเหมืองแร่
- โซนยุโรป แบตเตอรี่ก็มีการออกกฎหมายเฉพาะ ส่วนระดับอุตสาหกรรม ยังมีโครงการรับรอง “การทำเหมืองอย่างรับผิดชอบ” (Responsible Mining Initiative) ที่พยายามยกระดับมาตรฐานแบบสมัครใจ
- ส่วนประเทศจีนเองก็มีกฎระเบียบว่าก้วยการจัดการแร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earth Management Regulation) ที่เข้มงวดภายในประเทศ กำหนดให้ผู้ผลิตต้องรายงานข้อมูลการผลิตและการซื้อขายทุกเดือนผ่านระบบออนไลน์ของรัฐ แต่กฎหมายนี้ใช้ได้เฉพาะภายในจีนไม่ครอบคลุมถึงกิจการของบริษัทจีนที่ดำเนินการทำเหมืองในต่างประเทศ
ข้อเสนอ “กลไกข้ามพรมแดน”
คุณกรกนกเสนอว่าในระดับภูมิภาครวมถึงประเทศไทยด้วยต้องมี “กลไกข้ามพรมแดน” เพื่อมีการจัดการกับการลงทุนและอุตสาหกรรมที่มีความเชื่องโยงกันในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งลุ่มน้ำโขงและชายแดนไทย – เมียนมา ซึ่งเธอย้ำว่าระบบตรวจสอบย้อนกลับต้องไม่ใช่แค่ภาคเอกชนสมัครใจทำ แต่รัฐควรบังคับให้มีมาตรฐานเดียวกัน และเปิดช่องให้ประชาชนสามารถร้องเรียนหรือฟ้องร้องได้ อีกทั้งบริษัทปลายน้ำที่ได้กำไรจากสินค้าที่มีแรร์เอิร์ธเป็นส่วนประกอบ ต้องร่วมรับผิดชอบต่อผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนในต้นทางด้วย
ข้อคิดเห็นส่งท้าย
เธอกล่าวว่า “อย่าดูแคลนสิทธิของผู้ซื้อ เพราะแม้แต่ผู้บริโภคธรรมดาก็สามารถใช้สิทธิเรียกร้องต่อบริษัทได้” และ “คุณแน่ใจหรือไม่ว่าสินค้าที่อยู่ในมือคุณไม่ได้มาจากเหมืองแร่ในรัฐฉานที่กำลังทำลายชีวิตผู้คนอยู่ตอนนี้“
อาจารย์อริศรา เหล็กคำ จากสำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
ภาพจาก; Facebook Page The Mekong Butterfly, “Maekok’ Rights Matter: สิทธิบนสายน้ำกก”, วันที่ 6 ตุลาคม 2568
แนวคิด “สิทธิของแม่น้ำ” (Rights of Rivers)
อาจารย์อริศรากล่าวว่า แนวคิดเรื่อง “สิทธิของแม่น้ำ” (Rights of Rivers) ด้วยความพยายามของชุมชนท้องถิ่นและชนพื้นเมืองที่วิถีชีวิตผูกพันกับสายน้ำ โดยผลักดันให้ธรรมชาติต้องได้รับการคุ้มครองในฐานะของ “สิ่งมีชีวิต” ซึ่งมีสิทธิเช่นเดียวกับมนุษย์ ไม่ใช่เพียงทรัพยากรที่ถูกการใช้ประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว ในทศรรษที่ผ่านมา สิทธิของแม่น้ำจึงได้มีการยอมรับและกล่าวถึงกันมากยิ่งขึ้น
ตัวอย่างแม่น้ำที่มีสิทธิ
1 แม่น้ำวังกานุย (Whanganui River) นิวซีแลนด์ มีการออกกฎหมายเพื่อรองรับสถานะของแม่น้ำให้มีสิทธิเทียบเท่ามนุษย์ในปี ค.ศ.2017 พร้อมแต่งตั้ง ผู้พิทักษ์แม่น้ำ จากทั้งภาครัฐและชุมชนท้องถิ่นเพื่อทำหน้าที่ดูแล ซึ่งมีพื้นฐานแนวคิดคือ “I am the river, and the river is me”
2 แม่น้ำอาโตราโต (Atrato River) โคลอมเบีย ศาลรัฐธรรมนูญมีคำพิพากษาเพื่อรับรองสทธิของแม่น้ำให้เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสิทธิในความบริสุทธิ์และต้องได้รับการฟื้นฟูทางนิเวศหลังรับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการทำเหมืองทางผิดกฎหมาย
3 ทะเลสาบมาร์ เมนอร์ (Mar Menor) สเปน มีการออกกฎหมายรับรองสิทธิของระบบนิเวศในทะเลสาบภายหลังเกิดมลพิษจากการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนจนระบบนิเวศเสื่อมโทรมและปลาตายเป็นจำนวนมาก
กระแสการยอมรับ “สิทธิของธรรมชาติ”
สิทธิของธรรมชาติได้รับการตอบรับและถูกพัฒนาไปสู่ระดับสากล องค์กร Earth Law Center และเครือข่ายระดับโลกได้พยายามผลักดันร่าง “ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิของแม่น้ำ (Universal Declaration of the Rights of Rivers)” ซึ่งระบุสิทธิพื้นฐานไว้ 6 ประการ
1) สิทธิในการไหลตามธรรมชาติ
2) สิทธิในการคงความสมบูรณ์ทางนิเวศ
3) สิทธิที่จะปราศจากมลพิษ
4) สิทธิในการหล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิตอื่นอย่างยั่งยืน
5) สิทธิในการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และ
6) สิทธิในการฟื้นฟูสภาพ
จะเห็นได้ว่าหลักคิดจากฐานสิทธิเหล่านี้ทำให้กรอบการมองธรรมชาติไม่ใช่เพียงทรัพยากร แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องได้รับการคุ้มครองเช่นเดียวกับมนุษย์
กรณีของกฎหมายระหว่างประเทศในประเด็นผลกระทบข้ามพรมแดน
ปัจจุบันกฎหมายระหว่างประเทศไม่มีสนธิสัญญาใดที่รับรองสิทธิของแม่น้ำอย่างเป็นทางการในระดับข้ามพรมแดน แต่สิ่งที่มีอยู่คือ หลักการ “ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายข้ามแดน” (No-Harm Principle) ซึ่งถือเป็นจารีตระหว่างประเทศที่ยอมรับกันมาช้านาน โดยกำหนดให้รัฐมีสิทธิใช้ทรัพยากรของตนได้ ตราบเท่าที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อดินแดนหรือประชาชนของรัฐอื่น
หลักการ “ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายข้ามแดน” (No-Harm Principle)
หลักการนี้ได้รับการตอกย้ำผ่านหลายคดีสำคัญในศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice) ตัวอย่างเช่น
- คดี Trail Smelter ระหว่างสหรัฐฯ กับแคนาดา ที่ศาลตัดสินให้รัฐต้องรับผิดชอบต่อมลพิษข้ามแดนจากโรงถลุงโลหะ คดีระหว่าง คอสตาริกาและนิการากัว ซึ่งศาลสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมจากการขุดคลองเบี่ยงทางน้ำโดยไม่ทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)
- คดีโรงงานกระดาษระหว่างอุรุกวัยและอาร์เจนตินา ศาลย้ำว่าการทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA เป็นพันธกรณีระหว่างประเทศ
อาจารย์อริศราชี้ว่า คดีทั้งสองสะท้อนหลักการร่วมกันว่า ว่า “รัฐมีหน้าที่ป้องกันและระมัดระวังไม่ให้กิจกรรมภายในประเทศของตนก่อผลกระทบต่อรัฐเพื่อนบ้าน” ซึ่งเมื่อนำมาพิจารณาปรับใช้กับกรณีเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในรัฐฉาน ก็อาจนำไปสู่การเรียกร้องความรับผิดชอบของรัฐเมียนมา หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทานเหมืองแร่แรร์เอิร์ธนี้
บทบาทและสิ่งที่ต้องทำของรัฐไทย
อาจารย์กล่าวว่า “การจัดทำฐานข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์เพื่อพิสูจน์ความเสียหาย” เป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากเป็นเงื่อนไขที่สำคัญในการผลักดันให้เกิดกระบวนการชดเชย ฟื้นฟู หรือการเรียกร้องในเวทีอาเซียนซึ่งประเทศไทยสามารถเป็นผู้มีบทบาทนำได้
เวทีอาเซียน
อาจารย์กล่าวว่า ประเทศไทยควรผลักดันให้ประเด็นมลพิษข้ามพรมแดนจากเหมืองแร่และการจัดการแร่หายากถูกหยิบยกขึ้นในเวทีอาเซียน โดยเฉพาะการประชุมรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมในเดือนตุลาคมนี้ (วันที่ 15 ตุลาคม 2568) เพื่อผลักดันให้มีนโยบายร่วมระดับภูมิภาคว่าด้วยการจัดการแร่และมลพิษข้ามพรมแดนให้สอดคล้องกับหลักของสหประชาชาติ และสร้างกลไกตรวจสอบร่วมกัน
ข้อคิดเห็นส่งท้าย
“การเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ชายแดนไม่ควรเป็นเพียงภาระของชุมชนเท่านั้น แต่ต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐในฐานะภาคีผู้รับผิดชอบต่อแม่น้ำสายเดียวกัน”
“ในอนาคต เราอาจต้องคิดถึงกองทุนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมระดับภูมิภาค และสร้างผู้พิทักษ์แม่น้ำข้ามพรมแดน เพื่อปกป้องสิทธิของแม่น้ำและสิทธิของผู้คนที่ผูกพันกับสายน้ำเหล่านั้น”
อาจารย์ ดร. สงกรานต์ ป้องบุญจันทร์ จากคลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อม
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
การพิจารณาการแก้ปัญหาในระบบกฎหมายไทย
อาจารย์กล่าวว่า การแก้ไขปัญหามลพิษในแม่น้ำกกต้องมีการพิจารณากฎหมายอย่างเป็นระบบในหลายชั้น โดยเริ่มจากระดับสิทธิมนุษยชนสากล กฎหมายรัฐธรรมนูญ ไปจนถึงกฎหมายภายในประเทศ โดยตั้งต้นจากหลักสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนพึงมี โดยเฉพาะ “สิทธิในการมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี” ซึ่ง องค์การสหประชาชาติ หรือ UN มีมติรับรองเป็นสิทธิมนุษยชนสากลเมื่อปี 2565 และบัญญัติสิทธิไว้รัฐธรรมนูญไทย 2560 รวมถึงพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ 2550 ที่ยืนยันว่าคนไทยทุกคนมีสิทธิได้รับการคุ้มครองจากผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม
การบังคับใช้กฎหมาย
อาจารย์กล่าวว่า “สิทธิจะมีความหมายก็ต่อเมื่อมีผู้รับผิดชอบทำให้สิทธินั้นเกิดขึ้นจริง” ซึ่งรัฐไทยที่มีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และจัดการทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อนดำเนินโครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือสุขภาพของชุมชน
กรณีการเสนอสร้างโครงการฝายดักตะกอน อาจารย์สงกรานต์ย้ำว่า โครงการนี้รัฐต้องศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EIA/EHIA) อย่างรอบด้านก่อนที่จะดำเนินโครงการ
การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารด้านสิ่งแวดล้อม
กฎหมายได้ระบุชัดเจนว่าหน่วยงานของรัฐต้องเปิดเผยข้อมูลข่าวสารด้านสิ่งแวลดล้อมให้กับประชาชนอย่างโปร่งใส ซึ่งหากพบความเสี่ยงหรืออันตรายจากมลพิษ รัฐก็ต้องแจ้งวิธีการป้องกันตนเองแก่ประชาชนโดยทันที เนื่องจากรัฐมีทรัพยากรและข้อมูลมากกว่าที่ประชาชนมี ศักยภาพส่วนนี้จึงต้องใช้เพื่อปกป้องสิทธิของประชาชนอย่างแท้จริง
มาตรการทางกฎหมายที่สามารถนำมาใช้ได้ทันที
อาจารย์กล่าวว่ามาตรการที่สามารถบังคับใช้ได้ทันที มีอย่างน้อย 3 มาตราการ ได้แก่
1 นายกรัฐมนตรีสามารถใช้อำนาจตามมาตรา 9 ของพรบ.สิ่งแวดล้อม ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อสั่งการควบคุมหรือบรรเทาผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ร้ายแรงได้ ซึ่งมาตราการนี้เคยใช้ในกรณีปัญหาฝุ่น PM 2.5 มาก่อน
2 การประกาศพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม ตามมาตรา 43 ของพรบ.สิ่งแวดล้อม มีผลให้รัฐมีอำนาจจำกัดกิจกรรมบางประเภทในพื้นที่ได้ เช่น การดูดทรายจากแม่น้ำที่อาจมีการปนเปื้อนโลหะหนัก
3 การประกาศเขตควบคุมมลพิษ อาศัยอำนาจตามกฎหมายฉบับเดียวกัน คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) สามารถการจัดทำแผนป้องกันและขจัดมลพิษอย่างเป็นระบบ และให้มีการสำรวจแหล่งกำเนิดมลพิษและกำหนดวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างชัดเจน
ปัญหาที่เกิดขึ้น “มีกฎหมาย แต่กลไกไม่ทำงาน หน่วยงานที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่”
อาจารย์ชี้ว่า ปัญหาปัจจุบันนี้ไม่ใช่เรื่องการขาดพร่องของกฎหมายแต่อยู่ที่ กลไกไม่ทำงาน และ หน่วยงานไม่ปฏิบัติหน้าที่ แม้ว่าจะมีกฎหมายมอบอำนาจไว้ชัดเจนก็ตาม ตัวอย่างเช่น
1 กรมควบคุมมลพิษ ซึ่งมีหน้าที่หลักด้านความรู้และการประสานงานในกรณีมลพิษข้ามพรมแดน
2 กรมทรัพยากรน้ำ ซึ่งสามารถเสนอให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจพิเศษเพื่อออกมาตรการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ โดยสามารถจัดสรรงบประมาณฉุกเฉินได้
3 กรมชลประทาน ซึ่งต้องมีแผนป้องกันความเสียหายจากน้ำที่ปนเปื้อนซึ่งอาจส่งผลต่อพื้นที่การเกษตรและทรัพย์สินของประชาชน
การมีส่วนร่วมของประชาชนในการเรียกร้องตามสิทธิหน้าที่
อาจารย์ย้ำว่า สิทธิในทางกฎหมายจะไม่มีความหมาย ถ้าเราไม่เรียกร้องให้รัฐทำหน้าที่ และภาคประชาชนไม่ควรนั่งรอหน่วยงานรัฐดำเนินการเพียงฝ่ายเดียว เพราะสิทธิเป็นสิ่งที่ต้องดึงมาใช้ มิฉะนั้นจะเป็นเพียงตัวหนังสือในกฎหมายที่ไร้ผลในทางปฏิบัติ
อาจารย์เสอนว่า ประชาชนควรใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 43 ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนรวมตัวกันเข้าชื่อเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน เช่น การเรียกร้องให้มีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมก่อนสร้างฝาย หรือให้ยุติโครงการที่อาจก่อผลกระทบทางลบได้
การดำเนินการระยะสั้น
อาจารย์เสนอว่า ประชาชนควรมีสิทธิรับรู้ข้อมูลสถานการณ์การปนเปื้อน ระดับความรุนแรง และขอบเขตของผลกระทบ เพื่อจะได้วางแผนชีวิตและการประกอบอาชีพได้อย่างเหมาะสม และควรเรียกร้องให้รัฐดำเนินการกับแหล่งกำเนิดมลพิษจากฝั่งเมียนมาอย่างจริงจัง ผ่านกลไกการทูตและความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของรัฐบาลไทย
มองไปถึงระยะยาว
อาจารย์เน้นย้ำถึงการฟื้นฟูแหล่งน้ำ หากแม่น้ำยังคงมีสารพิษตกค้าง การฟื้นฟูแหล่งน้ำจึงเป็นภารกิจสำคัญไม่แพ้การหยุดยั้งแหล่งกำเนิดมลพิษ เพราะหากไม่มีการฟื้นฟู สารพิษจะยังคงเป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของผู้คนในลุ่มน้ำกกต่อไป
ข้อคิดเห็นส่งท้าย
“ไม่มีใครเข้าใจปัญหาได้ลึกซึ้งเท่ากับประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง”
“การแก้ปัญหาจะเกิดผลจริงได้ก็ต่อเมื่อภาครัฐเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น มิฉะนั้นการแก้ปัญหาอาจกระทบอาจกลายเป็นการสร้างภัยใหม่ซ้ำเติมสิ่งแวดล้อมเสียเอง”
สมพร เพ็งค่ำ จากสถาบันพัฒนาระบบประเมินผลกระทบทางสุขภาพโดยชุมชน
ระบบการติดตามและประเมินผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน
เธอกล่าวว่า ระบบติดตามและประเมินผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่มีความจำเป็นต้องพัฒนาอย่างเร่งด่วน โดยต้องมีประชาชนเป็นศูนย์กลางของการเฝ้าระวัง โดยเธอย้ำว่า “ไม่มีใครรู้จักบ้านเราและชีวิตเราดีเท่าตัวเราเอง” ดังนั้นการเฝ้าระวังจึงเป็นภารกิจร่วมของประชาชนในพื้นที่ที่ต้องใช้ข้อมูลจริง เพื่อสนับสนุนให้เกิดกระบวนการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนอกจากนี้รัฐเองก็ยังคงมีหน้าที่ในส่วนนี้
กรอบการคิดเชิงระบบในการประเมินผลกระทบ
เธอกล่าวว่า กรอบคิดเชิงระบบในการประเมินผลกระทบต้องมองตั้งแต่ แหล่งกำเนิดมลพิษ การเคลื่อนที่ของมลพิษ กลุ่มประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เข้าใจเส้นทางการปนเปื้อนทั้งหมด
ในกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ แหล่งกำเนิดมลพิษคือเหมืองแร่ในรัฐฉานที่อยู่ต้นน้ำของแม่น้ำสายและแม่น้ำโขง มลพิษที่เกิดขึ้นจะไหลลงสู่ลำน้ำที่เชื่อมต่อกับฝั่งประเทศไทย มีผลให้ชุมชนที่อยู่ปลายน้ำในจังหวัดเชียงรายและจังหวัดเชียงใหม่ได้รับความเสี่ยงการรับสารพิษในลักษณะที่แตกต่างกันออกไป
การทำเหมืองแรร์เอิร์ธ
การทำเหมืองแรร์เอิร์ธในพื้นที่ภูเขาเป็นกระบวนการที่ใช้สารเคมีอย่างเข้มข้น คนงานจะฉีดสารเคมีลงไปในดินภูเขาเพื่อให้โลหะหายากละลายออกมา สารละลายเหล่านี้ไม่ได้ดึงเฉพาะแรร์เอิร์ธเท่านั้น แต่ยังละลายโลหะหนักอื่น ๆ เช่น ตะกั่ว แคดเมียม และสารพิษตกค้างในชั้นหินออกมาด้วย น้ำที่ใช้ในกระบวนการเหล่านี้จะถูกปั๊มขึ้นจากแม่น้ำและไหลกลับลงสู่ลำน้ำหลังจากผ่านขั้นตอนสกัด ทำให้มลพิษสะสมและเคลื่อนที่ไปตามสายน้ำอย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่น่ากังวลใจคือ บ่อพักตะกอนและฝายกักเก็บน้ำในพื้นที่เหมืองซึ่งตั้งอยู่บนภูเขาไม่มีระบบป้องกันที่รัดกุม ฉะนั้นสารเคมีและตะกอนปนเปื้อนจึงมีโอกาสไหลลงสู่แม่น้ำได้โดยตรง โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน ซึ่งมีข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมและรายงานจากนักวิจัยในอังกฤษว่า เหมืองในรัฐฉานมีลักษณะการขุดเปิดหน้าดินหลายจุด และบางจุดอยู่ห่างจากต้นน้ำของไทยเพียงไม่กี่สิบกิโลเมตร
ภาพการทำเหมืองแร่แบบ In situ – leaching process
ภาพถ่ายทางอากาศ การทำเหมืองแบบ In situ leaching เมืองปาง เมียนมา
ความสำคัญของการทำความเข้าใจระบบเหมือง
คุณสมพรย้ำถึงความสำคัญของการทำความเข้าใจระบบเหมือง เนื่องจากว่าหากมีการออกแบบระบบผิด ผลกระทบจะย้อนกลับมารุนแรงมากกว่าเดิม เธออธิบายเพิ่มว่าการสร้างฝายดักตะกอนหรือบ่อพักน้ำโดยปราศจากการศึกษาการไหลของมลพิษอย่างถี่ถ้วน อาจทำให้สารพิษสะสมในชั้นดินหรือชั้นตะกอนของแม่น้ำในระยะยาว ซึ่งท้ายที่สุดจะเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารของคนในพื้นที่ต่อไปในอนาคต
ข้อมูลมาตรฐานการปนเปื้อนกับความเสี่ยงการสะสมสารพิษ
ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษของไทยพบว่า น้ำในพื้นที่ชายแดนมีการปนเปื้อนของโลหะหนักหลายชนิดในระดับที่ “ยังไม่เกินมาตรฐาน” แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
คุณสมพรเตือนว่า “ค่ามาตรฐานในวันนี้ไม่ได้หมายความว่าพรุ่งนี้จะปลอดภัย” เพราะสารพิษในดินและตะกอนในน้ำสามารถสะสมในระบบนิเวศได้เป็นระยะเวลานานหลายปี ซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพของผู้คนโดยไม่รู้ตัว ตัวอย่างผลกระทบสุขภาพที่ตรวจพบแล้วในบางพื้นที่ของประเทศไทย เช่น อาการผิดปกติของระบบประสาท การพัฒนาการล่าช้าในเด็ก ภาวะเครียด และโรคที่เกี่ยวข้องกับโลหะหนักในเลือด ซึ่งมีกลุ่มเสี่ยงสูงสุดคือเด็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้สูงอายุ
ข้าวและน้ำ – ตัวกลางรับสารพิษ
ข้าวและน้ำเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องบริโภคอยู่ทุกวัน หากข้าวและน้ำปนเปื้อนสารพิษจะทำให้สารพิษเข้าสู่ร่างกายอย่างต่อเนื่องและไม่รู้ตัว ดังนั้นการตรวจคุณภาพน้ำและทดสอบข้าวรวมถึงพืชพรรณในพื้นที่จึงเป็นสิ่งสำคัญ
การเฝ้าระวังสุขภาพต้องยกระดับสู่การประเมินความเสี่ยงด้วยตนเองของชุมชน
คุณสมพรเสนอว่า ในระดับนโยบาย ระบบการเฝ้าระวังสุขภาพควรถูกยกระดับให้ชาวบ้านสามารถ “ประเมินความเสี่ยงด้วยตนเอง” ผ่านเครื่องมือออนไลน์ เช่น แบบประเมินของกรมควบคุมโรค ที่ประชาชนสามารถกรอกข้อมูลเกี่ยวกับน้ำ อาหาร และสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ของตนเองได้โดยตรง เมื่อมีข้อมูลเข้าสู่ระบบ กระทรวงสาธารณสุขสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อตรวจยืนยันเพิ่มเติม เช่น การตรวจปัสสาวะหาสารโลหะหนัก
ความไม่เพียงพอของระบบเฝ้าระวังที่มีอยู่
คุณสมพรมองว่า ระบบเฝ้าระวังที่มีอยู่ขณะนี้ยังไม่เพียงพอ ยิ่งในระดับท้องถิ่นซึ่งขาดงบประมาณและบุคลากร ตัวอย่างเช่น องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือ เทศบาลขนาดเล็ก ๆ ที่ยังไม่มีศักยภาพในการจัดการตะกอนหรือน้ำเสียที่มีการปนเปื้อนสารเคมีในพื้นที่
การแก้ปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ นักวิชาการ และประชาชนในพื้นที่ เพื่อสร้าง “ระบบเฝ้าระวังสุขภาพโดยชุมชน” ที่ยั่งยืน และเพื่อให้ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปใช้ในการผลักดันเชิงนโยบายทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ
ข้อคิดเห็นทิ้งท้าย
“มลพิษไม่รู้จักเส้นเขตแดน น้ำที่ไหลจากเขาในรัฐฉานคือสายน้ำเดียวกับที่เราดื่มกินในเชียงรายและเชียงใหม่”
แหล่งอ้างอิง
ภาพถ่าย:
1 นักศึกษาคลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อม ปีการศึกษาที่ 1/2568
2 Facebook Page The Mekong Butterfly, “Maekok’ Rights Matter: สิทธิบนสายน้ำกก” วันที่ 6 ตุลาคม 2568 https://www.facebook.com/share/p/17ecanFbZc/
เนื้อหา:
1 Facebook Page The Mekong Butterfly, “Maekok’ Rights Matter: สิทธิบนสายน้ำกก” วันที่ 6 ตุลาคม 2568 https://www.facebook.com/share/p/17ecanFbZc/
หมายเหตุ: เนื้อหาทั้งหมดผู้เรียบเรียงหยิบยกมาจาก Facebook Page The Mekong Butterfly, “Maekok’ Rights Matter: สิทธิบนสายน้ำกก” วันที่ 6 ตุลาคม 2568 โดยมีการปรับแต่งและเพิ่มเติมถ้อยคำเพียงเล็กน้อย
เรียบเรียงโดย
