พื้นที่ได้รับผลกระทบ : พื้นที่สองริมตลิ่งแม่น้ำปิง และส่งผลกระทบต่อผู้ใช้น้ำตลอดทั้งสาย รวมถึงประชาชนจังหวัดลำพูนผู้ใช้น้ำปลายแม่น้ำอีกด้วย
Out Line ข้อมูล
โครงการรื้อถอนฝายโบราณ 3 แห่งในแม่น้ำปิงมีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้ร่องน้ำแม่น้ำปิงมีความคล่องตัวในการระบายน้ำมากขึ้น ไม่มีสิ่งกีดขวางลำน้ำ ทำให้สามารถระบายน้ำออกจากพื้นที่ได้คล่องตัวขึ้นนำไปสู่การลดแนวโน้มการเกิดน้ำท่วมในพื้นที่เมืองเชียงใหม่ แต่อย่างไรก็ตามพื้นที่โครงการระหว่างสะพานข้ามแม่น้ำภาค 5 และ ประตูระบายน้ำป่าแดด มีฝายชะลอน้ำโบราณอยู่ 3 แห่ง ได้แก่ ฝายพญาคำ ฝายหนองผึ้ง และฝายท่าวังตาล ฝายทั้ง 3 แห่งโดยเฉพาะฝายพญาคำมีความสำคัญในการช่วยยกระดับน้ำให้สูงขึ้นเพื่อให้น้ำสามารถผันเข้าสู่ลำเหมืองฝายพญาคำเพื่อส่งต่อน้ำผ่านชุมชนเมืองริมแม่น้ำฝั่งตะวันออกผ่านออกไปยังพื้นที่เกษตร เช่น ไร่สวนและที่นาเป็นพื้นที่รับน้ำจากฝายพญาคำประมาณ 32,000 ไร่ ครอบคลุม 3 อำเภอ 9 ตำบลได้แก่ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ตำบลหนองหอย ตำบลท่าศาลา อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ตำบลไชยสถาน ตำบลหนองผึ้งตำบลหนองแฝก ตำบลยางเนิ้ง ตำบลสารภี ตำบลชมภู และปลายแม่น้ำปิงที่จะไหลไปสู่แม่น้ำกวง อำเภอเมือง ตำบลอุโมงค์ จังหวัดลำพูน หากฝายถูกรื้อถอนจะกระทบต่อเกษตรกรผู้ใช้น้ำในการผันน้ำเข้าที่นาและไร่สวนซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรมท้ายแม่น้ำปิงเป็นจำนวนไม่น้อย
ด้านประวัติศาสตร์การจัดการน้ำของเมืองเชียงใหม่ ในอดีตมีแก่เหมือง แก่ฝาย เป็นผู้ดูแลและจัดการระบบเหมืองฝายท้องถิ่นเพื่อใช้ผันน้ำในการทำการเกษตรตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นตามมังรายศาสตร์ ความสำคัญของระบบเหมืองฝายนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบริบทในอดีต เนื่องจากอาชีพที่คนส่วนมากในอดีตคือการเพาะปลูก เชียงใหม่ในอดีตขนานนามว่าเป็นดินแดนล้านนา ซึ่งมีความหมายว่าดินแดนที่มีพื้นที่เพาะปลูกเป็นล้านล้านไร่ การเกิดขึ้นของระบบเหมืองฝายก็เพื่อตอบสนองต่อบริบทการเพาะปลูกที่มีจำนวนมากในอดีต การจัดการใช้ประโยชน์และบำรุงรักษาจึงอาศัยการช่วยเหลือกันของคนในชุมชนตลอดลำแม่น้ำปิง
ปัญหาการรื้อถอนเหมืองฝายทั้งสามแห่งเริ่มต้นขึ้นในปี 2548 ซึ่งเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมขนาดใหญ่ แนวคิดการรื้อถอนฝายเพื่อลดสิ่งกีดขวางลำน้ำจึงเกิดขึ้น นำมาสู่การบันทึกข้อตกลงการรื้อถอนฝายโบราณปี 2548 และข้อตกลงการสร้างประตูระบายน้ำปี 2552 ปัจจุบันจากข้อตกลงปี 2552 ชุมชนยอมรับให้มีการสร้างประตูระบายน้ำ แต่ยังให้คงสภาพและจัดให้มีการบำรุงรักษาฝายทั้งสามแห่งไว้ อย่างไรก็ตามปี 2568 นี้มีมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ.2568 เรื่อง การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐาน (แม่น้ำปิงและแม่น้ำกก) ระยะเร่งด่วนให้มีโครงการขุดลอกแม่น้ำปิงและรื้อถอนฝายโบราณทั้งสามนี้ขึ้นมา และมีการทำบันทึกข้อตกลงขึ้นมาใหม่วันที่ 25 มิถุนายน 2568 หว่างจังหวัดเชียงใหม่ และกลุ่มผู้ใช้น้ำฝายพญาคำ กลุ่มผู้ใช้น้ำฝายหนองผึ้ง กลุ่มผู้ใช้น้ำฝายท่าวังตาล ซึ่งกลุ่มผู้ใช้น้ำเป็นตัวแทนที่หน่วยงานรัฐได้มีการแต่งตั้งขึ้นมา
ข้อสังเกตเบื้องต้นโครงการนี้ผู้ได้รับผลกระทบมีสองกลุ่ม ได้แก่ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการน้ำท่วมสองริมตลิ่งแม่น้ำปิงโดยโครงการนี้จะช่วยแก้ไขปัญหาประเด็นการเกิดน้ำท่วม ส่วนผู้ได้รับผลกระทบอีกส่วนหนึ่งคือผู้ใช้น้ำเพื่อทำการเกษตรจากระบบเหมืองฝายพญาคำหากมีการรื้อถอนฝายตามโครงการไป ทรัพยากรน้ำที่ชุมชนจะใช้จึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง ข้อขัดแย้งนี้เองปัจจุบันยังเป็นที่ประเด็นถกถียงที่สำคัญต่อการจัดการน้ำของเมืองเชียงใหม่ และ การแก้ปัญหาอุทกภัยในเมืองเชียงใหม่
ปัจจุบันนี้โครงการมีการขุดลอกตะกอนและทรายในลำแม่น้ำปิง และการดำเนินการรื้อถอนฝายโบราณทั้ง 3 แห่ง ในพื้นที่ช่วงอำเภอเมืองเชียงใหม่เสร็จสิ้นไปแล้วเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2569 ที่ผ่านมา ท่ามกลางการคัดค้านของชุมชนท้ายแม่น้ำปิง ซึ่งเกษตรกรผู้ใช้น้ำจากฝายพญาคำได้มีการฟ้องคดีปกครองต่อศาลปกครองเชียงใหม่ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569 คดีหมายเลขดำที่ 61/2569 โดยมีการขอให้ศาลไต่สวนคดีโดยเร่งด่วนเพื่อพิจารณาการขอให้คุ้มครองชั่วคราวระงับการรื้อฝายทั้ง 3 แห่งโดยเฉพาะฝายพญาคำไว้ก่อน การต่อสู้ยังคงอยู่ในช่วงการส่งคำให้การของผู้ถูกฟ้องอันได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานชลประทานที่ 1 เชียงใหม่ กรมชลประทาน และกระทรวงคมนาคม
การดำเนินรื้อถอนฝายพญาคำ ฝายหนองผึ้ง ฝายท่าวังตาล
(ภาพจากชุมชนผู้ใช้น้ำจากลำเหมืองพญาคำ อ.สารภี ต.ชมภู จ.เชียงใหม่)
ด้านกระบวนการจัดรับฟังความคิดเห็น
จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดรับฟังความคิดเห็นของโครงการนี้จัดโดยไม่ทั่วถึงและเพียงพอ ยืนยันตามรายงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ชี้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิการมีส่วนร่วมของชุมชนผู้ใช้น้ำต่อโครงการตามรายงานการตรวจสอบ ที่ 1/2569 (อ่าน กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 1/2569)
มิติด้านภูมิปัญญาการใช้ฝายโบราณทดน้ำเข้าลำเหมืองสาธารณะ
โดยเฉพาะฝายพญาคำและลำเหมืองพญาคำ เนื่องจากชุมชนผู้ใช้น้ำท้ายลำเหมืองพญาคำยังคงใช้ประโยชน์จากการทำหน้าที่ของฝายทดน้ำพญาคำในการจัดการผัดนน้ำเข้าลำเหมืองพญาคำซึ่งจะไหลผ่านพื้นที่รับน้ำ 3 อำเภอ 9 ตำบลดังที่กล่าวไปเพื่อหล่อเลี้ยงการใช้ประโยชน์ในด้านการเกษตร ซึ่งในอดีตมีการรักษาดูแลและใช้ประโยชน์จากฝายทดน้ำและลำเหมืองโดยมีองค์กรทางสังคมที่เรียกว่า “องค์กรผู้ใช้น้ำ” มีองค์ประกอบของผู้จัดการน้ำแบ่งเป็น แก่เหมือง แก่ฝาย ล่ามน้ำ และลูกฝาย ซึ่งจะมีกฎเกณฑ์การดูแลและบำรุงรักษาระบบเหมืองฝายที่อิงมาจาก “มังรายศาสตร์” พัฒนาต่อมาเป็น “สัญญาเหมืองฝาย” ที่จะกำหนดอำนาจหน้าที่ของแต่ละบทบาทในองค์กรผู้ใช้น้ำอย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้ระบบเหมืองฝายเป็นองค์ความรู้การจัดการน้ำที่ถูกรักษาและต่อยอดมาจากการเข้าใจภูมิศาสตร์ที่เกิดขึ้นในภาคเหนือที่มีลักษณะเป็นภูเขาสลับซับซ้อนมีที่ราบหระหว่างหุบเขา ดังนั้นลักษณะของพื้นที่เช่นนี้จึงสามารถใช้ประโยชน์ของแรงโน้มถ่วงในการบริหารจัดการน้ำตามลักษณะเด่นของภูมิศาสตร์ที่เกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตามทางพื้นที่ติดแม่น้ำปิงในตัวเมืองซึ่งในปัจจุบันกลายสภาพจากพื้นที่ล้านนากลายเป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจไปเสียส่วนมาก และพื้นที่ในอำเภอเมืองเชียงใหม่นี้เองที่ประสบปัญหาน้ำท่วมขนาดใหญ่ทั้งที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2548 และ ปี พ.ศ.2567 จังหวัดเชียงใหม่และกรมชลประทานจึงได้ริเริ่มโครงการสร้างประตูระบายน้ำท่าวังตาลในปี พ.ศ.2552 ซึ่งดำเนินการแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2556 การเกิดขึ้นของประตูระบายน้ำท่าวังตาลมาพร้อมกับบันทึกข้อตกลงระหว่างจังหวัดเชียงใหม่กับกลุ่มผู้ใช้น้ำจากฝายพญาคำและฝายหนองผึ้ง ในช่วงการก่อสร้างประตูระบายน้ำข้อตกลงดังกล่าวยังจัดให้มีการรักษาและดูแลฝายพญาคำ และฝายหนองผึ้ง แต่ต่อมาเมื่อ 25 มิถุนายน 2568 มีการจัดทำบันทึกข้อตกลงฉบับใหม่ที่ระบุถึงการปรับปรุงฝายทั้ง 3 แห่ง โดยจะมีการนำวัสดุมาจัดเรียงไว้เป็นอนุสรณ์และการเรียนรู้ให้กับคนรุ่นหลัง ส่วนการบริหารจัดการน้ำสำนักชลประทานที่ 1 จะดำเนินการเตรียมเครื่องสูบน้ำกรณีที่ประตูระบายน้ำท่าวังตาลมีกำลังทดระดับน้ำเพื่อผันเข้าลำเหมืองของแต่ละฝายไม่เพียงพอ การเปลี่ยนแปลงของระบบเหมืองฝาย หรือ กล่าวคือระบบชลประทานที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัยระหว่างฝายหินโบราณจากภูมิปัญญาการใช้น้ำตามระบบธรรมชาติในอดีตซึ่งผูกติดกับองค์กรผู้ใช้น้ำจาชุมชนผู้ใช้น้ำกับกฎเกณฑ์การจัดการน้ำที่มีพัฒนาการเรื่อยมา เริ่มจากมังรายศาสตร์ สัญญาเหมืองฝาย การจัดการน้ำตามพระราชบัญญัติการชลประทานราษฎร์ พ.ศ.2482 ซึ่งปัจจุบันถูกยกเลิกไปแล้วในช่วงการปกครองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในปี พ.ศ.2558 กับ เทคโนโลยีการจัดการน้ำด้วยแนวคิดทางชลศาสตร์สมัยใหม่ที่มาพร้อมกับการรองรับระบบจัดการชลประทานด้วยพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พ.ศ.2485 และพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 ซึ่งปัจจุบันกำลังเป็นข้อท้าทายว่าการจัดการด้วยโครงสร้างฐานคิดแบบชลประทานศาสตร์สมัยใหม่จะเป็นการพัฒนาที่มีความยั่งยืนโดยคำนึงถึงลักษณะระบบธรรมชาติ วิถีชีวิต และสภาพสังคมที่ดำเนินไปอย่างไรบ้าง
การรื้อถอนฝายทั้ง 3 แห่งในแง่หนึ่งจึงเป็นการทำลายรูปธรรมของภูมิปัญญาการทำเหมืองฝายที่พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ.2559 รองรับไว้ รวมถึงสิทธิในการรักษาและฟื้นฟูมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่น และสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรน้ำ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 43 (1) และ (2) ประกอบกับอำนาจหน้าที่ของรัฐในประเด็นนี้ตามมาตรา 57 (1) (2) และมาตรา 58
มรดกภูมิปัญญาการทำเหมืองฝายปรากฏการรับรองและการจัดให้รักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม “ภูมิปัญญาการทำเหมืองฝาย” ตามประกาศกระทรวงวัฒนธรรม วันที่ 3 กันยายน พ.ศ.2558 เรื่องการขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำปีพุทธศักราช 2558 รายการภูมิปัญญาการทำเหมืองฝาย สาขาความรู้และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล ซึ่งตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ.2559 ให้บรรดามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่กระทรวงวัฒนธรรมได้ประกาศขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมไว้อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ได้ขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมตามพระราชบัญญัตินี้ โดยกฎหมายฉบับนี้ มาตรา 4 ได้มีการระบุว่ามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่มีลักษณะตามกำหนดของคณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมกำหนดและมีสถานะขึ้นบัญชีตามกฎหมายฉบับนี้แล้ว จะเป็นมรดกภูมิปัญยาทางวัฒนธรรมที่ได้รับการส่งเสริมและรักษาไว้
ชุมชนผู้ใช้น้ำท้ายลำเหมืองพญาคำ ต.สารภี และ ต.ชมภู ได้มีการดำเนินการร้องเรียนไปยังหน่วยงานรัฐและองค์กรต่าง ๆ รวมถึงมีการจัดกิจกรรมเพื่อแสดงออกถึงการไม่เห็นด้วยต่อโครงการรื้อถอนฝายทั้ง 3 แห่ง ดังต่อไปนี้
การร้องเรียนต่อหน่วยงานรัฐและองค์กรต่าง ๆ ได้แก่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนกรรมาธิการทรัพยากรน้ำ สภาผู้แทนราษฎร ศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดเชียงใหม่ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่
การส่งหนังสือร้องเรียนต่อผู้แทนกรรมาธิการทรัพยากรน้ำ สภาผู้แทนราษฎร ณ ลานอเนกประสงค์ ต.ชมภู อ.สารภี จ.เชียงใหม่
- การประชุมกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ วันที่ 24–25 กรกฎาคม 2568 เพื่อรวบรวมและตรวจสอบข้อเท็จจริงของประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งในเชิงนโยบายรัฐ การมีส่วนร่วมของผู้ที่เกี่ยวข้อง มิติองค์ความรู้ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม องค์ความรู้การออกแบบและการจัดการน้ำโดยนักวิชาการที่เกี่ยวข้อง
- ประชุมหารือร่วมกับตัวแทนชุมชนเพื่อแถลงข่าว 9 เหตุผลที่ไม่ควรรื้อฝาย วันที่ 21 กันยายน 2568
- การจัดเสวนาชลประทานราษฎรสู่ชลประทานหลวง วันที่ 24 กันยายน 2568
- การจัดทำบทสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ประเด็นข้อมูลของระบบเหมืองฝายพญาคํา เหตุนํ้าท่วมเชียงใหม่ และประวัติศาสตร์การพัฒนาเมืองเชียงใหม่
การฟ้องคดีปกครอง ศาลปกครองเชียงใหม่ คดีหมายเลขดำที่ 61/2569 วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569
การฟ้องร้องคดีเกิดจากการที่ผู้ฟ้องได้ดำเนินการร้องเรียนต่อหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการดูแลจัดการโครงการหลายหน่วยงานแล้ว แต่ไม่เป็นผลต่อการระงับโครงการชั่วคราว ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องศาลปกครอง สถานะคดีปัจจุบันอยู่ระหว่างการส่งคำให้การของผู้ถูกฟ้องคดี
ผู้ฟ้องคดี
นายบัญชาการ พลชมชื่น ในฐานะเกษตรกรผู้ใช้น้ำ
ผู้ถูกฟ้องคดี
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 สำนักงานชลประทานที่ 1 เชียงใหม่
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 กรมชลประทาน
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 กระทรวงคมนาคม
ประเด็นที่ฟ้อง
หน่วยงานรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย – ผู้ถูกฟ้องคดีจัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่ไม่ทั่วถึงอย่างเพียงพอในการดำเนินการรื้อถอนฝายโบราณทั้ง 3 แห่งซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
คำขอบังคับท้ายฟ้อง
1) ให้จังหวัดเชียงใหม่ และ สำนักงานชลประทานที่ 1 เชียงใหม่ ระงับหรือเพิกถอนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นการกระทำที่ไม่ทั่วถึง
2) ห้ามไม่ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่กระทำการใด ๆ ที่กระทบต่อตัวฝาย เช่น การดูดทราย ระยะ 300 เมตรตามที่ตกลงเพื่อป้องกันฝายที่มีอยู่
3) ระงับการรื้อถอนฝายไว้ไม่ว่าจะเป็นการรื้อถอนสิ่งใด ๆ ของฝายเป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมคำพิพากษาถึงที่สุด
4) ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ปรับปรุงฝายพญาคำ ฝายหนองผึ้ง ฝายท่าวังตาล ให้คงไว้ซึ่งภูมิปัญญาการทำเหมืองฝายอันเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแห่งชาติ
5) ให้ผู้ถูกฟ้องคีดทั้งสองดำเนินการบริหารจัดการน้ำในรูปแบบคณะกรรมการที่มีตัวแทนจากกลุ่มผู้ฟ้องคดีเข้าร่วม
6) ให้ผู้ถูกฟ้องคดีพิสูจน์จุดรุกล้ำลำน้ำโดยให้กรมเจ้าท่าและกรมที่ดิน ตรวจสอบที่รุกล้ำลำน้ำปิง เพื่อพิสูจน์จุดที่ทำให้น้ำท่วมจริง คือ บริเวณที่การรุกล้ำพื้นที่ริมฝั่งน้ำปิง ไม่ใช่บริเวณที่ตั้งฝาย และหากมีการรุกล้ำพื้นที่ริมฝั่งน้ำปิง ขอให้ใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำลำน้ำตามกฎหมาย
การขอศาลบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนพิพากษา (การขอคุ้มครองชั่วคราว)
ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ระงับการรื้อฝายไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
ผลจากการไต่สวนฉุกเฉินพร้อมพิจารณาคำขอคุ้มครองชั่วคราว
ศาลมีคำสั่งยกคำขอคุ้มครองชั่วคราว โดยระบุเหตุผลสำคัญต่อการไม่สั่งระงับการดำเนินการรื้อถอนฝายทั้ง 3 แห่งไปก่อนดังนี้
1) สภาพปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นแม้จะปรากฏพื้นที่แห้งแล้งบางแห่งในอำเภอสารภี แต่ปี พ.ศ.2568 ถึงต้นปี 2569 อำเภอสารภีไม่มีการประกาศเป็แนพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้ง รวมถึงสำนักงานชลประทานที่ 1 เชียงใหม่ มีการจัดเตรียมเครื่องสูบน้ำจำนวน 70 เครื่องเพื่อเตรียมแก้ปัญหาเมื่อประสบภาวะภัยแล้ง
2) ตัวฝายทั้ง 3 แห่งเป็นเพียงรายการประกอบข้อมูลรายการมรดกภูมิปัญาทางวัฒนธรรมซึ่งยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนคุ้มครอง
3) การเยียวยาต่อปัญหาน้ำท่วมยากต่อการเยียวยาต่อประโยชน์สาธารณะมากกว่าการระงับการรื้อถอนฝายทั้ง 3 แห่งเพื่อใช้ผันน้ำ
4) การสั่งให้ระงับการดำเนินการจะเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานตามการใช้งบประมาณของโครงการรื้อถอนโดยสำนักงานชลประทานที่ 1 เชียงใหม่
- กระบวนการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายตาม ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ.2548
- สิทธิการรับทราบและเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะ ตามมาตรา 41 (1) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของราชการในเรื่องที่เกี่ยวกับการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามมาตรา 6 (1) พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 รวมถึงพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540
- หลักความได้สัดส่วนของการกระทำของฝ่ายปกครอง
- สิทธิของชุมชนในการรักษา ฟื้นฟู และส่งเสริมมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมตาม มาตรา 43 (1) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 และมาตรา 4 พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ.2559
- สิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรน้ำและระบบนิเวศของแม่น้ำปิงตาม มาตรา 43 (2) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 และมาตรา 7 และ 8 พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พ.ศ.2561
- การส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม “ภูมิปัญญาการทำเหมืองฝาย” ตามประกาศกระทรวงวัฒนธรรม วันที่ 3 กันยายน พ.ศ.2558 เรื่องการขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำปีพุทธศักราช 2558 รายการภูมิปัญญาการทำเหมืองฝาย สาขาความรู้และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล และตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ.2559
แหล่งอ้างอิงข้อมูล
1) มติคณะรัฐมนตรีวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ.2568 เรื่อง การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐาน (แม่น้ำปิงและแม่น้ำกก) ระยะเร่งด่วน
2) เอกสารประกอบคำฟ้องคดีปกครอง “ความสำคัญของฝายพญาคำ ฝายหนองผึ้ง ฝายท่าวังตาล” จัดทำโดย อาจารย์ปวร มณีสถิตย์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาภูมิสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
3) สมบูรณ์ บุญชู, สุมนมาลย์ สิงหะ และคณะ. (2550). รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการ คืนความสัมพันธ์ชุมชนล้านนากับทรัพยากรน้ำ กรณีฝายพญาคำ อ.สารภี จ.เชียงใหม่. https://digital.library.tu.ac.th/tu_dc/frontend/Info/item/dc:56956.
4) บรรณาธิการ. (2568). เปิด 9 เหตุผล รื้อฝายพญาคำไม่ใช่คำตอบแก้น้ำท่วมเชียงใหม่. LANNER. https://lannernews.com/21092568-02/
5) บรรณาธิการ. (2568). สู่ข้าวเอาขวัญ ค้านรื้อ ‘ฝายพญาคำ’ ชุมชนพร้อมปักหลักเฝ้าติดตามการรื้อฝาย. LANNER. https://lannernews.com/25092568-02/
6) คำฟ้องคดีปกครอง คดีหมายเลขดำที่ 61/2569 นายบัญชาการ พลชมชื่น
7) เอกสารข้อมูลนำเสนอ “เหมืองฝาย: ลมหายใจแห่งล้านนา คุณค่าที่มากกว่าการเกษตร และข้อเสนอแนวทางในอนาคต” จัดทำโดย นายทนวินท วิจิตรพร สมาคมเพื่อการออกแบบและส่งเสริมการมีพื้นที่สาธารณะและพื้นที่สีเขียว และ อาจารย์ประจำสาขาวิชาภูมิสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
