นักศึกษาผู้ดูแลเคส
นายภคิน ยี่ภู่
นางสาวลำพู กุหลาบวงษ์
ที่มาและสภาพโครงการเบื้องต้น
โครงการรื้อถอนฝายเก่าสามแห่ง ได้แก่ ฝายพญาคำ ฝายหนองผึ้ง ฝายท่าวังตาล เป็นโครงการที่จัดทำเพื่อป้องกันน้ำท่วมจากแม่น้ำปิง เป็นส่วนหนึ่งของแผนการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐาน ระยะเร่งด่วน ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดเชียงราย ในแผนนี้พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่เสนอแผนการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและดินโคลนถล่ม ในพื้นที่แม่น้ำปิง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศปช.) ได้ประชุมและรับหลักการแผนการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐาน ระยะเร่งด่วน จนนำมาสู่การเสนอเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีของกระทรวงคมนาคมเพื่อของบประมาณดำเนินการ เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2568 และคณะรัฐมนตรีมีมติให้ดำเนินการวันที่ 11 มีนาคม 2568
แผนการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและดินโคลนถล่ม ในพื้นที่แม่น้ำปิง จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วยโครงการ 2 โครงการ ได้แก่ โครงการขุดลอกและบำรุงรักษาร่องน้ำแม่ปิง และโครงการรื้อฝายเก่าสามแห่ง (ฝายพญาคำ ฝายหนองผึ้ง ฝายท่าวังตาล) โดยโครงการรื้อฝายเก่ามีระยะเวลาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2568
แต่ปรากฏว่าการดำเนินการที่เกิดขึ้นอยู่ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกลางเดือนตุลาคม โดยเป็นการขุดลอกและรื้อฝายเก่าควบคู่ไปพร้อมกัน มีหน่วยบัญชาการทหารพัฒนาเป็นผู้รับผิดชอบปฏิบัติงานขุดลอกแม่น้ำปิงและรื้อถอนฝายทั้งสามแห่ง กรมเจ้าท่ารับผิดชอบเรื่องการสำรวจและออกแบบการขุดลอก
ส่วนโครงการรื้อฝายเก่า ด้านการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนดำเนินการโดยสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงใหม่ มอบหมายอำนาจโดยจังหวัดเชียงใหม่ และการขออนุมัติงบประมาณโดยกรมชลประทาน
ปัญหาและผู้ที่จะได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นอกจากการดำเนินการขุดลอกและรื้อถอนแล้ว ยังมีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นเป็นจำนวน 3 ครั้ง ตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายนเป็นต้นมา และเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ตัวแทนกลุ่มผู้ใช้น้ำฝายพญาคำและตัวแทนสภาพลเมืองเชียงใหม่ได้เข้ามาขอคำปรึกษากับคลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อม เนื่องจากเห็นว่าโครงการรื้อฝายจะทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำปิงลดลง ซึ่งแม้จะเป็นผลดีในการป้องกันภัยน้ำท่วมแต่จะสร้างผลกระทบต่อกลุ่มผู้ใช้น้ำจากฝายพญาคำที่ยังคงต้องพึ่งพิงฝายพญาคำในการผันน้ำเข้าลำเหมืองฝายพญาคำที่อยู่ด้านข้างแม่น้ำปิง บริเวณลานศาลเจ้าพ่อพญาคำ
น้ำที่ผันจากแม่น้ำสู่ลำเหมือง จะไหลไปสู่พื้นที่การเกษตรต่าง ๆ ครอบคลุมพื้นที่ชลประทานกว่า 32,000 ไร่ 3 อำเภอ 9 ตำบล ประกอบด้วย อำเภอเมืองเชียงใหม่ ตำบลหนองหอย ตำบลท่าศาลา อำเภอสารภี ตำบลไชยสถาน ตำบลหนองผึ้ง ตำบลหนองแฝก อำเภอเมืองลำพูน ตำบลอุโมงค์ โดยรวมระยะทาง 20 กิโลเมตร (สมบูรณ์ บุญชู, 2550)
ซึ่งหากฝายพญาคำ ฝายหนองผึ้ง ฝายวังตาล ถูกรื้อถอนไป ผู้ที่อาศัยน้ำทำการเกษตรและอยู่ท้ายน้ำก็จะได้รับความเดือดร้อนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหน้าแล้ง และที่สำคัญ การประชุมรับฟังความคิดเห็นที่เกิดขึ้นทั้งสามครั้งมีตัวแทนประชาชนผู้ใช้น้ำที่อยู่ท้ายน้ำเข้าร่วมประชุมเพียงจำนวนน้อยนิด ไม่ทราบถึงข้อมูลที่จะมีการรื้อถอนฝายซึ่งจะกระทบกับกิจกรรมทางเกษตรของตน
จากการหารือระหว่างตัวแทนชุมชนผู้เดือดร้อน ภาคประชาสังคม และคลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อมได้นำมาสู่การดำเนินการทางกฎหมายและทางสังคม โดยมีนักศึกษาผู้ดูแลกรณีปัญหาร่วมดำเนินการดังต่อไปนี้
กิจกรรมที่ 1
ประชุมปรึกษาทางคดี วันที่ 17 กรกฎาคม 2568
การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาข้อกฎหมายที่จะใช้ในการต่อสู้และอ้างอิงกับหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบการรื้อถอนฝายทั้งสามแห่ง โดยสามารถแบ่งเป็นประเด็นได้ 3 ส่วนดังนี้
ประเด็นแรก การยกเลิกพระราชบัญญัติการชลประทานราษฎร์ พ.ศ. 2482
จากการพูดถึงประเด็นการจัดการน้ำเพื่อการชลประทาน ทนายความจากศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น ทนายความที่ปรึกษาคดี ได้หารือประเด็นการตราพระราชบัญญัติยกเลิกพระราชบัญญัติการชลประทานราษฎร์ พ.ศ. 2482 ซึ่งเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2558 โดยนายกรัฐมนตรีผู้ดำรงตำแหน่งขณะนั้น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ การยกเลิกนี้ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 หรือไม่
เนื่องจากพระราชบัญญัติการชลประทานราษฎร์ พ.ศ. 2482 มีองค์ประกอบของประชาชนในการเข้ามามีส่วนร่วมต่อการจัดการแบ่งปันน้ำชลประทาน โดยนายอำเภอมีอำนาจแต่งตั้งผู้ที่ได้รับความเห็นชอบของราษฎรส่วนมากที่ได้รับประโยชน์ในเขตชลประทาน เพื่อเป็นหัวหน้าการชลประทาน หรือเป็นผู้ช่วยหัวหน้าการชลประทานตามเขตชลประทาน ส่วนการชลประทานราษฎรนั้น ๆ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พ.ศ. 2485 แม้อธิบดีกรมชลประทานจะมีอำนาจในการแต่งตั้งบุคคลที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของกรมชลประทานเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายนี้ที่มีหน้าที่ดูแลรักษาและออกคำสั่งเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำในระดับพื้นที่ได้ แต่การเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ของบุคคลนั้นต้องอาศัยอำนาจจากอธิบดีโดยตรง ซึ่งไม่ได้มาจากการเห็นชอบของประชาชนผู้ได้รับประโชน์จากการชลประทานในพื้นที่นั้น ๆ
ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายที่เกิดขึ้นจึงเห็นการเปลี่ยนแปลงของสัดส่วนประชาชนที่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งกรณีข้างต้นเป็นการลดสัดส่วนประชาชนในการมีส่วนร่วมอย่างชัดเจน ซึ่งสามารถตั้งประเด็นได้ว่า การยกเลิกพระราชบัญญัติการชลประทานราษฎร์ พ.ศ. 2482 ขัดหรือแย้งกับการรับรองสิทธิในการดูแล รักษา บำรุง และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของบุคคลและชุมชน ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 หรือไม่
ประเด็นที่สอง อำนาจคุ้มครองป้องกันมรดกภูมิปัญญาของคณะกรรมการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ. 2559
เมื่อพิจารณาถึงตัวฝายทั้งสามแห่ง โดยเฉพาะฝายพญาคำซึ่งมีเรื่องราวความเป็นมาอย่างยาวนาน แม้หน้าตาของฝายจะมีการเปลี่ยนแปลงจากฝายไม้ไผ่ เป็นฝายไม้ และสุดท้ายมาเป็นฝายหินทิ้ง แต่ฝายเหล่านี้ยังคงทำหน้าที่ในการผันน้ำเข้าลำเหมืองฝายพญาคำได้ตลอดมา
ด้วยความเก่าแก่และเป็นมรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรมที่ได้รับการสืบทอดมาตั้งแต่ยุคที่ใช้กฎหมายมังรายศาสตร์ ฝายและภูมิปัญญาการทำเหมืองฝายมีความสำคัญจนมีการขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรมของชาติ ซึ่งถูกประกาศเป็นประกาศกฎกระทรวงวัฒนธรรม เรื่อง การขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรมของชาติ ประจำปี 2558
และตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ. 2559 มาตรา 24 มาตรา 25 ระบุว่าเมื่อปรากฏการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ได้ขึ้นบัญชีไว้ ซึ่งภูมิปัญญาการทำเหมืองฝายได้รับการขึ้นทะเบียนและมีสถานะขึ้นบัญชีตามนัยมาตรา 25 แล้ว คณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาแห่งชาติมีอำนาจเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมมีคำสั่งระงับการกระทำที่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่มรดกภูมิปัญญานั้นได้ รวมถึงหากเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนและการกระทำนั้นสร้างความเสียหายต่อมรดกภูมิปัญญาอย่างร้ายแรง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมมีอำนาจออกคำสั่งระงับการกระทำนั้นได้โดยตรง
กฎหมายฉบับนี้ที่มีเจตนารมณ์จะส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เป็นอีกหนึ่งข้อกฎหมายที่ใช้เป็นข้อต่อสู้ในการหยุดยั้งโครงการรื้อฝายไว้ก่อน ซึ่งนักศึกษาผู้ดูแลกรณีปัญหานี้มีบทบาทในการช่วยร่างคำร้องโดยอาศัยอำนาจตาม มาตรา 24 ในการยื่นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมอีกด้วย
ประเด็นที่สาม การจัดทำแบบบันทึกข้อตกลงระหว่างจังหวัดเชียงใหม่และกลุ่มผู้ใช้น้ำจากฝายทั้งสามแห่ง วันที่ 25 มิถุนายน ขัดกับแบบข้อตกลง เมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2552
ความเป็นมาของโครงการรื้อฝายทั้งสามแห่ง นี้ จังหวัดเชียงใหม่มีความพยายามรื้อฝายทั้งสามแห่ง มาตั้งแต่ พ.ศ. 2549 โดยใช้เหตุผลเพื่อป้องกันภัยน้ำท่วมหลังจากเกิดเหตุน้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2548
นอกจากโครงการรื้อถอนแล้ว จังหวัดเชียงใหม่มีความพยายามจะสร้างประตูระบายน้ำบริเวณตำบลท่าวังตาลเพื่อใช้เป็นเทคโนโลยีการชลประทานในการทดแทนฝายเก่าทั้งสามแห่ง แต่ในช่วงเวลานั้น ชาวบ้านกลุ่มผู้ใช้น้ำโดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้น้ำเหมืองฝายพญาคำ ได้ออกมาคัดค้านการสร้างประตูระบายน้ำและการรื้อถอน จนเป็นผลทำให้จังหวัดเชียงใหม่ได้เข้ามาทำบันทึกข้อตกลงระหว่างจังหวัดเชียงใหม่ กรมชลประทาน กับ กลุ่มผู้ใช้น้ำฝายพญาคำและฝายหนองผึ้ง วันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2552
โดยใจความสำคัญของบันทึกข้อตกลงนี้ คือ จังหวัดเชียงใหม่โดยสำนักชลประทานที่ 1 จะมีการสร้างประตูระบายน้ำในแม่น้ำปิงบริเวณใกล้ ๆ ฝายท่าวังตาล ส่วนฝายพญาคำและฝายหนองผึ้งจังหวัดเชียงใหม่จะไม่มีการรื้อถอนออกไป และเมื่อฝายทั้งสองไม่ได้รับประโยชน์จากการยกระดับน้ำของประตูระบายน้ำ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดูแลและบำรุงรักษาให้สามารถใช้ประโยชน์จากฝายได้ตามปกติ รวมถึงการบริหารจัดการน้ำเกี่ยวกับประตูระบายน้ำจะมีการตั้งคณะกรรมการที่มีสัดส่วนของประธานฝายทั้งสามแห่งเป็นคณะกรรมการมีจำนวน 18 คน แบ่งเป็นคณะกรรมการประจำฝายทั้งสามฝายและสำนักชลประทานที่ 1 จะออกข้อบังคับร่วมกับคณะกรรมการฝายทั้งสาม
เมื่อมีการก่อสร้างประตูระบายน้ำ พ.ศ. 2556 ความสนใจต่อประเด็นการรื้อถอนฝายเริ่มลดน้อยลง การดูแลบำรุงรักษาแม่น้ำปิงและลำน้ำชลประทานสายย่อยจึงไม่ได้รับการตรวจสอบและเป็นที่จับตามองของประชน จนกระทั่งเกิดปัญหาภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2567 หน่วยงานรัฐจึงมีการถอดบทเรียนปัญหาและเสนอโครงการเพื่อแก้ไขปัญหา
หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2568 จังหวัดเชียงใหม่ได้มีบันทึกข้อตกลงกับตัวแทนกลุ่มผู้ใช้น้ำของฝายทั้งสามแห่ง ซึ่งตัวแทนดังกล่าวไม่ได้มีความสัมพันธ์หรือเป็นตัวแทนผู้ใช้น้ำโดยได้รับความยินยอมจากกลุ่มผู้ใช้น้ำอย่างทั่วถึง และในบันทึกข้อตกลงระบุว่าจะมีการปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณลานศาลเจ้าพ่อพญาคำ และจะปรับสภาพฝายทั้งสามแห่ง โดยนำวัสดุที่ได้จากการปรับสภาพมาจัดทำเป็นผนังหรือจัดเรียงบริเวณริมตลิ่งของลานศาลเจ้าพ่อพญาคำ เพื่อคงไว้เป็นอนุสรณ์ระลึกถึงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ที่สำคัญข้อตกลงระบุถึงการใช้ประตูระบายน้ำท่าวังตาลทำหน้าที่ยกระดับน้ำให้เข้าเหมืองฝายพญาคำ และเมื่อมีกรณีที่น้ำไม่ไหลเข้าปากลำเหมืองพญาคำ สำนักงานชลประทานที่ 1 จะจัดหาเครื่องสูบน้ำเพื่อช่วยผันน้ำเข้าลำเหมืองพญาคำ
จากใจความบันทึกข้อตกลงทั้ง 2 ฉบับจะเห็นได้ว่าฉบับ พ.ศ. 2568 ใช้คำว่าปรับสภาพฝายทั้งสามแห่ง แต่ถ้อยคำต่อมาคือการนำวัสดุที่ได้จากการปรับสภาพฝายมาจัดทำเป็นอนุสรณ์ ตัวแทนชุมชนผู้เดือดร้อนจึงเห็นว่าเป็นการใช้คำเพื่อเลี่ยงการระบุความหมายโดยตรงที่สื่อว่าจังหวัดเชียงใหม่จะรื้อถอนฝายทั้งสามแห่งทิ้งไป
ในส่วนนี้ตัวแทนผู้เดือดร้อนจึงมองว่าการใช้ถ้อยคำของบันทึกข้อตกลงนี้ไม่ชัดเจน หากอ่านบันทึกข้อตกลงคร่าว ๆ ย่อมไม่สามารถเข้าใจได้ว่าจะมีการรื้อฝาย ส่งผลต่อความเข้าใจของประชาชนทั่วไป และการปรับเปลี่ยนข้อตกลงที่แตกต่างไปจากข้อตกลงเดิม ทำให้ตั้งข้อสงสัยเรื่องความชอบด้วยกฎหมาย ในการปฏิบัติงานของจังหวัดเชียงใหม่ที่ไม่ชัดเจนและไม่เป็นไปตามข้อตกลงที่ทำกับประชาชนไว้ก่อนหน้า แม้จะสามารถอ้างว่าสถานการณ์และสภาพสังคมเปลี่ยนไป รวมถึงฝายทั้งสามแห่งไม่มีความจำเป็นต่อสาธารณชนส่วนใหญ่แล้ว แต่การดำเนินโครงการโดยจัดให้มีส่วนร่วมอย่างไม่ทั่วถึง และไม่แสดงข้อมูลการประเมินผลกระทบ ย่อมทำให้ประชาชนบางกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเกิดข้อเคลือบแคลงต่อการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องมากยิ่งขึ้น
กิจกรรมที่ 2
การประชุมกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ วันที่ 24–25 กรกฎาคม 2568
วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ตัวแทนชุมชนผู้เดือดร้อน ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ คลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อม ได้ร่วมประชุมกับตัวแทนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงเบื้องต้นจากฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภาคประชาชนและหน่วยงานภาครัฐ ในที่ประชุมประกอบไปด้วยประเด็นและข้อเสนอต่าง ๆ ดังนี้
ประเด็นแรก ปัญหาการรุกล้ำลำน้ำปิงและลำเหมืองฝายพญาคำ
ภาคประชาสังคมได้หารือประเด็นกฎหมายการผังเมืองซึ่งมีการกำหนดพื้นที่สีเขียวเพื่อการเกษตรตามกฎหมาย ประกอบกับปัญหาการรุกล้ำที่ดินที่ติดกับแม่น้ำปิงและลำเหมืองฝายพญาคำซึ่งปัจจุบันมีการขยายตัวของสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ เช่น โรงแรม อาคารที่พัก อาคารพาณิชย์เพื่อประกอบธุรกิจ เป็นสิ่งกีดขวางการเข้าถึงพื้นที่ลำเหมืองและเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ลำเหมืองจากเพื่อเพาะปลูกเปลี่ยนเป็นใช้เพื่อระบายน้ำเสียจากครัวเรือน จึงทำให้การดูแลลำเหมืองโดยชุมชนและเจ้าพนักงานท้องถิ่นเป็นไปได้อย่างลำบาก และเกษตรกรก็ถูกข้อจำกัดทางด้านพื้นที่ผังเมือง ให้ประกอบอาชีพในพื้นที่ที่กำหนดไว้เท่านั้น
ภาพจาก สไลด์นำเสนอ เหมืองฝาย: ลมหายใจแห่งล้านนา คุณค่าที่มากกว่าการเกษตร และข้อเสนอแนวทางในอนาคต
ประเด็นที่สอง เรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน
ผู้มีส่วนได้เสียเข้าถึงกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของโครงการได้อย่างไม่ครอบคลุมทำให้ความเห็นของประชาชนส่วนใหญ่ที่ต้องการรื้อฝายทั้งสามแห่งเนื่องจากได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วมเป็นเสียงส่วนมากที่เห็นด้วยกับโครงการ แต่กลุ่มผู้เดือดร้อนเองก็เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบทั้งสองมิติ ทั้งในด้านอุทกภัยและด้านการขาดแคลนน้ำที่ใช้ในการเกษตร และเป็นเสียงส่วนน้อยเนื่องจากอาศัยอยู่ในพื้นที่ปลายน้ำ ปลายลำเหมืองฝายพญาคำ
ประเด็นที่สาม เรื่องมรดกภูมิปัญญาระบบเหมืองฝาย
นำเสนอโดยภาควิชาการ พูดถึงความเป็นมาของระบบการจัดการน้ำของจังหวัดเชียงใหม่ ภูมิปัญญาการทำเหมืองฝายที่กำกับโดยมังรายศาสตร์ซึ่งเป็นกฎหมายและจารีตประเพณีในการใช้ประโยชน์และดูแลแหล่งน้ำลำคลองมาตั้งแต่อดีต เป็นภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงทั้งทรัพยากรธรรมชาติ พื้นที่ ผู้คน ก่อให้เกิดความเกื้อกูลระหว่างคนกับทรัพยากรธรรมชาติ และระหว่างผู้คนด้วยกันเอง องค์ประกอบที่เกิดขึ้นจึงเรียกได้ว่าเป็นระบบเหมืองฝายพญาคำ ซึ่งประกอบด้วยลำเหมือง ฝาย และการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งเป็นข้อแตกต่างจากระบบชลประทานปัจจุบัน และควรนำกลับมาพูดถึงเพื่อปรับเปลี่ยนให้เข้ากับบริบทของสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปและการพัฒนาตามหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน
ภาพจาก สไลด์นำเสนอ เหมืองฝาย: ลมหายใจแห่งล้านนา คุณค่าที่มากกว่าการเกษตร และข้อเสนอแนวทางในอนาคต
ประเด็นที่สี่ ทางเลือกในการดำเนินโครงการรื้อฝายทั้งสามแห่ง
ภาคประชาสังคมได้นำเสนอทางเลือกการจัดการปัญหาน้ำท่วมและการปรับปรุงฝายพญาคำให้สอดคล้องกับบริบทสถานการณ์ที่เป็นอยู่ปัจจุบัน โดยเสนอว่าการดำเนินโครงการของภาครัฐต้องเริ่มจากกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนสูงสุด เพื่อหารือร่วมกันกับผู้คนในพื้นที่ในการจัดการปัญหา โดยมีทางเลือกการจัดการปัญหามากกว่าวิธีเดียว ทางเลือกนั้นต้องก่อให้เกิดผลกระทบต่อสาธารณชนน้อยที่สุด ไม่ละเลยเสียงส่วนน้อย และคำนึงถึงความคุ้มค่าและยั่งยืนของต้นทุนที่ใช้และผลกระทบที่จะเกิดขึ้น รวมถึงการมองปัญหาเชิงระบบเพื่อประกอบการตัดสินใจและการวางแผนในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
ภาพจาก สไลด์นำเสนอ เหมืองฝาย: ลมหายใจแห่งล้านนา คุณค่าที่มากกว่าการเกษตร และข้อเสนอแนวทางในอนาคต
ประการสุดท้าย ข้อเสนอจากกลุ่มตัวแทนชุมชนผู้เดือดร้อน ภาคสังคม และภาควิชาการ ประกอบด้วย
ข้อที่ 1 หยุดการรื้อถอนฝายเก่าทั้งสามแห่ง จนกว่าจะมีการร่วมหารือและตอบข้อสรุปถึงสาเหตุของปัญหาน้ำท่วมจังหวัดเชียงใหม่ได้อย่างเป็นที่ยุติ
ข้อที่ 2 ขอให้มีการตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัด โดยประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมเป็นกรรมการในคณะกรรมการนี้ เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในด้านการจัดทำแผนที่รุกล้ำลำน้ำอย่างเป็นมาตรฐานเดียวกัน ด้านการจัดทำข้อมูลอำนาจหน้าที่ในการรับผิดชอบต่อปัญหาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน ด้านการเร่งกระบวนการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องให้รวดเร็วขึ้น และด้านการประเมินผลกระทบที่เป็นปัจจัยต่อเนื่อง เช่น การซ่อมแซมฝายโดยใช้กระสอบทราย สภาพตอม่อสะพานภาค 5 เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้หน้าตัดลำน้ำปิงแคบลงเป็นต้น
ข้อที่ 3 ขอให้มีการทบทวนสาเหตุน้ำท่วมจังหวัดเชียงใหม่ โดยพิจารณาถึงปัญหาใต้พรม เช่น ปัญหาการรุกล้ำลำน้ำ ปัญหาการจัดการผังเมือง ปัญหาการดูแลบำรุงรักษาลำเหมืองฝาย
ข้อที่ 4 การดำเนินการข้างต้น กำหนดกรอบระยะเวลา 1 ปี งบประมาณดำเนินการของคณะกรรมการต้องได้รับการสนับสนุนจากจังหวัดเชียงใหม่
วันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 เป็นเวทีนำเสนอสภาพปัญหา มุมมอง และข้อเสนอระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับภาคประชาชน
จัดโดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยก่อนหน้าที่จะนำเสนอข้อมูลนักศึกษาผู้ดูแลกรณีนี้รับบทบาทในการอำนวยความสะดวก จัดลำดับให้กับตัวแทนชุมชนผู้เดือดร้อน ภาคประชาสังคม และภาควิชาการในการนำเสนอ ใจความสำคัญในการประชุมประกอบด้วย 4 สาระสำคัญ
ประการแรก มุมมองของนักวิชาการภาครัฐด้านวิศวกรรม เห็นว่าฝายเป็นสิ่งกีดขวางลำน้ำและเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับน้ำ เป็นเหตุให้เกิดน้ำท่วมทั่วพื้นที่เสี่ยงบริเวณทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ถัดจากกรอบสี่เหลี่ยมจัตุรัสคูเมืองเชียงใหม่ ครอบคลุมพื้นที่แขวงกาวิละ แขวงเม็งราย ตำบลช้างคลาน ตำบลท่าศาลา ตำบลหนองหอย และอำเภอสารภี นอกจากนั้นยังเห็นว่าฝายเป็นสิ่งดักตะกอนในแม่น้ำปิง เป็นเหตุให้แม่น้ำปิงตื้นเขินจนทำให้น้ำท่วมได้ง่ายขึ้น พร้อมแสดงภาพผลการทดลองจำลองการกีดขวางของก้อนหินเมื่อวางอยู่ในตู้กระจกที่มีน้ำไหลผ่านทำให้เห็นการยกระดับของน้ำ ด้วยเหตุปัจจัยเหล่านี้จึงเป็นเหตุผลสนับสนุนในการรื้อฝายทั้งสามแห่ง
ประการที่สอง ผู้เดือดร้อนเสียหายส่วนมากมักเป็นผู้ประกอบอาชีพอยู่ในเขตเมือง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีอาคาร โรงแรมต่าง ๆ ของภาคธุรกิจ ตัวแทนผู้ประกอบการคอนโดมิเนียมท่านหนึ่งได้แสดงความเห็นด้วยกับการรื้อฝายออกไปเนื่องจากเห็นว่าฝายเป็นเหตุทำให้เกิดน้ำท่วมและสร้างความเสียหายต่อธุรกิจของตนเองเป็นมูลค่ากว่าสิบล้านบาท
แม่น้ำปิงบริเวณใกล้สะพานเม็งรายอนุสรณ์ ต.วัดเกต อ.เมืองเชียงใหม่
ภาพมุมสูงของแม่น้ำปิง บริเวณฝายพญาคำ
ประการที่สาม ผู้เดือดร้อนเสียหายส่วนน้อยจากภาคเกษตรกร ซึ่งมีพื้นที่เพาะปลูกอยู่ท้ายแม่น้ำปิงมีความเห็นแตกต่างออกไปในประเด็นการรื้อฝาย โดยตัวแทนเกษตรกรมีข้อห่วงกังวลเรื่องการขาดแคลนน้ำจากลำเหมืองฝายพญาคำ และชี้แจงข้อคิดเห็นว่าปัญหาน้ำท่วมมีเหตุมาจากการรุกล้ำที่ดินริมแม่น้ำปิงและการไม่ได้บำรุงรักษาสภาพท้องน้ำแม่น้ำปิงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ พ.ศ. 2550
ประการที่สี่ ภาคประชาสังคมและภาควิชาการ ภาคประชาสังคมเสนอโมเดลทางเลือกของการออกแบบฝายทั้งสามโดยเห็นว่ายังไม่จำเป็นต้องรื้อฝายออกไป ด้วยเหตุผลที่ว่าต้นเหตุน้ำท่วมเชียงใหม่ไม่ได้มาจากฝายเพียงอย่างเดียว แต่ในแม่น้ำปิงมีสิ่งกีดขวางทางน้ำอื่น ๆ ที่ลดพื้นที่หน้าตัดของลำน้ำอย่างมีนัยสำคัญและกระทบต่อประสิทธิภาพการระบายน้ำ ได้แก่ พื้นที่สะพานภาค 5 ที่มีประสิทธิภาพการระบายน้ำ 252 ลบ.ม./วินาที โดยมีความกว้างลำน้ำเพียง 67 เมตรไม่นับรวมตอม่อสะพาน เมื่อเทียบกับตำแหน่งฝายพญาคำที่มีประสิทธิภาพการระบายน้ำ 418 ลบ.ม./วินาที และมีความกว้างลำน้ำ 96 เมตร นอกจากนี้ยังมีบางตำแหน่งที่มีความกว้างลำน้ำแคบเป็นจุด ๆ ซึ่งมีผลต่อการระบายน้ำของลำน้ำปิง เช่น บริเวณชุมชนเกาะกลาง ซึ่งมีความกว้างลำน้ำ 30 เมตร นอกจากนี้ยังได้เสนอแนวทางการพัฒนาแม่น้ำปิงที่ควรมีทางเลือกที่หลากหลาย ไม่พึ่งพารูปแบบที่ตายตัวแบบเดียว และต้องจัดกระบวนการมีส่วนร่วมจากประชาชนอย่างครอบคลุม
ส่วนภาควิชาการได้นำเสนอถึงมรดกภูมิปัญญาการทำเหมืองฝาย โดยกล่าวถึงความสำคัญของภูมิปัญญาการทำเหมืองฝาย ซึ่งประกอบด้วย ฝาย ลำเหมือง และการมีส่วนร่วมของผู้คน องค์ประกอบเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่เชื่อมโยงผู้คน ธรรมชาติ และพื้นที่เข้าด้วยกัน เป็นภูมิปัญญาการจัดการน้ำที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยที่บังคับใช้มังรายศาสตร์ หัวใจสำคัญอยู่ที่สมาชิกฝายมีการทำข้อตกลงการบริหารจัดการน้ำร่วมกันเรียกว่าสัญญาเหมืองฝาย นอกจากนี้ยังพูดถึงประเพณีการเอามื้อเอาแรงในการช่วยกันขุดลอกแม่น้ำปิง ประเพณีตีฝาย (ซ่อมแซมฝาย) และประเพณีเลี้ยงผีฝายกันทุกปี แสดงถึงความสัมพันธ์ของผู้คนกับแม่น้ำโดยใช้ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับธรรมชาติ เพื่อการดูแลและใช้ประโยชน์ทรัพยากรน้ำอย่างเกื้อกูลสืบไป
กิจกรรมที่ 3
ประชุมหารือร่วมกับตัวแทนชุมชนเพื่อแถลงข่าว วันที่ 21 กันยายน 2568
ตัวแทนชุมชนทั้งจากอำเภอเมือง อำเภอสารภี ตำบลชมภู ซึ่งเป็นผู้จะได้รับความเสียหายจากโครงการรื้อฝายพญาคำ ฝายหนองผึ้ง ฝายท่าวังตาล ภาคประชาสังคมได้แก่ เครือข่ายเขียวสวยหอม โรงเรียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา นักวิชาการภูมิสถาปัตยกรรม คลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อม จัดประชุมเพื่อหารือและชี้แจงต่อสื่อมวลชนว่าฝายไม่ใช่สาเหตุของการเกิดน้ำท่วมเชียงใหม่ โดยชี้แจงไว้ 9 ข้อดังนี้
ข้อ 1 ฝายไม่ใช่สาเหตุหลักของน้ำท่วมเชียงใหม่ จุดที่น้ำเริ่มล้นตลิ่งคือบริเวณสะพานภาค 5 ซึ่งอยู่ห่างจากฝายพญาคำไปทางท้ายน้ำราว 2.5 กิโลเมตร โดยสิ่งกีดขวางน้ำที่สำคัญ คือ โครงสร้างตอม่อสะพานและการรุกล้ำลำน้ำ หากฝายพญาคำเป็นต้นเหตุ น้ำจะต้องท่วมตั้งแต่บริเวณฝายก่อน อีกทั้งยังมีปัจจัยอื่นที่ทำให้เกิดน้ำท่วม เช่น ปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้น ป่าต้นน้ำที่หายไป พื้นที่เมืองกลายเป็นคอนกรีต ลำน้ำสายรองถูกตัดขาด รวมถึงถนนที่กีดขวางทางน้ำ
ข้อ 2 ประสิทธิภาพการระบายน้ำของฝายพญาคำไม่ได้เป็นปัญหา ปัจจุบันฝายกว้าง 96 เมตร จากเดิม 130 เมตร สาเหตุที่แคบลงมาเกิดจากการทำคันดินล้ำเข้ามาในแม่น้ำของหน่วยงานรัฐ ส่งผลให้พื้นที่ระบายน้ำก่อนระดับล้นตลิ่ง (+3.70 ที่จุด P1) เหลือราว 239 ตร.ม. ซึ่งยังมากกว่าพื้นที่ใต้สะพานภาค 5 ที่มีเพียง 144 ตร.ม. หากมีการคืนพื้นที่ฝายให้กว้างเท่าเดิม 130 เมตร จะทำให้พื้นที่ระบายน้ำเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 300 ตร.ม. ซึ่งไม่ได้น้อยไปกว่าค่าเฉลี่ยของพื้นที่ในเมือง
ข้อ 3 ข้อมูลการยกตัวของน้ำและการสะสมตะกอนที่ใช้เป็นเหตุผลในการรื้อฝาย เป็นเพียงการเปรียบเทียบโดยประมาณ ไม่ใช่การคำนวณที่สะท้อนสภาพจริง การทดลองที่ใช้ระบบปิดและควบคุมให้แม่น้ำเป็นเส้นตรงทั้งหมด ไม่สามารถนำมาเทียบกับสภาพแม่น้ำจริงที่มีความกว้าง แคบ โค้ง สูง ต่ำ ต่างกันในแต่ละจุดได้ ดังนั้นจึงไม่อาจสรุปผลแบบเดียวกันได้ อีกทั้งการประเมินการระบายน้ำควรทำจากภาพตัดขวางของแม่น้ำในแต่ละช่วง จึงจะสะท้อนประสิทธิภาพที่แท้จริง ส่วนการกล่าวว่าฝายเป็นตัวสะสมตะกอนก็ยังเป็นเพียงหลักการ ยังไม่มีข้อมูลเชิงวัดผลหรือการคำนวณผลกระทบที่ชี้ชัด และถึงแม้จะมีตะกอนสะสม หากมีการออกแบบพื้นที่อย่างเหมาะสม ก็สามารถจัดการขุดลอกตะกอนเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมเมืองได้ โดยไม่จำเป็นต้องรื้อฝาย
ข้อ 4 กระทบมรดกภูมิปัญญา “ภูมิปัญญาการทำเหมืองฝาย” ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในสาขาความรู้และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล ในระดับชาติ เมื่อ พ.ศ. 2558 และต่อมาใน พ.ศ. 2559 มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ตามมาตรา 25 มรดกที่ขึ้นทะเบียนก่อนวันบังคับใช้กฎหมายจะถือเป็นมรดกที่อยู่ในบัญชีตามพระราชบัญญัติ ฉะนั้นภูมิปัญญาการทำเหมืองฝาย จึงได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการและอยู่ภายใต้การส่งเสริมและรักษาตามมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติฉบับนี้
ข้อ 5 เสียประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม พื้นที่บริเวณฝายปัจจุบันได้สร้างระบบนิเวศย่อยที่เอื้อต่อการอนุบาลสัตว์น้ำตามธรรมชาติและช่วยเพิ่มออกซิเจนในน้ำ อีกทั้งยังเป็นพื้นที่พักผ่อนและพื้นที่ทางสังคมของคนหลากหลายกลุ่ม การพัฒนาฝายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำพร้อมกับรักษาประโยชน์เชิงสิ่งแวดล้อม เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนกับแม่น้ำ และพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาการจัดการน้ำแบบล้านนา จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมและทำได้หากมีการออกแบบปรับปรุงพื้นที่อย่างเหมาะสม
ข้อ 6 กระบวนการมีส่วนร่วมไม่รอบด้าน การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นภายใต้โครงการขุดลอกและรื้อฝายเป็นไปโดยหน่วยงานรัฐเจ้าของโครงการ ซึ่งให้ข้อมูลสนับสนุนการรื้อเป็นหลัก ส่งผลให้เกิดข้อกังขาเรื่องความเป็นกลาง (conflict of interest) กระบวนการมีส่วนร่วมที่เหมาะสมควรจัดโดยองค์กรที่เป็นกลาง ให้ข้อมูลครบทุกมิติ พิจารณาทางเลือกหลากหลาย และประเมินผลกระทบจากทางเลือกแต่ละทางอย่างรอบด้าน
ข้อ 7 ต้องมีระบบน้ำสำรองหลายแบบ แม้โครงการขุดลอกและรื้อฝายจะเตรียมผันน้ำเข้าลำเหมืองผ่านประตูระบายน้ำท่าวังตาล ซึ่งอยู่ห่างจากฝายพญาคำไปท้ายน้ำราว 3.8 กิโลเมตร แต่หลักการของเมืองที่มีความสามารถในการปรับตัว (Resilience city) ระบุว่าไม่ควรพึ่งพาระบบใดเพียงระบบเดียว หากประตูน้ำมีปัญหา จะต้องมีระบบสำรองให้น้ำเลี้ยงเหมืองได้ต่อเนื่อง เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้เครื่องสูบน้ำที่สิ้นเปลืองงบประมาณและต้องดูแลรักษา กับระบบเหมืองฝายที่นอกจากจะจัดการน้ำได้แล้วยังสร้างคุณค่าในเชิงวัฒนธรรม การมีส่วนร่วม และสิ่งแวดล้อม โดยมีต้นทุนต่ำกว่า การฟื้นฟูเหมืองฝายจึงน่าจะเป็นทางออกที่ยั่งยืนกว่าในระยะยาว
ข้อ 8 ไม่ควรตัดขาดรากเหง้าวัฒนธรรม เชียงใหม่เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์และรากฐานทางวัฒนธรรมต่อเนื่องยาวนานกว่า 700 ปี ระบบเหมืองฝายถือเป็นมรดกภูมิปัญญาที่สืบสานมาถึงปัจจุบัน การพัฒนาที่เหมาะสมควรใช้ความรู้ใหม่มาต่อยอด ไม่ใช่การตัดทิ้งภูมิปัญญาเดิมแล้วนำสิ่งใหม่มาแทน
ข้อ 9 ควรเปิดการมีส่วนร่วมสูงสุด ปัญหาน้ำท่วมเชียงใหม่เป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนเห็นตรงกันว่าต้องแก้ไข แต่แนวทางที่เหมาะสมไม่ใช่การรื้อฝายหรือปล่อยทิ้งไว้ตามเดิม หากแต่ต้องปรับปรุงให้ดีขึ้น เมืองเชียงใหม่เต็มไปด้วยผู้คนที่รักบ้านเมืองและมีความรู้หลากหลาย การดำเนินการของรัฐที่กระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม จึงควรเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ทั้งในการคิด วางแผน ดำเนินการ รับประโยชน์ และประเมินผล โดยกรณีฝายพญาคำและปัญหาน้ำท่วมนั้น การตั้งคณะทำงานที่เชิญภาคส่วนต่าง ๆ มาร่วมกันศึกษา ออกแบบ และวางแผน น่าจะเป็นทางออกที่เหมาะสม และวางรากฐานการทำงานร่วมกันอย่างยั่งยืนในอนาคต
นอกจากนั้นยังมีการหารือเพื่อจัดกิจกรรมป้องกันการเข้ามารื้อทำลายฝาย โดยเฉพาะฝายพญาคำที่เป็นฝายศักยภาพการผันน้ำเข้าลำเหมืองและเป็นฝายหน้าด่านของการรื้อถอน ในที่ประชุมได้ตกลงกันจัดกิจกรรม “สู่ข้าวเอาขวัญฝายพญาคำ” เพื่อเป็นการรวมตัวแสดงเจตนารมณ์คัดค้านการรื้อฝายของผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการและเป็นการประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อของคนล้านนา อีกหนึ่งกิจกรรมคือ “ยามเฝ้าฝาย” มีจุดมุ่งหมายเพื่อเชิญชวนให้ประชาชนที่ต้องการแสดงความคิดเห็นมาร่วมคิดร่วมพูดคุยเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเมืองเชียงใหม่อย่างเป็นระบบและอย่างมีส่วนร่วม กิจกรรมจัดตั้งแต่วันที่ 22–30 กันยายน 2568 โดยในช่วงเย็นของแต่ละวันจะมีกิจกรรมเพื่อให้เกิดเป็นพื้นที่พูดคุยแสดงความคิดเห็นกัน หนึ่งในนั้นคือ เสวนาชลประทานราษฎรสู่ชลประทานหลวง ซึ่งนักศึกษาคลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ร่วมเสวนาซึ่งจะกล่าวต่อไป
ท้ายที่สุด ในการประชุมครั้งนี้นักศึกษาได้มีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนพูดคุยกับตัวแทนชุมชนและคอยติดตามสถานการณ์ของโครงการอย่างใกล้ชิด
กิจกรรมที่ 4
เสวนาชลประทานราษฎรสู่ชลประทานหลวง วันที่ 24 กันยายน 2568
กิจกรรมนี้เป็นการเสวนาที่ชวนผู้สนใจประเด็นปัญหาน้ำท่วมเมืองเชียงใหม่มาทราบถึงความเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคมเมืองเชียงใหม่ รายงานสถานการณ์การรื้อฝาย และพูดคุยชวนตั้งข้อสังเกตต่อกฎหมายที่มีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่อดีตสมัยใช้กฎบ้านเมืองโดยมังรายศาสตร์ มาสู่พระราชบัญญัติการชลประทานราษฎร์ พ.ศ.2482 และกฎหมายพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พ.ศ. 2485 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
ใจความสำคัญของกิจกรรมครั้งนี้มี 2 ส่วน ส่วนแรกคือ การอธิบายถึงสภาพการเปลี่ยนแปลงจากชุมชนเกษตรกรรมในอดีต (ที่มาของชื่อเมืองเชียงใหม่ เมืองล้านนา) ที่มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวและพืชพรรณอย่างมากมายซึ่งมีความสัมพันธ์กับมังรายศาสตร์ในการทำข้อตกลงร่วมกันของสมาชิกผู้ใช้น้ำ โดยมีการจัดสรรปันน้ำตามระบบนับไร่ หากผู้ใดมีไร่นามาก ก็มีความจำเป็นต้องใช้น้ำมากโดยสภาพ การส่งคนมาช่วยกันซ่อมบำรุงเหมืองฝายก็ต้องสอดคล้องกับทรัพยากรที่ใช้ไปด้วย หลังจากยุคเกษตรกรรม สภาพสังคมพัฒนาไปเป็นสังคมเมืองมากขึ้น มีการก่อสร้างตึกรามบ้านช่อง เกิดเป็นย่านที่อยู่อาศัย ท่องเที่ยว และเศรษฐกิจ ทำให้ที่ดินซึ่งเคยเป็นที่นาที่ไร่เปลี่ยนสภาพไปตามสังคม การใช้ประโยชน์จากแม่น้ำปิงและลำเหมืองก็เปลี่ยนไปเป็นที่ปล่อยน้ำเสีย หรือไม่ได้รับการดูแล และหนึ่งในปัจจัยที่ส่งอิทธิพลต่อพฤติกรรมการใช้ทรัพยากรน้ำคือการเปลี่ยนแปลงไปของกฎหมาย
พ.ศ. 2482 เกิดพระราชบัญญัติการชลประทานราษฎร์ขึ้นมา กฎหมายฉบับนี้มีข้อสังเกตในเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการจัดสรรปันน้ำโดยอิงระบบการนับไร่จากมังรายศาสตร์มาใช้กับเกณฑ์การออกเสียงลงมติปรับเปลี่ยนข้อตกลงการชลประทานราษฎร ส่วนผู้ที่มีบทบาทการจัดสรรปันน้ำมีองค์ประกอบของนายอำเภอเป็นผู้มีอำนาจในการแต่งตั้งประชาชนผู้ที่ได้รับความเห็นชอบจากประชาชนส่วนมากในเขตชลประทาน แต่งตั้งเป็นหัวหน้าการชลประทานและผู้ช่วยหัวหน้าการชลประทาน ซึ่งตามกฎหมายมีสถานะเป็นเจ้าพนักงานเช่นเดียวกับนายอำเภอ มีบทบาทและอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการกำหนดสัดส่วนการปันน้ำร่วมกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และทำหน้าที่ในการซ่อมแซมบำรุงรักษาชลประทานส่วนราษฎร และที่สำคัญ การพิจารณามติข้อตกลงจะชี้ขาดตามหลักเสียงข้างมาก ซึ่งหัวหน้าการชลประทานและผู้ช่วยก็มีส่วนร่วมในกระบวนการชี้ขาดทุกกระบวนการที่จะกระทบต่อการใช้ประโยชน์และดูแลรักษาการชลประทาน
3 ปีต่อมา พ.ศ. 2485 พระราชบัญญัติการชลประทานหลวงเกิดขึ้น กฎหมายฉบับนี้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบผู้ที่มีบทบาทการจัดสรรปันน้ำ โดยสัดส่วนการมีส่วนร่วมจากประชาชนจางหายไป อธิบดีกรมชลประทานเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการสั่งการเพื่อบริหารจัดการการชลประทาน มีอำนาจแต่งตั้งประชาชนให้เป็นเจ้าพนักงานของกรมชลประทานได้โดยตรง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เทศมนตรีในเขตชลประทานต่าง ๆ เป็นผู้ที่มีหน้าที่ดูแลรักษาคันคลองและทางน้ำในเขตท้องที่นั้น ๆ ส่วนบทบาทหัวหน้าควบคุมการก่อสร้างและบำรุงรักษาการชลประทานเป็นหน้าที่ของนายช่างชลประทาน และที่สำคัญเจ้าพนักงานตามกฎหมายนี้ไม่ได้มีการระบุถึงการรับความเห็นชอบจากผู้ใช้น้ำในเขตชลประทานเช่นพระราชบัญญัติการชลประทานราษฎร์อีกต่อไป
ข้อสังเกตความเปลี่ยนแปลงของกฎหมายฉบับนี้คือเป็นการระบุถึงอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐในการเข้ามาควบคุมและจัดการบริหารทรัพยากรน้ำ ซึ่งระหว่างการบังคับใช้กฎหมายนี้ร่วมกับพระราชบัญญัติการชลประทานราษฎร์ เข้าใจในภาพรวมได้ว่า กฎหมายการชลประทานหลวงจะกำหนดบทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐเป็นหลัก และกำหนดมาตรการควมคุมพฤติกรรมการจัดการ ใช้ประโยชน์ และการบำรุงรักษาน้ำเพื่อการชลประทาน
ส่วนกฎหมายการชลประทานราษฎรจะเป็นการกำหนดกฎ กติกา ข้อบังคับการบริหารจัดการน้ำการชลประทานของประชาชนซึ่งขึ้นอยู่กับการตกลงร่วมกันของประชาชนอยู่บางส่วน
หลังจากนั้น พ.ศ. 2558 รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติซึ่งนำโดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ตราพระราชบัญญัติยกเลิกพระราชบัญญัติการชลประทานราษฎร์ พ.ศ. 2482 โดยมีหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติว่า กฎหมายการชลประทานราษฎรบังคับใช้มาเป็นเวลานาน ไม่เหมาะกับสถานการณ์การจัดการน้ำปัจจุบัน ไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 และเป็นกฎหมายที่ไม่มีการบังคับใช้โดยสภาพเนื่องจากมีการดำเนินงานของกรมชลประทานตามพระราชบัญญัติการชลประทานหลวงแล้ว ดังนั้นจึงหมายความว่าบทบาทการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดสรรปันน้ำ ดูแลบำรุงรักษากิจกรรมเพื่อการชลประทานของประชาชนหายไป เหลือให้เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงาน นายช่างชลประทาน และอธิบดีกรมชลประทานเป็นผู้ดูแลจัดการการชลประทาน
กิจกรรมเสวนาในครั้งนี้จึงทำให้เห็นว่า สิทธิหน้าที่ในการดูแลรักษาและการใช้ประโยชน์ทรัพยากรน้ำ กำลังถูกผลักออกจากประชาชนผู้เป็นเจ้าของ การเรียกร้องและยืนยันถึงสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อโครงการหรือกิจกรรมต่าง ๆ ของรัฐจึงต้องถูกพูดถึงในสังคมให้มากขึ้น แม้ว่าเรื่องการจัดการทรัพยากรน้ำในปัจจุบันจะถูกพัฒนาทำให้เป็นเรื่องของการชลประทานเชิงเทคนิคทางวิศวรรม แต่การพัฒนาที่ไม่สามารถตรวจสอบและเข้าถึงข้อมูล หลักการคิด รวมถึงการดำเนินงานต่าง ๆ ของภาครัฐ ย่อมเป็นการที่รัฐพยายามปิดกั้นประชาชนไม่ให้เข้าถึงทรัพยากรในชุมชนของตนเองได้เช่นกัน
กิจกรรมที่ 5
กิจกรรมโครงการของนักศึกษา บทสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ประเด็นข้อมูลของระบบเหมืองฝายพญาคํา เหตุนํ้าท่วมเชียงใหม่ และประวัติศาสตร์การพัฒนาเมืองเชียงใหม่
นักศึกษากลุ่มกรณีโครงการรื้อถอนฝายเก่า 3 แห่ง เล็งเห็นว่าปัญหาจากโครงการนี้มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับการระบุสาเหตุของปัญหาน้ำท่วมเมืองเชียงใหม่ว่ามีปัจจัยใด ๆ นอกเหนือจากฝายมาเกี่ยวข้องบ้าง โดยได้วิเคราะห์สาเหตุของปัญหาร่วมกับตัวแทนชุมชนที่จะได้รับผลกระทบ คณะทำงานภาคประชาสังคมและภาควิชาการ สรุปได้ว่าต้องมีชิ้นงานเพื่อการสื่อสารถึงปัจจัย เรื่องเปลี่ยนแปลงสภาพของเขตเมืองเชียงใหม่จากชุมชนเกษตกรรมมาเป็นชุมชนเมือง ปัจจัยอื่น ๆ นอกจากฝายที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการระบายและการไหลขอน้ำและแม่น้ำปิง และที่สำคัญคือการเสนอหนทางแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะการเปิดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ด้วยเหตุนี้นักศึกษาจึงตัดสินใจจัดทำข้อมูลถอดบทสัมภาษณ์ผู้ที่มีความเห็นต่อการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ด้านสถาปัตยกรรม ด้านการพัฒนาเมือง ด้านกฎหมาย และด้านมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม และจัดทำสื่อ Infographic โควทเนื้อหาบางส่วนของการสัมภาษณ์
คลินิกกฎหมายจึงขอนำเสนอสื่อ Infographic โควทเนื้อหาบางส่วนของการสัมภาษณ์ และไฟล์บทสัมภาษณ์ฉบับเต็มของผู้รู้และเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้
แหล่งอ้างอิง
ภาพถ่าย:
นักศึกษาคลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อม ปีการศึกษาที่ 1/2568
เนื้อหา:
1 บันทึกการสัมภาษณ์ลูกความ
2 สไลด์นำเสนอ เหมืองฝาย: ลมหายใจแห่งล้านนา คุณค่าที่มากกว่าการเกษตร และข้อเสนอแนวทางในอนาคต จัดทำโดย อาจารย์ปวร มณีสถิตย์ คณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ นายทนวินท วิจิตรพร สมาคมเพื่อการออกแบบและส่งเสริมการมีพื้นที่สาธารณะและพื้นที่สีเขียว
เรียบเรียงโดย
