วันที่ 1 – 2 ส.ค. 2569 อาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษากฎหมายสิ่งแวดล้อมเชิงคลินิก ลงพื้นที่ศึกษาปัญหาแม่น้ำกกปนเปื้อนสารโลหะหนัก ในพื้นที่ 5 หมู่บ้านใน ต.ท่าตอน ที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ บ้านแก่งทรายมูล บ้านเมืองงาม บ้านสบงาม บ้านผาใต้ และบ้านต้นผึ้ง คลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อมเชิญชวนผู้อ่านร่วมสำรวจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ลักษณะชุมชน และผลกระทบตั้งแต่ด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมของชุมชนทั้ง 5 หมู่บ้าน ต.ท่าตอน ดังต่อไปนี้
ชุมชนท่าตอน แหล่งท่องเที่ยว และความหลากหลายทางชาติพันธุ์
ชุมชนท่าตอนก่อนที่จะได้รับผลกระทบจากแม่น้ำกกที่เป็นแม่น้ำสายหลักซึ่งมีความสำคัญต่อชุมชนในทุก ๆ มิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจชุมชนที่แบ่งได้เป็นสองด้าน ได้แก่ ด้านการท่องเที่ยวอาศัยแม่น้ำกกในฐานะเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจและการเดินทาง ได้แก่ การทำซุ้มแพริมน้ำกก การเดินเรือจากท่าตอนไปเชียงราย อีกด้านหนึ่งคือการทำเกษตรเนื่องจากสภาพดินที่ติดริมน้ำอุดมไปด้วยแร่ธาตุที่ไหลมาสะสมตามวัฏจักรการเคลื่อนที่ของตะกอนในแม่น้ำกก พื้นที่ส่วนใหญ่ที่เห็นในชุมชนจึงปะปนไปด้วยพื้นที่ไร่นาสำหรับการเพาะปลูกข้าว กระเทียม พริก กระเจี๊ยบเขียว และถั่วเระ ส่วนในแม่น้ำกกเองเป็นแหล่งรวมตัวของพันธุ์ปลาหลากหลายชนิดกว่า 70 สายพันธุ์ซึ่งทำให้ชาวบ้านหลายคนประกอบอาชีพพรานปลา ปลาเหล่านี้เป็นแหล่งโปรตีนและความมั่นคงทางอาหารแก่คนในชุมชน ทั้งยังเป็นอาหารขึ้นชื่อของชุมชนท่าตอนด้วย ปลาที่ขึ้นชื่อได้แก่ ปลาสร้อย ปลากดคัง ปลากดเหลือง เป็นต้น รวมถึงกิจการการท่องเที่ยว เช่น โรงแรม รีสอร์ท และร้านอาหารหลากหลายแห่ง นอกมิติด้านเศรษฐกิจแล้ว ผู้คนที่ ต.ท่าตอน ยังมีความหลากหลายในชาติพันธุ์เนื่องจากเป็นพื้นที่ติดต่อชายแดนกับประเทศเมียนมา การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และความเป็นอยู่จึงเกิดการผสมผสานขึ้น โดยชุมชนท่าตอนประกอบไปด้วยชาติพันธุ์ 12 ชนเผ่า ซึ่งใน 5 หมู่บ้านที่ผู้เขียนลงพื้นที่ได้มีโอกาสพบปะผู้คนชาติพันธุ์ที่หลากหลาย ได้แก่ ไทยใหญ่, ปกาเกอะญอ (กะเหรี่ยง), ลาหู่ และ เมี่ยน นอกจากนี้วัฒนธรรมตามเทศกาลของคนท่าตอนมีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับแม่น้ำกก ประกอบด้วย เทศกาลสงกรานต์ การลอยกระทง และการลอยพระอุปคุต
ความหลากหลายของวัฒนธรรม อาหารชาติพันธุ์ของหมู่บ้าน ต.ท่าตอน
บ้านแก่งทรายมูล ชุมชนชาติพันธุ์ไทใหญ่
ขนมเส้นน้ำเงี้ยว ข้าวแรมฟืน เต้าหู้ทอดจากรัฐฉาน เมียนมา และเงาะสดกรอบ
บ้านเมืองงาม ชาติพันธุ์เมี่ยน
หมูอบเหล้าพร้อมน้ำจิ้ม (บนซ้าย)
ต้มหางหวายไก่บ้าน (ล่างซ้าย)
ผัดผักกูด (บนขวา)
ยำวุ้นเส้นใส่เครื่องเทศและใช้น้ำมันคลุก (ล่างขวา)
บ้านเมืองงาม ชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ
แกงข้าวเบอะหน่อไม้ใส่กระดูกหมู
บ้านผาใต้ ชุมชนชาติพันธุ์ลาหู่
น้ำพริกตัวต่อ
น้ำพริกต้นหอมมะเขือเทศ
ต้มหน่อไม้ไก่บ้าน
ผัดแตงดอยกับหมู
ส่าจ๊อย (ห่อนึ่งหมูสับ)
ทุกบ้านหุงข้าวพันธุ์อิโตให้กิน มันอร่อยอย่างข้าวญี่ปุ่น อร่อยแบบที่คนงดแป้งยังต้องเติมข้าว
การดำเนินการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของรัฐบาล
การลงพื้นที่ศึกษาปัญหาในครั้งนี้นักศึกษา อาจารย์ และเจ้าหน้าที่ ได้สัมผัสกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชุมชนทั้ง 5 แห่ง ผ่านการเดินสำรวจพื้นที่ริมแม่น้ำกกและพบปะพูดคุยกับชาวบ้านในชุมชน ชาวบ้านทุกคนที่ได้พบกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าการจัดหาแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อใช้ทดแทนแม่น้ำกกที่ปนเปื้อนในการอุปโภคบริโภค ใช้ในครัวเรือน ใช้ทำการเกษตร เป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุดที่ชาวบ้านก็ได้ร้องขอรัฐบาลไปตั้งแต่เมื่อเดือนตุลาคม 2568 ที่ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่ ต.ท่าตอน แต่กลับไม่มีการกลับเข้ามาในพื้นที่เพื่อเยียวยาความเสียหายแก่ชุมชนริมน้ำกกแต่อย่างใด มีแต่เพียงโครงการป้องกันสารพิษที่ไม่ตรงกับความต้องการของชาวบ้านในพื้นที่ที่ได้รับการผลักดันอย่างเต็มกำลัง ไม่ว่าจะเป็นโครงการสร้างฝายดักตะกอนสารพิษที่มีข้อโต้แย้งทางวิชาการว่าจะเป็นบ่อกักเก็บตะกอนสารพิษ และไม่ทราบว่าจะมีวิธีกำจัดตะกอนเหล่านี้ให้หายไปอย่างแท้จริงได้อย่างไร ซึ่งปัจจุบันการผลักดันโครงการนี้ของรัฐบาลจะยุติไปแล้ว
การพยายามแก้ไขปัญหาด้านการจัดหาแหล่งน้ำดื่มเบื้องต้น จากการสอบถามคุณแสงระวีย์ตัวแทนจากมูลนิธิร่มโพธิ์ พบว่ารัฐบาลมีความพยายามส่งรถน้ำของสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยมาเป็นรถที่สามารถใช้น้ำประปาภูเขาเพื่อกรองน้ำแล้วบรรจุขวดแจกจ่ายเป็นน้ำดื่มเพื่อทดแทนแม่น้ำกกที่ปนเปื้อนจนไม่สามารถดื่มกินได้ โดยในช่วงต้นของมาตรการนี้จะมีการแจกน้ำดื่มสะอาดให้กับชาวบ้านจำกัดคนละ 1 แพ็คต่อวัน ซึ่งมีสถานีจำหน่ายน้ำอยู่ 2 แห่ง ได้แก่ ที่สำนักงาน อบต.ท่าตอน และที่บ้านใหม่หมอกจ๋ามอีกแห่งหนึ่ง ภายหลังมาพบว่ารถน้ำที่ประจำอยู่บ้านใหม่หมอกจ๋ามปัจจุบันรัฐบาลได้นำออกจากพื้นที่เนื่องจากขาดเจ้าหน้าที่ประจำจุดคอยเฝ้าบริการให้ชาวบ้าน ส่วนรถน้ำที่เหลืออยู่ที่สำนักงาน อบต.ท่าตอน ชาวบ้านต้องบริการกรองน้ำด้วยตนเอง ไม่ได้มีบริการกรอกน้ำใส่ขวดให้ชาวบ้านเช่นเดิม
นอกจากนี้แล้ว รัฐบาลมีโครงการใหม่ที่เข้ามาในพื้นที่คือโครงการศึกษาความเหมาะสมในการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศพื้นที่ชุมน้ำ – พรุหญ้าท่าตอน งบประมาณโครงการประมาณ 45 ล้านบาท ระยะเวลาโครงการ 300 วัน (ก.พ. – ธ.ค. 2569) ซึ่งจากเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชนของโครงการจัดโดยกรมทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) และ บริษัทที่ปรึกษาโครงการ ในวันที่ 5 สิงหาคม 2569 พบว่าโครงการนี้มีวัตถุประสงค์มุ่งเน้นไปที่การอนุรักษ์และการพยายามฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำของ ต.ท่าตอน หมู่ 1 – 6 และหมู่ที่ 14 และ ต.แม่นาวาง หมู่ 2, 3, 14 และ17 ซึ่งแต่เดิม สผ. สำรวจพื้นที่ ปี 2542 พบว่าพื้นที่ชุ่มน้ำหรือพรุหญ้าท่าตอน มีจำนวน 37,100 ไร่ แต่เมื่อปี 2552 สผ. ได้ทำการสำรวจพื้นที่ใหม่อีกครั้ง พบว่าพื้นที่พรุหญ้าดังกล่าวเหลือเพียง 7,044 ไร่ ซึ่งพื้นที่ส่วนมากเปลี่ยนไปเป็นพื้นที่ทางการเกษตร และในปี 2569 นี้ กนช. สำรวจพื้นที่พบว่าพื้นที่ชุ่มน้ำเหลืออยู่น้อยกว่า 300 ไร่ สัดส่วนพื้นที่ที่เปลี่ยนไปพบว่าปรับเป็นพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่การเกษตร พรุหญ้าที่เหลืออยู่พบบริเวณสบฝาง ทั้งนี้พื้นที่ส่วนใหญ่ของขอบเขตศึกษาของโครงการมีเอกสารสิทธิและมีการใช้ประโยชน์เพื่อทำเกษตรของชาวบ้าน ด้วยข้อจำกัดจากการเปลี่ยนแปลงไปของสภาพพื้นที่ โครงการฯจึงมุ่งเน้นเป้าหมายในการอนุรักษ์พื้นฟูพื้นที่พรุหญ้าเท่าที่เหลืออยู่ (รายละเอียดโครงการสามารถอ่านในเอกสารประกอบการประชุมฯ) โดยการเข้ามาของโครงการมีสิ่งที่ต้องพิจารณาร่วมกันอยู่ 2 ระดับได้แก่
1) แนวทางในการกำหนดเขตการใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำพรุหญ้าท่าตอนที่แบ่งเขตการใช้ประโยชน์เป็น 3 เขตได้แก่ เขตอนุรักษ์ เขตกันชน และเขตพัฒนา ซึ่งแต่ละเขตจะระบุคุณลักษณะที่สำคัญของพื้นที่เพื่อเป็นกรอบกำหนดการดำเนินการกิจกรรมในพื้นที่ว่ากิจกรรมใดดำเนินการได้ หรือ กิจกรรมใดถูกห้ามดำเนินการ
2) แผนหลักเพื่อการอนุรักษ์ฟื้นฟูพรุหญ้าท่าตอน ประกอบไปด้วยมาตรการ 3 ด้าน 8 แผนงาน 36 โครงการหลัก โดยมาตรการจะประกอบด้วยหลายโครงการหรือกิจกรรมยกตัวอย่างเช่น มาตรการด้านวิศวกรรม – โครงการสร้างกำแพงป้องกันตลิ่งเชิงนิเวศ, มาตรการด้านเศรษฐกิจสังคม – การจัดทําแนวเขตในการบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำพรุหญ้าท่าตอนและแนวกันชนอย่างมีส่วนร่วม และมาตรการด้านชีวภาพและสิ่งแวดล้อม – โครงการการจัดทําแผนที่ความเสี่ยงและข้อเสนอแนะการใช้ประโยชน์ที่ดินพื้นที่พรุ
ด้วยรายละเอียดของโครงการที่พ่วงด้วยแผนงานและโครงการย่อยหลายโครงการที่มุ่งเน้นการรักษาและกำหนดขอบเขตการใช้ประโยชน์พื้นที่พรุหญ้าและปรับปรุงแหล่งกักเก็บน้ำที่มีอยู่เดิม ซึ่งไม่ได้มุ่งเน้นการจัดหาแหล่งน้ำใหม่และการกำจัดสารโลหะหนักในแม่น้ำกก จากการที่ผู้เขียนได้เข้าร่วมรับฟังความคิดเห็นพบว่าชาวบ้านยังไม่เห็นถึงความเป็นไปได้ของโครงการฯในการแก้ไขปัญหาแม่น้ำกกปนเปื้อนได้อย่างชัดเจนซึ่งส่วนนี้เป็นที่มาของปัญหาและผลกระทบที่ชาวบ้านได้รับอย่างต่อเนื่องและชาวบ้านยังยืนยันให้รัฐบาลแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจังและเรียกร้องให้รัฐบาลเยียวยาประชาชนโดยการจัดหาแหล่งกักเก็บน้ำสะอาดที่ทดแทนแม่น้ำกกได้อย่างเร่งด่วน
จากสภาพทั่วไปของชุมชน ความต้องการของชาวบ้าน ต.ท่าตอน และมาตรการที่รัฐบาลดำเนินการกับผลกระทบจากปัญหาแม่น้ำกกปนเปื้อนสารโลหะหนักที่เกิดขึ้น นักศึกษา อาจารย์ และเจ้าหน้าที่คลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อมได้มีโอกาสพูดคุยกับตัวแทนชุมชนต่าง ๆ 5 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านแก่งทรายมูล บ้านเมืองงาม บ้านสบงาม บ้านผาใต้ และบ้านต้นผึ้ง ตัวแทนชุมชนทั้ง 5 กล่าวได้ว่าเป็นทั้งคนเมืองและชาติพันธุ์ที่มีประสบการณ์และอาชีพที่แตกต่างกัน ทำให้คณะศึกษาชุมชนคลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อมของเราได้เห็นมุมมองและการปรับตัวของแต่ละคนต่อปัญหาอย่างมีความหลากหลาย คลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อมจึงขอเรียบเรียงและสื่อสารประเด็นการพูดคุยผ่านบุคคลในแต่ละพื้นที่ดังต่อไปนี้
พระมหานิคม มหาภินิกขมฺโน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าตอน เจ้าอาวาสวัดภาวนานิมิตร
พระอาจารย์มหานิคมได้พูดคุยโดยฉายภาพให้เห็นถึงโครงสร้างปัญหาแม่น้ำกกปนเปื้อนสารโลหะหนักที่มีผู้เกี่ยวข้องและผู้ได้รับผลกระทบหลายส่วน ประเทศมหาอำนาจอย่างจีน ผู้ก่อมลพิษโดยตรงอย่างกองทัพสหรัฐว้า (UWSA) และประเทศไทยผู้รับเคราะห์ โครงสร้างเหล่านี้จึงมีความซับซ้อนเกี่ยวโยงกันและเกี่ยวข้องกับกฎหมายระหว่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อหันมามองผลกระทบที่มีการปนเปื้อนสารโลหะหนักในสิ่งแวดล้อม ในด้านห่วงโซ่อาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวที่ปลูกในจังหวัดเชียงราย เป็นพื้นที่กว่า 1 แสนไร่ พื้นที่อันดับ 2 คือ อ.แม่อาย ซึ่งผลิตภัณฑ์ทางเกษตรอื่น ๆ ก็มีการค้าขายส่งถึงตลาดจัดจำหน่ายที่สำคัญคือตลาดไทยที่กรุงเทพฯ และที่สำคัญคือผลกระทบจากสารโลหะหนักที่ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมและห่วงโซ่อาหารจะค่อย ๆ สะสมอย่างต่อเนื่อง
ท้ายที่สุดพระอาจารย์ได้ให้เสนอแนะต่อแนวทางการแก้ไขปัญหาแม่น้ำกกปนเปื้อน โดยได้เล่าถึงเคสตัวอย่างการแก้ไขการปนเปื้อนสารตะกั่วในลำห้วยคลิตี้ ที่การแก้ไขต่อสภาพที่เป็นแหล่งน้ำขนาดเล็กยังต้องใช้ระยะเวลาร่วมกันนับสิบสิบปี ปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนที่กำลังเผชิญอยู่ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่ใหญ่กว่า คลอบคลุมหลายพื้นที่มากกว่า ทำให้อนุมานถึงระยะเวลาที่ใช้ในการแก้ไขก็ต้องยาวนานยิ่งกว่ามาก ในพื้นที่ท่าตอนมีสำนวนคำสอนของคนท่าตอนว่า “ข้ามแม่น้ำให้ดูคนตางหน้า” หมายถึงการข้ามแม่น้ำให้มองคนที่เดินไปข้างหน้าก่อน เนื่องจากเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ข้ามผ่านอุปสรรคก่อนผู้ที่ตามไปภายหลัง สำหรับพระอาจารย์ในเรื่องการแก้ไขปัญหาแม่น้ำกกปนเปื้อน พระอาจารย์กล่าวว่าใช้หลักอริยสัจ 4 ปรับใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา และได้จำแนกกรอบการพิจารณาปัญหาไว้เป็นประเภท ได้แก่ ปัญหาที่เร่งด่วน หรือ ไม่เร่งด่วน และ ปัญหาที่รุนแรง หรือ ไม่รุนแรง ซึ่งไม่ว่าปัญหาจะเป็นประเภทใดตามที่กล่าวมาก็ตาม ความเห็นของพระอาจารย์คือการแก้ไขปัญหาที่ต้นตออันได้แก่การจัดการปิดเหมืองแร่ที่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ หรือ หากปิดไม่ได้เหมืองแร่ต้องปรับปรุงบ่อกักตะกอนแร่ หรือ บ่อบำบัดเพื่อให้กระบวนการทำเหมืองแร่ไม่ปล่อยสารโลหะหนักที่เป็นอันตรายสู่แม่น้ำ
คุณก๊อบ โกฏคำ อดีตชาวประมง บ้านแก่งทรายมูล ชุมชนชาติพันธุ์ไทยใหญ่
ขณะที่ปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง สุขภาพกายและใจ รวมถึงคุณภาพชีวิตของชาวบ้าน ต.ท่าตอน เรียกได้ว่าบางอาชีพมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่อาจหวนกลับ คุณก๊อบอดีตชาวประมงท่าตอนผู้ให้สัมภาษณ์กล่าวว่า
“เมื่อก่อนจับปลาในแม่น้ำกก ตอนนี้ต้องมารับจ้างทุกอย่างแทนเพื่อเลี้ยงครอบครัว แม้มันจะพออยู่พอกินได้ แต่ก็รู้สึกขาดอะไรไปอย่างหนึ่ง”
คุณก๊อบเล่าว่าหลังจากที่มีการประกาศห้ามลงแม่น้ำกก ทำให้ตนเองไม่สามารถหาปลาได้เช่นเดิม ประกอบกับปลาในแม่น้ำกกได้อพยพหนีน้ำที่ปนเปื้อนไปอยู่บริเวณแม่น้ำฝาง ในพื้นที่ชุมชนแก่งทรายมูล ต.ท่าตอนที่เดิมทีคุณก๊อบ ประกอบอาชีพประมง พื้นที่นี้จึงเปลี่ยนแปลงไปอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน คุณก๊อบจึงจำใจที่จะต้องเปลี่ยนอาชีพเป็นผู้รับจ้างสารพัดงานแทน เท่ากับว่าประสบการณ์การเป็นพรานปลาที่คุณก๊อบสั่งสมมาตั้งต่วัยเยาว์ตอนนี้เป็นเพียงความทรงจำที่แทบจะไม่มีโอกาสได้นำมาใช้ประโยชน์อีกต่อไปตราบเท่าที่ปัญหาการปนเปื้อนแม่น้ำยังคงดำเนินอยู่ต่อไป
จากการสอบถามเรื่องปลาในแม่น้ำกก คุณก๊อบให้ข้อสังเกตว่า ในอดีตพันธุ์ปลาตัวใหญ่จะมักอาศัยในระดับน้ำลึกซึ่งไม่ค่อยปรากฏให้พบเห็นได้บ่อยนัก แตกต่างช่วงที่เกิดปัญหาแม่น้ำกกปนเปื้อนที่พบพันธุ์ปลาขนาดใหญ่มากยิ่งขึ้น ปัจจัยนี้จึงสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงทางระบบนิเวศในแม่น้ำกกได้อย่างชัดเจน
ในส่วนการสื่อสารของภาครัฐ ประเด็นการรับประทานปลาจากแม่น้ำกก คุณก๊อบกล่าวว่ารัฐยังใช้ถ้อยคำที่ไม่สามารถสื่อสารกับชาวบ้านที่ตรงไปตรงมาได้ ความคาดหวังของชาวบ้านคือคำตอบว่ารับประทานปลาได้ หรือ ไม่ได้ ถ้อยคำที่ใช้สื่อสารของภาครัฐมีเงื่อนไขที่สร้างความสับสนแก่ชาวบ้าน เช่น “การตรวจพบการค่ามาตรฐานสารหนูในปลาแค้อยู่ในระดับไม่เกินค่ามาตรฐาน การบริโภคควรหลีกเลี่ยงบริเวณหัว ท้อง และเครื่องในปลา” ถ้อยคำนี้ไม่ได้ตอบโดยตรงว่าให้รับประทานได้เพราะว่าปลอดภัย หรือ ไม่ให้รับประทานเพราะมีการปนเปื้อน แต่ระบุว่าปลาปนเปื้อนจริงแต่ทานได้เป็นบางส่วน ซึ่งชาวบ้านต่างทราบดีว่าการบริโภคอาหารที่มีโลหะหนักปนเปื้อนไปเรื่อย ๆ สุดท้ายก็จะเกิดการสะสมสารโลหะหนักในร่างกายของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง
ท้ายที่สุด คุณก๊อบเล่าถึงการจัดการแหล่งน้ำที่จะนำมาใช้ทดแทนแม่น้ำกก ในส่วนการขุดบ่อบาดาลหน่วยงานรัฐกำหนดให้เจาะบ่อบาดาลได้ แต่ต้องมีระยะห่างจากแม่น้ำกกเป็นระยะทาง 500 เมตร ซึ่งจะทำให้เกิดต้นทุนการติดตั้งท่อส่งน้ำจากบ่อบาดาลมายังพื้นที่แปลงเพาะปลูกของตนเองอีกประเด็นหนึ่ง ส่วนแหล่งน้ำทดแทนที่ชุมชนท่าตอนมีอยู่แล้วคือน้ำจากประปาภูเขา ซึ่งแบ่งเป็นรางน้ำตามธรรมชาติ 3 เส้นทาง เพื่อแบ่งโซนการใช้น้ำประปาภูเขาเป็น 3 โซน ทั้งนี้คุณกอล์ฟกล่าวว่ายังมีหมู่ที่ 3 ต.ท่าตอนที่น้ำประปาไม่เพียงพอ ทำให้เห็นว่าแม้จะมีแหล่งน้ำทดแทนที่พอจะนำมาใช้ได้ แต่ปรปาภูเขาย่อมเป็นทรัพยากรที่จำกัดกว่าแม่น้ำกกหลายเท่าตัว
รางน้ำประปาภูเขาของชุมชนบ้านแก่งทรายมูล
เดินสำรวจชุมชนบ้านแก่งทรายมูล
คุณตู่ อรภา นะยัว บ้านเมืองงาม ชุมชนปกาเกอะญอ
คุณตู่ เป็นชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ อาศัยอยู่ที่ชุมชนบ้านเมืองงาม ต.ท่าตอน สำเร็จการศึกษาคณะการท่องเที่ยวชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษา คุณตู่ใช้เวลาในการเก็บเกี่ยวประสบการณ์โดยการทดลองเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ โดยมีจุดเริ่มต้นจากทุน Local Alike ในปี 2561 ซึ่งได้มีโอกาสไปศึกษาชุมชนที่เบตง จ.ยะลา ทั้งยังมีโอกาสได้เดินทางไป สปป.ลาว และเมียนมาอีกด้วย ต่อมาปี 2566 มีโอกาสพบปะกับนักศึกษาจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ้งภากรณ์ ที่ได้มาอยู่ศึกษาชุมชนบ้านเมืองงามเป็นระยะเวลาช่วงหนึ่ง และยังมีอีก 2 ทุนที่ได้จาก กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กศส.) และ โครงการ University to Tambon (U to T) หรือ มหาวิทยาลัยสู่ตำบล ทุนจากทั้งสองโครงการนี้ก็เป็นปัจจัยสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่จุดประกายและสร้างประสบการณ์ให้คุณตู่สำหรับไอเดียการพัฒนาอาชีพและเศรษฐกิจของชุมชนท่าตอนซึ่งรวมถึงชุมชนบ้านเมืองงามที่เป็นบ้านเกิดของตนเองด้วย นอกจากต้นทุนภายนอกที่เป็นพื้นที่ศึกษาเรียนรู้ให้กับคุณตู่แล้วยังมีต้นทุนภายในที่สำคัญซึ่งเป็นต้นแบบให้คุณตู่สนใจและเดินตามเส้นทางที่เลือกซึ่งก็คือ ตัวชุมชนท่าตอนเองซึ่งเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวที่พลุกพล่านเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวจากโซนยุโรปมาตั้งแต่ก่อน และคุณพ่อของคุณตู่ที่มีประสบการณ์ประกอบอาชีพไกด์นำเที่ยวมาร่วม 10 กว่าปี
อย่างไรก็ตาม ปัญหาแม่น้ำกกปนเปื้อนสารโลหะหนักก็เป็นอีกหนึ่งข้อท้าทายที่สำคัญต่อการฟื้นฟูและเสริมสร้างเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของชุมชน นอกจากนี้จากการสำรวจชุมชนของคุณตู่พบว่าชุมชนท่าตอนแม้จะเต็มไปด้วยต้นทุนทางการท่องที่หลากหลาย แต่ข้อมูลชุมชนที่จะคอยสนับสนุนและเป็นรากฐานต่อความมุ่งมั่นในการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจชุมชนท่าตอนของคุณตู่ยังกระจัดกระจายและยังไม่ได้รวบรวมให้เป็นระบบ ด้วยต้นทุนที่มีอยู่และข้อท้าทายที่เกิดขึ้นทำให้คุณตู่มีความมุ่งมั่นที่จะรวมรวมพลังคนรุ่นใหม่ในการผลักดันประเด็นการฟื้นฟูและเสริมสร้างเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของชุมชนท่าตอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการพัฒนาศักยภาพด้านอาชีพของชุมชนท่าตอนที่คุณตู่เล็งเห็นว่าเป็นประเด็นที่ยังไม่ค่อยมีใครกล่าวถึง
คุณประสิทธิ์ ดิตุ๊ บ้านเมืองงาม ชุมชนปกากะญอ
คุณประสิทธิ์ศิลปินชาวปกาเกอะญอเล่าว่าปกาเกอะญอมีศาสตร์การสังเกตธรรมชาติที่เรียกว่า “ภาษาธรรมชาติ” ตัวอย่างเช่น การสังเกตสภาพลมฟ้าอากาศจากตำแหน่งการสร้างรังของมดบนต้นไม้ ถ้ามดสร้างรังต่ำ ๆ แสดงว่าลมจะแรง แต่หากสร้างในตำแหน่งที่สูงหมายถึงลมจะไม่แรง เขาเล่าว่าการสังเกตแบบนี้เป็นการอาศัยสิ่งแวดล้อมหรือสิ่งมีชีวิตรอบตัวในการคาดการณ์ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติซึ่งแตกต่างกับสังคมเมืองที่เขาเห็นว่าไม่ค่อยมีใครอาศัยสิ่งแวดล้อมในการสังเกตฟ้าฝนแล้ว ทำให้คุณประสิทธิ์มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้เหล่านี้คล้าย ๆ หลักสูตรการเรียนการสอนในโรงเรียน โดยเขาตั้งชื่อว่า “โรงเรียนธรรมชาติศึกษา” นอกจากนี้แล้ว ทรัพยากรธรรมชาติท้องถิ่นที่มีลักษณะเฉพาะ เขาเห็นว่าต้องรักษาไว้เพื่อประโยชน์ต่อคนในชุมชนและเยาวชนรุ่นใหม่ จึงได้ตั้ง ธนาคารออกซิเจน ธนาคารอาหาร ธนาคารยาสมุนไพร และธนาคารความดีขึ้นมาเพื่อเป็นคลังทรัพยากรท้องถิ่นและพื้นที่ศึกษาเรียนรู้ของเยาวชนและผู้ที่สนใจ นอกจากนี้เขายังกล่าวอีกว่าปกาเกอะญอจะสืบทอดองค์ความรู้ภูมิปัญญาต่าง ๆ ผ่านบทลำนำขับร้องและเรื่องเล่า ทำให้วิธีการถ่ายทอดหรือสื่อสารองค์ความรู้ภูมิปัญญาของปกาเกอะญอมีเสน่ห์ทางสุนทรียะในรูปแบบหนึ่ง
ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านทักษิณ แซ่วู่ และ คุณวรชิต ดำรงวรากุล บ้านสบงาม ชุมชนชาติพันธุ์เมี่ยน
ผู้ช่วยฯทักษิณ (ด้านซ้าย) เล่าว่าตนเองเป็นชาติพันธุ์เมี่ยนที่อาศัยอยู่ที่บ้านสบงามมาตั้งแต่กำเนิด เขาได้กล่าวถึงสภาพการเปลี่ยนไปของลักษณะการใช้น้ำกกในชุมชนบ้านสบงาม โดยกล่าวว่าส่วนตัวเขาได้เลิกใช้น้ำจากแม่น้ำกกเป็นเวลา 1 ปีแล้ว ปกติจะสูบน้ำจากแม่น้ำกกมาใช้โดยตรง ปัจจุบันต้องเปลี่ยนมาใช้น้ำประปาภูเขาซึ่งแม้การพึ่งพาแหล่งน้ำแห่งใหม่นี้จะมีน้ำให้ใช้ทั้งปี แต่ในฤดูแล้งปริมาณน้ำจะน้อยลงจนไม่สามารถแบ่งกันใช้ร่วมกับคนอื่น ๆ ในชุมชนได้ ในช่วงนี้ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงไม่สามารถเพาะปลูกกันได้ นอกจากนี้แต่ก่อนบริเวณชุมชนบ้านสบงามจะเป็นแหล่งจับปลาของชาติพันธุ์ลาหู่ เนื่องจากบริเวณนี้มีน้ำที่ไหลมาจากทางยอดเขาฝั่งเมียนเรียกว่าห้วยสบงาม ซึ่งเป็นจุบบรรจบกันของแม่น้ำกกและห้วยสบงาม เขาเล่าว่าคนจะมาจับปลาเป็นจำนวนหลักร้อยคน แต่ปัจจุบันกลับเหลือพียงตัวเลขหลักเดียวเท่านั้น นอกจากนี้เดิมทีสามารถใช้น้ำจากห้วยสบงามทดแทนแม่น้ำกกได้ แต่พอถึงฤดูฝนที่ปริมาณน้ำกกจะเพิ่มขึ้นมาเท้อบริเวณห้วยสบงามเป็นอย่างมาก ทำให้ชาวบ้านต้องยุติการใช้น้ำจากห้วยสบงามในบริเวณดังกล่าวไปเนื่องจากไม่ต้องการให้ผลผลิตทางเกษตรของตนเองปนเปื้อนสารโลหะหนักที่มากับแม่น้ำกก
ส่วนคุณวรชิต (ด้านขวา) เล่าว่าตนเองเป็นชาติพันธุ์เมี่ยนที่เดิมทีตนเองเป็นคนเชียงรายแต่สร้างครอบครัวที่บ้านสบงามเป็นเวลากว่า 26 ปี เขากล่าวว่าชุมชนบ้านเมืองงามได้รับผลกระทบจากภัยทางน้ำตั้งแต่น้ำท่วมปี 2567 ที่น้ำท่วมอย่างรุนแรงจนตัดถนนไม่สามารถเข้าออกชุมชนโดยปราศจากการใช้เรือยนต์ได้ หลังจากน้ำท่วมชาวบ้านต่างคาดหวังว่าจะสามารถปลูกพืชไร่ได้ตามปกติ แต่เมื่อปรากฏข้อมูลการตรวจพบสารโลหะหนักปนเปื้อนในตะกอนดินที่มากับน้ำกก ทำให้ชาวบ้านไม่กล้าที่จะใช้ตะกอนดินที่หลงเหลืออยู่บนที่ดินซึ่งเป็นแปลงเพาะปลูกของตนปลูกพืชพันธุ์ได้ เมื่อกล่าวถึงการตรวจสารปนเปื้อนในน้ำ หรือ ในตะกอนดินแล้ว คุณวรชิตได้เล่าว่าการที่มีหน่วยงานที่เข้ามาตรวจสารโลหะหนักที่หลากหลายซึ่งปรากฏค่ามาตรฐานการปนเปื้อนที่ไม่เท่ากัน ข้อมูลจุดนี้เป็นข้อมูลที่ชวนให้ชาวบ้านสับสนว่าควรยึดถือแหล่งข้อมูลไหนเป็นหลัก
แม้ปัญหาตะกอนดินปนเปื้อนหรือแหล่งน้ำกกปนเปื้อนจะทำให้สภาพแวดล้อมในการปลูกพืชพันธุ์ต่าง ๆ ที่บ้านท่าตอนไม่เป็นที่ต้องการของตลาดสินค้าการเกษตร เกษตรกรในพื้นที่ไม่ได้เพิกเฉยต่อปัญหาเหล่านี้และได้ปรับตัวเพื่อให้อาชีพเกษตรของตนเองอยู่รอดไปได้ โดยการปรับเปลี่ยนการใช้น้ำซึ่งเดิมจะใช้น้ำจากแม่น้ำกก แต่ปัจจุบันเกษตรกรหันมาใช้น้ำประปาภูเขาแทนเพื่อหลีกเลี่ยงการปนเปื้อน สำหรับการขายผลิตภัณฑ์การเกษตรคุณวรชิตได้เล่าว่าช่องทางหนึ่งที่ยังทำให้ตนเองมีตลาดรับซื้อพืชผลได้คือการขายให้กับโครงการหลวงหรือโครงการร้อยใจรักษ์แม่อาย เนื่องจากโครงการมีกระบวนการคัดเลือกและตรวจสอบคุณภาพผลผลิตก่อนรับซื้อมาขายต่อสู่ตลาด เช่น การตรวจคุณภาพพืชผลว่ามีการปนเปื้อนหรือไม่ก่อนที่จะมีการรับรองสินค้าให้ หรือ การให้การรับรองใบ JP กระบวนการเช่นนี้ทำให้ผลผลิตมีความปลอดภัยและน่าเชื่อถือ นอกจากนี้คุณวรชิตยังเล่าว่าตนเองได้ทำงานร่วมกับอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยเป็นผู้ร่วมวิจัยนำผลวิจัยทางทฤษฎีมาปรับใช้กับการเพาะปลูกของตน ซึ่งผลลัพธ์การนำงานวิจัยมาประยุกต์ใช้ทำให้ผลผลิตของตนมีคุณภาพดียิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตามแม่น้ำกกที่เปลี่ยนไปย่อมสร้างผลกระทบต่อต้นทุนทางเกษตร คุณวรชิตกล่าวว่าแม้จะประสบผลสำเร็จจากการนำงานวิจัยมาใช้ ซึ่งลดต้นทุนและทรัพยากรของตนได้จริง แต่เมื่อหัวใจของการทำการเกษตรอย่างความมั่นคงของแหล่งน้ำ หรือ การเข้าถึงแหล่งน้ำ ยังมีข้อจำกัดและความเหลื่อมล้ำ จึงทำให้รายได้ที่จะได้รับลดลงไปด้วยปัจจัยที่สืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงไปของแม่น้ำกก ได้แก่ ฤดูแล้งเกษตรกรไม่สามารถเพาะปลูกโดยใช้น้ำจากห้วยสบงามที่มีปริมาณที่จำกัดได้ หรือ ต้นทุนการต่อท่อ PVC เพื่อให้แปลงเพาะปลูกเข้าถึงแหล่งน้ำจากประปาภูเขา หรือ ห้วยสบงามได้ จากการคำนวณหากมีระยะทาง 2 กิโลเมตร มีต้นทุนกว่า 1 แสนบาท เงินจำนวนนี้ต้องคำนึงถึงด้วยว่าไม่ใช่ทุกครัวเรือนที่มีกำลังทรัพย์ที่เข้าถึงได้
บริเวณสบงาม น้ำจากห้วยสบงามซึ่งมีแหล่งต้นน้ำคนละแห่งกับแม่น้่ำกกมาบรรจบกับแม่น้ำกก
แทงค์น้ำและท่อ PVC ที่ชาวบบ้านต่อท่อมาจากลำห้วยสบงามเพื่อมาใช้ในแปลงเกษตร
ท้ายที่สุดแล้ว สำหรับการให้ความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐต่าง ๆ กรณีของ อบต.ท่าตอน คุณวรชิตเห็นว่าการร้องเรียนเป็นไปตามระบบราชการที่มีขั้นตอนและล่าช้า ส่วนเกษตรอำเภอที่คาดว่าน่าจะได้รับการช่วยเหลือเหลือการเยียวยาหรือชดเชยก็ยังไม่มีการช่วยเหลือในส่วนนี้แต่อย่างใด
ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านสามารถ ทูยี ชุมชนบ้านต้นผึ้ง ชุมชนชาติพันธุ์ลาหู่
พ่อหลวงเสหละ ลิโป ชุมชนบ้านผาใต้ (อดีตผู้ใหญ่บ้าน) ชุมชนชาติพันธุ์ลาหู่
ผู้ช่วยฯสามารถ (ชายสวมเสื้อสีฟ้าอ่อนแขนสั้น) และ พ่อหลวงเสหละ (ชายสวมเสื้อสีฟ้าแขนยาว) เล่าถึงลักษณะชุมชนต้นผึ้งว่าเป็นชุมชนชาติพันธุ์ลาหู่ที่มีทักษะการหาปลาเก่งเป็นเลิศ โดยกล่าวกันว่า ชาวบ้านที่หาปลาได้เก่งจะสามารถ “จับปลามือเปล่า” ได้ ในอดีตการหาปลาในแต่ละครั้งจะได้ปลาหลายสิบกิโลกรัมซึ่งคิดเป็นเงินได้ประมาณ 2,500 บาท นับเป็นแหล่งรายได้หนึ่งที่สำคัญของชุมชน หลังจากที่เกิดปัญหาแม่น้ำกกปนเปื้อนสารโลหะหนัก ทำให้ชุมชนต้องปรับเปลี่ยนการใช้น้ำประปาภูเขาเพื่อทดแทนน้ำกกเช่นเดียวกับชุมชนที่กล่าวมาแล้วก่อนหน้า สิ่งที่แตกต่างของชุมชนนี้คือโครงสร้างการจัดการน้ำประปาภูเขาในชุมชน โดยจะมีการรวมท่อ PVC ที่ต่อจากประปาภูเขามารวมกันที่แทงค์ของชุมชนบ้านต้นผึ้งก่อนจะกระจายไปยังแต่ละครัวเรือน การจัดการโครงสร้างแหล่งน้ำครัวเรือนเช่นนี้ได้รับการสมทบทุนจาก อบต.ท่าตอน ร่วมกับหน่วยงานเอกชนและชาวบ้าน โดยแบ่งสัดส่วนค่าใช้จ่ายเป็น อบต.และหน่วยงานเอกชนร้อยละ 60 ชาวบ้านร้อยละ 40
สิ่งที่โดดเด่นของชุมชนนี้อีกเรื่องหนึ่งคือ การมีสื่อท้องถิ่นของตนเองที่สามารถกระจายข่าวสารเป็นภาษาลาหู่ได้ ปัจจัยนี้ทำให้การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของชุมชนเป็นการใช้ภาษาท้องถิ่นที่ทำให้การสื่อสารไม่เกิดกำแพงภาษาและแสดงถึงความใกล้ชิดกันผ่านภาษาของชุมชน
จากการสังเกตของผู้เขียนและสอบถามชาวบ้านทำให้ทราบว่าชุมชนบ้านต้นผึ้งจะมีประชากรเด็กเป็นจำนวนที่มากกว่าผู้ใหญ่ ส่วนวัยหนุ่มสาวในชุมชนส่วนมากจะออกไปทำงานตามโรงงานอุตสาหกรรมในเขตเมืองเชียงใหม่ หรือเขตเมืองลำพูน ค่าตอบแทนที่ได้จากการทำงานเป็นเงินประมาณ 15,000 บาท ซึ่งเป็นกรณีที่ทำโอทีด้วย หลังจากทำงานนอกชุมชนแล้วคนกลุ่มนี้มักจะกลับมาในฤดูกาลปลูกข้าวของชุมชนเพื่อช่วยที่บ้านในการผลิตทรัพยากรอาหารที่สำคัญของแต่ละครัวเรือนและถือได้ว่ามีความสำคัญในระดับชุมชนเนื่องจากมีวัฒนธรรมการแบ่งปันข้าวให้ญาติพี่น้องของตนเองด้วย
ท้ายที่สุดนี้ ผู้ช่วยฯสามารถ และพ่อหลวงเสหละ ได้เล่าถึงกิจกรรมการรวมตัวของชุมชนและประเพณีที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำกกของชุมชน โดยกิจกรรมการรวมตัวของชาติพันธุ์ลาหู่มีอยู่ 3 ช่วง ได้แก่ ช่วงกินข้าวใหม่ ในเดือนตุลาคม วันคริสมาส และวันปีใหม่ของชาติพันธุ์ลาหู่ในเดือนมกราคม เป็นไปตามความเชื่อที่นำวันหยุด 1 วันของแต่ละเดือนมารวมกันเป็นวันปีใหม่ ทำให้เดือนมกราคมของชาวลาหู่หยุดยาวถึง 12 วัน ส่วนประเพณีที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำกก มีชื่อเรียกว่าประเพณีรับศีลปฏิสมา ซึ่งเดิมจะทำพิธีกรรมที่แม่น้ำกก ปัจจุบันต้องปรับรูปแบบมาทำพิธีกรรมที่ลำห้วยหรือในสระน้ำแทน
คลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่งต่อการอำนวยความสะดวกและการเปิดพื้นที่ชุมชนเพื่อประโยชน์ต่อการติดตามและการศึกษาปัญหาแม่น้ำกกปนเปื้อสารโลหะหนักแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องดังต่อไปนี้
พระมหานิคม มหาภินิกขมฺโน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าตอน เจ้าอาวาสวัดภาวนานิมิตร
เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำ กก สาย รวก โขง
มูลนิธิร่มโพธิ์
เครือข่ายชุมชนริมน้ำกกตอนล่าง ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่
คุณก๊อบ โกฏคำ บ้านแก่งทรายมูล
คุณตู่ อรภา นะยัว
คุณประสิทธิ์ ดิตุ๊ บ้านเมืองงาม
คุณวรชิต ดำรงวรากุล บ้านสบงาม
ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านทักษิณ แซ่วู่
พ่อหลวงเสหละ ลิโป บ้านผาใต้
ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านสามารถ ทูยี
เอกสารประกอบการประชุมรับฟังความคิดเห็น โครงการพรุหญ้าท่าตอน
เรียบเรียงโดย
