วันที่ 4 – 6 ก.ย. 2569 คลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อมพานักศึกษาลงพื้นที่ศึกษาชุมชนบ้านหนองเต่า ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ กิจกรรมเรียนรู้ในครั้งนี้ประกอบด้วย
ความสัมพันธ์ทางกฎหมายกับการเคลื่อนไหวทางสังคม (Law and Social movements)
โดย อาจารย์สงกรานต์ ป้องบุญจันทร์
กิจกรรมที่จัดขึ้นในวันนี้เปิดด้วยการเห็นมุมมองของความสัมพันธ์ทางกฎหมายกับการเคลื่อนไหวทางสังคม (Law and Social movements) มุมมองนี้สะท้อนกลุ่มทางสังคมที่มีอิทธิต่อกระบวนการตราและบังคับใช้กฎหมายในกระบวนการที่หลากหลายตั้งแต่การร่างกฎหมายและเสนอกฎหมายต่อรัฐสภาจนกระทั่งการมีกฎหมายออกมาบังคับใช้โดยหน่วยงานของรัฐ อย่างไรก็ตามกลุ่มทางสังคมที่จะมีอิทธิพลต่อกระบวนการกฎหมายทั้งโครงสร้างจะมีเพียงบางกลุ่มที่มีอิทธิผลต่อกระบวนการบางช่วงกระบวนการ หรือบางห้วงเวลาเท่านั้น มากกว่านั้นปัจจัยเชิงพื้นที่มีผลต่อผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีนัยสำคัญด้วย
นอกจากนี้ อาจารย์ชวนนักศึกษาแลกเปลี่ยนมุมมองต่อบริบทกฎหมายที่กำกับควบคุมพื้นที่ป่าไม้และประเด็นที่เกี่ยวข้องถึงสิทธิของประชาชนที่อาศัยอยู่ร่วมกับป่า ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ 2507 พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ 2562 พ.ร.บ.ป่าชุมชน 2562 และ พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ 2568 ซึ่งการแลกเปลี่ยนส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่ประเด็นผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมาย การพิสูจน์สิทธิขั้นพื้นฐานในการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่า เป็นต้น
การเรียนรู้เทคนิกการจดบันทึกภาคสนาม
โดย สิริไพลิน สิงห์อินทร์
ก่อนที่จะได้ข้อมูลจากชุมชนมา ความสำคัญของการเก็บข้อมูลสนามกับกระบวนการทางกฎหมายมีความสำคัญเพื่อวัตถุประสงค์ในการ เก็บข้อเท็จจริง การสะท้อนเสียงของคนในพื้นที่ และการนำข้อเท็จจริงไปต่อยอดในการให้ความช่วยเหลือทางด้านกฎหมายต่อไป
นอกจากนี้ การเก็บข้อมูลชุมชนที่ดีจะต้องมีความถูกต้องแม่นยำ ส่วนข้อมูลที่พึงระวังคือข้อมูลที่มาจากความคิดเห็นส่วนตัว ซึ่งเป็นไม่สะท้อนข้อเท็จจริงของผู้ให้สัมภาษณ์ ดังนั้นการแยกเรื่องเล่าภาคสนามกับความเห็นผู้บันทึกหรือสัมภาษณ์เพื่อแยกให้เห็นชัดระหว่างข้อเท็จจริงกับความคิดเห็นส่วนตัวเป็นสิ่งสำคัญ
ตบท้ายด้วยการเรียนรู้ผ่าน Mini Workshop ทำให้นักศึกษาได้ฝึกฝนและเห็นความแตกต่างของข้อเท็จจริงหรือเรื่องเล่าภาคสนามกับความคิดเห็นของผู้บันทึก
วิถีชีวิตและวัฒนธรรมชุมชนปกาเกอะญอ
โดย คุณศิวกร โอ่โดเชา
ช่วงท้ายนี้ คุณศิวกร ตัวแทนชุมชนบ้านหนองเต่าและเจ้าของ Lazy Coffee ได้เล่าถึงชาติพันธุ์กะเหรี่ยง กลุ่มปกาเกอะญอ รวมถึงกลุ่มอื่น ๆ รวมถึงพื้นที่อาศัยของชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ที่มักอาศัยกระจัดกระจายตัวบนเทือกเขาทางตะวันตกตั้งแต่อมก๋อย แม่ฮ่องสอน ตาก ไปจนถึงประจวบคีรีขันธ์ เขาเล่าว่าปกาเกอะญอมีความเชื่อที่ยึดโยงกับโครงสร้างฐานอำนาจการปกครองที่ให้ความเคารพกับจิตวิญาณของแต่ละพื้นที่ หรือแต่ละชุมชน เช่น เมื่อหัวหน้าหมู่บ้านหรือฮีโข่เดินทางไปยังชุมชนปกาเกอะญออื่น เขาจะต้องทำความเคารพจิตวิญญาณต่อผืนป่าและในแม่น้ำในพื้นที่ชุมชนที่เข้าไปหาด้วยเสมอ ซึ่งจะมีความแตกต่างกับชาติพันธุ์บางกลุ่มและลักษณะการปกครองแบบรัฐที่มีโครงสร้างอำนาจในการรวบรวมพื้นที่อื่น ๆ มาเป็นรวมไว้หนึ่งเดียวกัน
มากไปกว่านั้น คุณศิวกร เล่าถึงข้อมูลชุมชนพื้นฐานของชุมชนหนองเต่าอีกด้วย เช่น บ้านหนองเต่ามีประชากกร 700 – 800 คน 130 กว่าหลังคาเรือน มีอัตราการขยายตัวของประชากรอย่างต่อเนื่อง ไม่มีลดลง เนื่องจากคาดว่าพื้นที่หมู่บ้านน่าจะเป็นยุทธศาสตร์ดีในการดำรงชีพและการเติบโต, บ้านหนองเต่ามีการประกาศป่าชุมชนแล้วคิดเป็นพื้นที่ขนาด 5,000 กว่าไร่, คนในชุมชนนับถือศาสนาคริสนิกายคาทอริก โปรแตสแตนต์ และศาสนาพุทธ, คนในชุมชนประกอบอาชีพที่มีความหลากหลาย เช่น รับจ้างชั่วคราว เป็นข้าราชการท้องถิ่น รับจ้างโครงการหลวง แต่ที่มีเหมือนกันคือทุกบ้านปลูกข้าวไว้กิน ทุกบ้านยังมียุ้งข้าว แม้บางครัวเรือนจะไม่ได้ปลูกเต็มเวลาก็ตาม, รายได้จากการเกษตรมีจุดรับซื้อจากผู้ปลูก แล้วมีพ่อค้าคนกลางเข้ามาซื้อผลผลิต นอกจากนี้ชุมชนยังมีร้านค้าเยอะสินค้าหลากหลายและกำหนดราคาไม่ได้สูงเกินไป รายได้หลักของคุณศิวกรคือการทำกาแฟ ได้มาจากหลาย ๆ บ้าน คุณศิวกรรับซื้อมาในราคาที่ดีพอ ๆ กับในเมืองเชียงใหม่ ส่วนการเกษตร ชุมชนมีการปลูกพืชผักที่มีระยะเวลาปลูก 28 วันก็เก็บเกี่ยวได้
คุณศิวกรได้เล่าถึงความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณ โดยเฉพาะเรื่องต้นไม้จิตวิญญาณที่ติดมาพร้อมกับเด็กทารก ปกาเกอะญอเชื่อว่าเด็กโตมาพร้อมกับต้นไม้ มีการนำสายรกมาใส่ไว้ในกระบอกไม้ไผ่แล้วนำมาผูกไว้กับต้นไม้จิตวิญญาณประจำตัวเด็กคนนั้น ๆ ความเชื่อนี้สะท้อนความเชื่อโยงของแนวคิดการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติด้วยความเคารพ แต่เมื่อเป็นยุคสมัยปัจจุบัน โรงพยาบาลสมัยใหม่ที่ไม่ให้สายรกกลับไปไว้ที่ต้นไม้จิตวิญญาณ ปรากฏการณ์นี้จึงเกิดเป็นการปะทะสังสรรค์ของความเชื่อสมัยเดิมและสมัยใหม่
ส่วนประเพณีของปกาเกอะญอมีความเชื่อเรื่องการเลี้ยงผีป่าผีน้ำเพื่อปกป้องและดูแลให้มีความอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ชุมชนยังมีกิจกรรมที่ทำร่วมกันเช่น การเอามื้อเอาแรงปลูกข้าวหรือการช่วยเหลือระหว่างพี่น้องเครือญาติหรือระหว่างคนในชุมชนด้วยกันเองซึ่งปัจจุบันสัดส่วนก็ลดลงไปเหลือครึ่งต่อครึ่ง โดยมีการจ้างแรงงานมาช่วยปลูกข้าวทำนาแทนการเอามื้อเอาแรง และอีกหนึ่งกิจกรรมที่ชุมชนทำร่วมกันคือการทำแนวกันไฟที่มีระยะทางยาวกว่า 10 กิโลเมตร คุณศิวกรกล่าวว่าหากไม่มีอุปกรณ์สมัยใหม่เข้ามาช่วยทุ่นแรงจะทำให้แนวกันไฟใช้ระยะเวลาการทำที่ยาวนานมากขึ้น
ท้ายที่สุด ชุมชนบ้านหนองเต่าเป็นหนึ่งในชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน เขาเล่าว่า
“ชาวบ้านต้องแข่งกับสภาวะพวกนี้เป็นอย่างมาก หากไม่มีอุปกรณ์ไม่สามารถจัดการเก็บเกี่ยวข้าวอย่างทันการอย่างแน่นอน ส่วนมากปรับตัวไม่ค่อยทัน กลัวเรื่องลมแรง ๆ มากที่สุด อุณหภูมิขึ้นลงกระทบสุขภาพ”
Life of Law Learning Lab
โดย อาจารย์สงกรานต์ ป้องบุญจันทร์
หลังจากรู้จัก Life of Law อาจารย์ชวนให้นักศึกษาคิดถึงประสบการณ์ที่เคยพบ “การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชีวิตผู้คนกับกฎหมายที่ไม่ตรงไปตรงมา” (Encounter) โดยเริ่มจากการชวนแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่นักศึกษาพบเจอพบการใช้กฎหมายที่ไม่ตรไปตรงมา ซึ่งส่วนมากพบว่าจะเกี่ยวข้องกับกฎหมายการจราจร คมนาคม รวมถึงกฎหมายรักษาความสะอาดและความเรียบร้อย ที่มีการย้อนแย้งกันระหว่างบทบัญัติกฎหมายกับการบังคับใช้ เช่น เรื่องพื้นฐานอย่างการปฏิบัติตามสัญญาณไฟแดง หรือสัญญาณไฟสีเหลืองในการสัณจร ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดจากการที่กฎหมายนั้นต้องผ่านการตีความหรือแปลความหมายโดยมนุษย์หรือคนซึ่งเป็นผู้ใช้บังคับกฎหมาย (Law) ดังนั้นกฎหมายที่รัฐตราขึ้นมา ก็มีความไม่ตรงไปตรงมาโดยการตีความของมนุษย์ หรือหน่วยงานรัฐผู้ใช้กฎหมาย
นอกจากปัจจัยเรื่องผู้ตีความกฎหมายที่มีผลต่อความตรงไปตรงมาของกฎหมายแล้ว ปัจจัยด้านบริบทหรือสถานการณ์ ณ ช่วงเวลาที่แตกต่างกันยังมีผลต่อการตีความและการตัดสินใจที่จะปฏิบัติตามกฎหมายของผู้คนด้วย
อาจารย์ได้ยกตัวอย่างกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมดูแลทรัพยากรป่าไม้ (Law) ซึ่งย่อมได้รับอิทธิพลจากทั้งสองปัจจัยเช่นกัน อาจารย์ให้ข้อสังเกตว่ากฎหมายประเภทนี้ออกแบบโดยหน่วยงานรัฐส่วนกลาง การบังคับใช้กฎหมายย่อมผ่านการตีความจากคนสองกลุ่มที่แตกต่างกันจากทั้ง กลุ่มผู้ใช้และบังคับกฎหมาย และกลุ่มผู้อยู่ภายใต้กฎหมาย ซึ่งตีความกฎหมายในมุมมองที่แตกต่างกัน ดังนั้นแล้วเมื่อพิจารณาถึงกฎหมายในชีวิตจริง การเกิดขึ้นของปฏิสัมพันธ์ระหว่างบทบาทของกฎหมายกับชีวิตผู้คน และปฏิสัมพันธ์ระหว่างบทบาทของชีวิตผู้คนต่อกฎหมาย ย่อมทำให้เห็นชีวิตของกฎหมาย กฎหมายที่มีชีวิตจริง ๆ ย่อมเกิดจากพื้นฐานปฏิสัมพันธ์ระหว่างสองปัจจัยดังกล่าว กฎหมายจึงมีทั้งความสอดคล้องและความเหลื่อมกันอยู่ มีความไม่ตรงไปตรงมาเสมอ มุมมองที่มีต่อกฎหมายจึงควรมองว่ากฎหมายมีชีวิตที่มีพลวัตซึ่งถูกออกแบบและแต่งเติมโดยมนุษย์หรือกลุ่มคนที่สร้างกฎหมายนั้น ๆ ขึ้นมา
ประวัติศาสตร์การต่อสู้เรื่องป่าชุมชนของชาวบ้านชุมชนหนองเต่า
โดย ศิวกร โอ่โดเชา
ในกระบวนการนี้ คุณศิวกรได้เล่าถึงความเป็นมาของประวัติศาสตร์ลุ่มน้ำแม่วาง
ประวัติศาสตร์ของชุมชนหนองเต่าต่างแสดงให้เห็นถึงพลวัติของความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตผู้คนกับบทบาทของกฎหมาย ในแต่ละยุคสมัยของชุมชนบ้านหนองเต่ามีการปรากฏตัวของความสัมพันธ์ทั้งสองอย่างเด่นชัด เช่น
ยุคสัมปทานป่าไม้เสรี 2445 คุณศิวกรเล่าว่าช่วงนั้นคุณทวดมิพอได้เป็นลูกจ้างของบริษัท บอมเบย์เบอร์มา (Bombay Burmah Trading Corporation) โดยมีหลักฐานแสดงเป็นใบแสดงการเป็นคนในบังคับของอังกฤษในปี ค.ศ.1908 ช่วงดังกล่าวสยามหรือรัฐไทยในสมัยนั้นเปิดพื้นที่ป่าไม้ให้มีการสัมปทานป่าเพื่อการทำไม้ ด้วยความต้องการทำไม้ที่ขยายตัวจึงทำให้ปกาเกอะญอบางส่วนที่สามารถเดินป่าได้อยู่แล้ว ได้ตัดสินใจไปเป็นแรงงานในกิจการทำไม้และเป็นควานช้างในการชักลากไม้ซุง บริบทดังกล่าวทำให้เกิดสุภาษิตของปกาเกอะญอว่า
“น้องนางมีผิวเหลืองทองสวยงามยิ่งนัก แต่ถูกนกยักษ์โฉบเอาไปหมดแล้ว” ความหมายคือ น้องนางเสมือนกับไม้สักทองที่มีเนื้อไม้สวยงามที่อยู่เต็มผืนป่า แต่ถูกนกยักษ์หรือฝรั่งตัดไม้ทำไม้เพื่อทำธุรกิจไปหมดสิ้นแล้ว
ยุคฝิ่นเสรี 2460 เป็นช่วงเวลาที่ฝิ่นเข้ามาในชุมชนหนองเต่า ทำให้ปกาเกอะญอติดฝิ่นส่งผลต่อการทำการเกษตรลดลงเพราะใช้เวลาไปกับการสูบฝิ่น คุณศิวกรได้แสดง “ใบอนุญาตสูบฝิ่น” ซึ่งบรรพบุรุษของเขาได้เก็บเอกสารนี้ไว้มายืนยันว่าก่อนที่ฝิ่นจะเป็นพืชต้องห้ามและถูกทุกองคาพยพทั้งจากของรัฐไทยและสหประชาชาติกำจัดทิ้งและเปลี่ยนผ่านมาสู่การปลูกพืชทดแทน ฝิ่นเป็นพืชที่แพร่หลายเนื่องจากถูกใช้เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการสร้างอำนาจผ่านการมอมเมาผู้คนให้เสพติด
ยุคการอนุรักษ์โดยการใช้กฎหมาย 2484 – 2503 เป็นช่วงที่กฎหมายป่าไม้และเรื่องเล่าที่ระบุว่า “ชาวเขาเป็นผู้ทำลายป่ไม้” เข้มข้น คุณศิวกรเล่าว่าสมัยนั้นพะตีมลฑลถูกจับในข้อหาบุกรุกอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จากการทำไร่หมุนเวียน มีการจับกุมและถูกจำคุก เข้า-ออกผ่านกระบวนการทางศาลตั้ง 3 ครั้ง ซึ่งครั้งสุดท้ายศาลก็มีข้อสงสัยว่าทำไมการจับกุมเข้าคุกแล้วจึงยังคงมีการทำผิดกฎหมายซ้ำ ๆ ท้ายที่สุดการจับกุมในครั้งที่ 3 ศาลจึงผ่อนปรนการพิจารณาลงโทษให้เพราะปัจจัยหลาย ๆ ซึ่งอย่างหนึ่งในนั้นคืออายุที่เข้าสู่วัยชราของพะตี คุณศิวกรเล่าว่าการต่อสู้ทางศาลพะตีต้องขายวัวและขายอะไรหลายอย่างเพื่อใช้ในการต่อสู้ทางศาล นับว่าเป็นต้นทุนจำนวนไม่น้อยที่พะตีต้องแบกรับบนความไม่เข้าใจในวิถีวัฒนธรรมการผลิตแหล่งอาหารของชาติพันธุ์ ซึ่งปัจจุบันข้อเท็จจริงในส่วนการทำ “ไร่หมุนเวียน” มีความชัดเจนขึ้นกว่าในอดีตมาก แต่ยังคงเป็นสิ่งที่ “ไม่ถูกต้อง” ในสายตาของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการป่าไม้และพื้นที่ป่า รวมถึงในสายตาของผู้บังคับใช้กฎหมายดังกล่าวเป็นส่วนใหญ่อีกด้วย
ยุคสัมปทานเหมืองแร่ดีบุกปี 2513 ในปี 2511 มีการทำเหมืองแร่ดีบุก และเหมืองแร่ทังสเตนที่บ้านบ่อแก้ว ช่วงเวลาดังกล่าวชาวบ้านชุมชนหนองเต่านำโดยพะตีจอนิ โอ่โดเชามีการยื่นหนังสือยุติเหมืองแร่ให้กับจอมพลถนอม กิตติขจรในฐานะนายกรัฐมลตรีในสมัยนั้น ซึ่งเดินทางมาเปิดพิธีฝังลูกนิมิตที่วัดบ่อแก้ว ต.บ่อแก้ว อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวการให้สัมปทานเหมืองแร่ก็ยุติไป
ยุคก่อเกิดเครือข่ายลุ่มน้ำแม่วางปี 2535 และยุคเดินขบวนเรียกร้องสิทธิ์ปี 2537 – 2550 ก่อนที่จะถึงยุคกำเนิดเครือข่ายลุ่มน้ำวาง ในปี 2518 – 2519 เป็นช่วงที่นักศึกษาเข้าป่าในช่วงการปราบปรามคอมมิวนิสต์ ห้วงเวลาดังกล่าวนักศึกษาได้แลกเปลี่ยนความคิดในเรื่อง “หลักการคนเท่ากัน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน” ทำให้ปกาเกอะญอชุมชนหนองเต่ามีมุมมองการต่อสู้เรื่องสิทธิเรียกร้องในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของตนเองมากขึ้น อย่างไรก็ตามช่วงต่อมาในยุคกำเนิดเครือข่ายลุ่มน้ำแม่วางปี 2535 NGO ที่เข้ามาในชุมชนมาพร้อมกับความคิดการอนุรักษ์ป่าปลอดคน แต่ภายหลังจากที่ได้ทำความเข้าใจบริบทของชุมชนปกาเกอะญอบ้านหนองเต่า รวมถึงเห็นการบดบังทางประวัติศาสตร์ที่รัฐไทยไม่ได้เล่าถึงการเปิดพื้นที่ป่าให้มีการสัมปทานทำไม้อย่างเข้มข้น ผู้สนับสนุนชุมชนกลุ่มนี้จึงเข้าใจบริบทแล้วหันมาสนับสนุนชาวบ้านในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนแทน หลังจากนั้นเครือข่ายลุ่มน้ำวางได้ร่วมกันฟื้นฟูดิน น้ำ ป่าในชุมชนของตนเองให้มีสภาพที่สามารถร่วมกันดูแลรักษาและใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลตามวิถีปกาเกอะญอได้
หลังจากนั้นปี 2537-2550 เกิดการเดินขบวนเรียกร้องสิทธิ์ของชุมชนบ้านหนองเต่า เริ่มจากการชุมนุมที่ศาลาอ่างแก้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แล้วเดินไปจังหวัดลำพูน ข้อเรียกร้องของชุมชนและเครือข่ายลุ่มน้ำวางคือ หากรัฐบาลไม่มายอมรับฟังปัญหาป่าไม้ที่ดินที่ชุมชนเผชิญและถูกกดทับอยู่ ขบวนจะเดินทางไปถึงที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เนื่องจากว่าขบวนเรียกร้องสิทธิ์ไปหาทั้งนายอำเภอ และผู้ว่าราชการจังหวัดแล้ว ต่างบอกว่าแก้ปัญหาไม่ได้ จึงต้องไปถึงที่ทำเนียบรัฐบาลโดยตรงเท่านั้น
ท้ายที่สุด ช่วงการต่อสู้เพื่อตรากฎหมายป่าชุมชน คุณศิวกรเล่าว่า เดิมป่าชุมชนมีชาวบ้านดูแลรักษาเพื่อเป็นแหล่งอาหาร แหล่งวัสดุการสร้างที่อยู่อาศัย และแหล่งจิตวิญญาณ ซึ่งป่าชุมชนเปรียบเสมือนบ้านที่มั่นคงของชุมชนปกาเกอะญอ แต่ภายหลังที่มีกฎหมายการควบคุมป่าไม้เข้ามาจำกัดการใช้ประโยชน์และการดูแลรักษาป่าชุมชนของชาวบ้าน ชาวบ้านจึงมีการระดมรายชื่อ 50,000 กว่าชื่อประกอบการยื่นร่างกฎหมายป่าชุมชนฉบับประชาชนต่อรัฐสภา เพื่อหวังว่าร่างกฎหมายฉบับนี้จะเป็นกติกาที่เป็นทางการสำหรับการดูแลรักษาป่าของชุมชนในหลายพื้นที่ เพื่อที่จะเป็นทางออกและข้อยุติปัญหาป่าไม้ที่ดินที่ชุมชนต้องแบกรับแม้เป็นระยะเวลานานหลายทศวรรษ แต่ร่างกฎหมายฉบับนี้ถูก สว. เปลี่ยนเนื้อหาที่เป็นหลักการสำคัญไปเสียทั้งหมด ซึ่งก็กระทบต่อขวัญกำลังใจของชาวบ้านและเครือข่ายที่ต่อสู้ อย่างไรก็ตามนักวิชาการมีการหนุนเสริมว่าร่างกฎหมายนั้น แม้อำนาจการจัดการจะยังอยู่ภายใต้กรมป่าไม้ แต่ในเชิงรายละเอียดการจัดการยังเป็นของชาวบ้านอยู่ ซึ่งนับว่ายังเป็นข้อดี
สถานะการณ์ป่าชุมชนในปัจจุบัน คุณศิวกรเล่าว่าในช่วงที่ประกาศป่าชุมชนบ้านหนองเต่า พบข้อจำกัดเรื่องโควตาตัวเลขการขอจำนวนพื้นที่ที่จะประกาศเป็นป่าชุมชน โดยจำกัดการขอประกาศไว้ 3,000 ไร่ แต่ชุมชนเสนอ 5,000 ไร่ โดยยื่นให้คณะกรรมการป่าชุมชนระดับจังหวัด สุดท้ายชุมชนบ้านหนองเต่าก็ได้ประกาศป่าชุมชนตามที่เสนอไป 5000 กว่าไร่
เรียนรู้ความมั่นคงด้านอาหาร ผ่านการทำอาหารท้องถิ่น
ผู้นำการประกอบอาหาร โดย อมรา รักยิ่งประเสริฐ และ อารียา โพนิเบเอ
กิจกรรมช่วงนี้เป็นเรียนรู้ที่มาของความมั่นคงทางอาหารโดยมีวัตถุดิบหลักจากหน่อไม้ซึ่งเป็นพืชที่กำลังออกดอกผลในช่วงฤดูฝนในเดือน 9 นี้ ประกอบด้วย 3 เมนูได้แก่ แกงหน่อไม้ใส่ข้าวคั่ว น้ำพริกมะเขือ ยำหน่อไม้ใส่น้ำปู ซึ่งวัตถุดิบส่วนมากมาจากในสวนในไร่บริเวณที่จัดกิจกรรมและจากชุมชนหนองเต่า สิ่งที่พิเศษในเมนูเหล่านี้ตคือเครื่องเทศที่ใช้ประกอบอาหาร เช่น ใบฮ่อวอที่ส่งกลิ่นหอมมีเสน่ห์ ซึ่งได้ใช้กับทุกเมนูอาหาร กินกับข้าวสวยพันธุ์บือโช
ศึกษาป่าชุมชนบ้านหนองเต่า หมู่ที่ 4
นำโดยคณะกรรมการป่าชุมหนองเต่า
คณะผู้นำการเดินทางศึกษาป่าชุมชนและเป็นผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านตรีบุญ ช่วงโชติชวัลกร (ผู้ช่วยตรี), อารียา โพนิเบเอ (คุณชมพู่), ศิวกร โอ่โดเชา (คุณแซวะ), มนต์นภา สุขพันธุ์สวย (คุณแจ๋ว) และสิริกร พนาอนุรักษ์ (คุณฉ่าหมื่อบี้)
เข้าสู่ช่วงการเดินเข้าป่า สำรวจพื้นที่ป่าที่ชุมชนบ้านหนองเต่าดูแลรักษาเพื่อคงไว้ซึ่งจิตวิญญาณของชุมชนและแหล่งต้นน้ำที่เป็นแหล่งกำเนิดชีวิตของชุมชน ป่าชุมชนถูกกำหนดไว้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ของชุมชนการจะใช้ทรัพยากรในพื้นที่แห่งนี้ จะต้องมีการขออนุญาตจากคณะกรรมการป่าชุมชนที่ดูแลเสียก่อน เพราะว่าพื้นที่ป่าชุมชนไม่ได้เป็นของคนใด คนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นพื้นที่และเป็นแหล่งพึ่งพาของชุมชนทั้งชุมชน
ผู้ช่วยตรี กล่าวว่าป่าชุมชนเป็นแหล่งที่มาของประปาภูเขาชุมชน โดยในป่ามีโครงข่ายลำห้วยที่เกี่ยวพันกันอยู่หลายลำห้วย การแบ่งน้ำใช้ของชุมชนแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ น้ำใช้บริโภค และน้ำใช้ในการเกษตร ซึ่งแบ่งตามตำแหน่งการไหลของน้ำจากแหล่งต้นน้ำบนภูเขา พื้นที่สูงสำรับน้ำดื่ม พื้นที่สูงรองลงมาสำหรับน้ำทำเกษตร นอกจากนี้แหล่งน้ำแห่งเดียวกันจะเข้าสู่กระบวนการกักเก็บและกรองน้ำเพื่อจำหน่ายไปยังหมู่บ้านต่าง ๆ ในบริเวณใกล้เคียง และที่สำคัญยังล่อเลี้ยงไปถึงตู้กดน้ำสาธารณะของชุมชนที่คิดราคาบริการที่ 1 บาท ต่อ 4 ลิตร ซึ่งเงินจากตู้กดน้ำจะนำไปใช้จ่ายค่าดูแลรักษาแหล่งต้นน้ำโดยคณะกรรมการป่าชุมชน
การดูแลป่าชุมชนนอกจากคณะกรรมการป่าชุมชนแล้ว ยังมีมิติในเรื่องของความเชื่อและจิตวิญญาณของชุมชนอีกด้วย ผู้ช่วยเล่าว่าป่าชุมชนจะมีผู้นำทางจิตวิญญาณของชุมชนมาทำพิธีบวชป่าเป็นรอบทุก ๆ 5 ปี ซึ่งล่าสุดชุมชนได้จัดทำไปในปี 2567
สวนคนขี้เกียจ ภูมิปัญญาปกาเกอะญอในการฟื้นฟูป่า
โดย พะตีจอนิ โอ่โดเชา
หลังจากสำรวจป่าชุมชนบ้านหนองเต่า คลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อมได้เดินทางมาศึกษา “สวนคนขี้เกียจ” หรือ “สวนจอเกอะโดะ” ของพะตีจอนิ ปราชญ์ชุมชนแห่งบ้านหนองเต่า พะตีได้พาคณะศึกษาเดินชมบริเวณโดยรอบของสวนแห่งนี้ที่มีขนาดกว่า 15 ไร่ รอบล้อมโดยแนวต้นไผ่ที่สูงกว่า 3 – 4 เมตร ซึ่งทิวทัศน์เต็มไปด้วยพืชนานาสายพันธุ์ เช่น หวาย สะตอ ไผ่ โด่นะแด หน่วยกอก ต้นยางนา ต้นพญาเสือโคร่ง ต้นสน พะตีเล่าว่าพืชในสวนของท่านเคยมีนักวิชาการมาศึกษาและได้บันทึกว่าประกอบด้วยพืชนานาสายพันธุ์กว่า 280 ชนิด
สวนจอเกอะโดะ มีหลักการดูแลรักษาตามระบบธณรมชาติที่สามารถฟื้นฟูสภาพตนเองได้โดยไม่ต้องให้มนุษย์ไปแทรกแซงมาก พืชที่เติบโตในสวนแห่งนี้ส่วนมากเกิดจากการนำเมล็ดพันธุ์มาโปรยแล้วปล่อยให้เจริญงอกขึ้นมาเองตามธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีในการเร่งให้เติบโต เพียงแต่ใช้เวลาและคอยให้ระบบธรรมชาติหล่อเลี้ยงระบบนิเวศในสวนให้สมบูรณ์ก็เพียงพอที่จะกลายเป็นหนึ่งในแหล่งคความมั่นคงของชีวิตปกาเกอะญอได้ พะตีกล่าวว่าปกาเกอะญอมีปัจจัยพื้นฐานของชีวิตอยู่สองอย่างได้แก่ “ที่อยู่และที่กิน” ดังนั้นสวนจอเกอะโดะจึงเป็น “ที่กิน” ที่แต่ละครัวเรือนต้องมีเป็นของตนเอง
ท้ายที่สุด พะตีเล่าถึงการแบ่งโซนสวนจอเกอะโดะว่ามีสามส่วน
ส่วนแรกเน้นปลูกพืชผสมผสาน โดยมีต้นหวายเป็นสักกดส่วนสำคัญ
ส่วนที่สองปลูกต้นไผ่กอสูงใหญ่ และมีการเขีนถึงปรัชญาปกาเกอะญอตรงกำแพงห้องน้ำด้วยถ้อยคำคำเดียวแต่เขียนด้วยนานาภาษาว่า “Crying Place” หรือ “โลกแห่งการร่ำไห้” พะตีกล่าวว่าคนทุกคนเกิดมาบนโลกใบนี้จะต้องพบการร่ำไห้อยู่สามครั้งใหญ่ ๆ ครั้งที่ 1 ตอนเกิดเป็นทารก ครั้งที่ 2 ตอนทะเลาะกับญาติพี่น้อง และครั้งที่ 3 ตอนจากโลกใบนี้ไป
ส่วนที่สาม เป็นส่วนที่ปลูกไม้ยืนต้น พื้นที่ส่วนนี้เองที่พะตีได้เล่าว่าพื้นที่บางส่วนเป็นพื้นที่ที่อยู่ทับเขตพื้นที่ป่าที่รัฐเป็นเจ้าของ แสดงให้เห็นว่าการขีดเส้นแบ่งพื้นที่โดยกฎหมายป่าไม้ หรือกฎหมายป่าสงวน ไม่ได้ปรากฏเป็นเส้นแบ่งทางกายภาพ ดังนั้นปรากฏการณ์นี้แสดงถึงกฎหมายที่บังคับใช้ยังมีข้อบกพร่องในหลักการขีดเส้นแบ่งส่วนอย่างชัดเจน หลักการดังกล่าวยังคงไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น
ก่อนเดินออกจากสวนจอเกอะโดะ พะตีพาคณะศึกษามาดูต้นไม้จิตวิญญาณของคุณศิวกรหนึ่งในลูกชายของพะตีจอนิ โอ่โดเชา โดยเล่าว่าต้นไม้จิตวิญญาณที่นำรกของเด็กมาใส่ไว้ในกระบอกไม้ไผ่แล้วแขวนไว้ที่ลำต้นเพื่อเป็นการดูแลรักษาและส้รางความสัมพันธ์ทางจิตวิญญาณระหว่างเด็กที่จะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ในอนาคตกับต้นไม้ที่เติบโตไปพร้อม ๆ กับเด็กน้อยคนนั้น
ช่วงสุดท้ายของกิจกรรมวันที่ 5 ก.ย. อาจารย์สงกรานต์ชวนนักศึกษาร่วมสะท้อนการเรียนรู้จากการเดินศึกษาการจัดการป่าชุมชนและการจัดการทรัพยากรบนฐานองค์ความรู้ของปกาเกอะญอ รวมถึงการเข้ามามีบทบาทของกฎหมาย และปฏิสัมพันธ์ของชีวิตผู้คนต่อกฎหมายที่เข้ามาเกี่ยวกข้อง ความเห็นส่วนใหญ่ของนักศึกษาสะท้อนถึงการเข้าใจในบริบทของชุมชนบ้านหนองเต่ามากยิ่งขึ้น ซึ่งบริบทของชุมชนนักศึกษาเห็นว่ามีความแตกต่างกันในเรื่องความเข้าใจในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ป่าของรัฐอย่างชัดเจน
สุดท้ายนี้ คลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อมชวนตั้งคำถามถึงกฎหมายที่ใช้ในการควบคุมพื้นที่ป่าไม้ทุกประเภทที่กำลังบังคับใช้อยู่ในปัจจุบันว่า กฎหมายที่บังคับใช้อยู่มีความเคลื่อนไหวโดยพลวัตรไปตามความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตของผู้คนกับบทบาทของกฎหมายมากน้อยแค่ไหน ปัจจุบันเราอยู่ในห้วงปี ค.ศ. 2026 ปีที่ประชาคมโลกต่างยอมรับเรื่องสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง ปีที่ชนเผ่าพื้นเมืองต่างเป็นแนวหน้าผู้แบกรับกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วโลก ย้อนมองกลับมาที่ประเทศไทย กฎหมายที่ปรากฏอยู่ในสังคมไทยตอนนี้ได้พลวัตรไปตามกระแสธารของประชาคมโลกแล้วมากน้อยแค่ไหน หรือยังคงถูกจัดวางไว้ในตู้แช่แข็งภายใต้ฐานคิดเช่นในอดีตหรือไม่
กฎหมายที่ปรากฏเป็นกฎหมายที่พลวัตรมีชีวิต หรือ กฎหมายที่ถูกหยุดอยู่กับที่
การแบ่งกลุ่มสัมภาษณ์คนหลากรุ่น ผู้ก่อตั้งและสืบทอดดูแลป่าชุมชน (Questions)
เริ่มกิจกรรมของเช้าวันที่ 6 ก.ย. โดยการศึกษาเทคนิคการตั้งคำถามสัมภาษณ์ หรือ การแปลงคำถามที่เตรียมไว้เบื้องต้นให้ผู้ให้สัมภาษณ์สามารถเล่าเรื่องได้อย่างตรงประเด็นและอย่างต่อเนื่อง รวมถึงทำให้ผู้สัมภาษณ์สามารถสอบถามเพื่อรวบรวมข้อมูลได้อย่างครบถ้วน กิจกรรมนี้คลินิกกฎหมายได้รับความอนุเคราะห์จาก คุณวรรณา แต้มทอง ที่ช่วยแลกเปลี่ยนเทคนิคการตั้งคำถามและการถามคำถามการให้สัมภาษณ์
หลังจากนั้น ได้แบ่งกลุ่มสัมภาษณ์ตัวแทนผู้ให้สัมภาษณ์จากชุมชนบ้านหนองเต่า โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นตัวแทนผู้อาวุโส กลุ่มที่สองเป็นตัวแทนวัยกลางคน กลุ่มที่สามเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่และเยาวชน ประกอบด้วย พะตีจอเกอะ – ตัวแทนกลุ่มแรก, ผู้ช่วยตรี – ตัวแทนกลุ่มสอง และ คุณอารียา โพนิเบเอ (คุณชมพู่) มนต์นภา สุขพันธุ์สวย (คุณแจ๋ว) และสิริกร พนาอนุรักษ์ (คุณฉ่าหมื่อบี้) – ตัวแทนกลุ่มที่สาม
Reflection State Law was Community Law (Reflection and Reimagination)
ช่วงสุดท้ายของ ELC Field Trip ในครั้งนี้ เป็นกระบวนการประมวลความคิดและสะท้อนจินตนาการของการจัดความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างบทบาทกฎหมายต่อชีวิตผู้คนที่เป็นชาติพันธุ์ซึ่งเป็นผู้ดูแลและพึ่งพาทรัพยการธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ในช่วงนี้อาจารย์เปิดให้นักศึกษาทุกคนลองเสนอความคิดเห็นซึ่งเป็นจินตนาการใหม่ ภายหลังจากที่ได้ผ่านการได้สัมผัสถึง Narrative, Encounter, Question, และ Law ไปแล้วจากการศึกษาชุมชนสองวันที่ผ่านมา
การสะท้อนจินตนาการของนักศึกษาสามารถแบ่งเป็นประเด็นได้ดังนี้
1 กระบวนการตรากฎหมายต้องมาจากตัวแทนของชุมชนซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์
2 คณะกรรมการนโยบายป่าชุมชนตาม ม.9 พ.ร.บ.ป่าชุมชน 2562 ต้องมีตัวแทนจากชุมชนเป็นกรรมการในคณะกรรมการระดับชาติ
3 ปัญหาที่ดินป่าไม้เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเชิงโครงสร้างทางอำนาจ ซึ่งปัจจุบันอำนาจการจัดการทรัพยากรธรรมชาติถูกรวมศูนย์อยู่ที่รัฐไทย แม้เชิงทฤษฎีประเทศไทยมีการแบ่งอำนาจในส่วนภูมิภาคและการกระจายอำนาจในส่วนท้องถิ่น แต่ในเชิงปฏิบัติไม่ได้เป็นไปตามทฤษฎีที่กำหนดไว้ ดังนั้นต้องมีการกระจายอำนาจการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะในเรื่องการกำหนดกติกาชุมชนซึ่งสามารถยกระดับเป็นกฎหมายของชุมชนเองได้
4 การแก้หลักการได้มาของที่ดินตามกฎหมายที่ดิน เพื่อให้สามารถอำนวยให้กลุ่มชาติพันธุ์หรือชุมชนชาติพันธุ์สามารถมีสิทธิในที่ดินตามกฎหมายที่ดินได้
5 เจ้าหน้าที่รัฐที่ได้มีการแต่งตั้งตาม มาตรา 25 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ 2507 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มีดุลพินิจในการใช้อำนาจที่ตีความได้กว้างเกินไป โดยเฉพาะใน (4) “ดําเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดที่เห็นสมควร ทั้งนี้เพื่อป้องกันหรือบรรเทาความเสียหายแก่ป่าสงวนแห่งชาติในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉิน” โดยเห็นว่าต้องสร้างความชัดเจนต่อถ้อยคำ “ตามที่เห็นสมควร”
6 กฎหมายป่าชุมชนต้องมีฐานมาจากกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชุมชนผู้ดูแลป่าชุมชน
7 การเก็บหาของป่าเพื่อดำรงชีพมีข้อจำกัด เนื่องจากสามารถจำกัดโดยระบุทั้งชนิดและประเภทของป่าไว้ตามระเบียบที่คณะกรรมการนโยบายป่าชุมชนกำหนด ตามาตรา 50 พ.ร.บ.ป่าชุมชน 2562 ซึ่งนักศึกษาเห็นว่าการกำหนดกฎเกณฑ์เก็บหาของป่าต้องถูกออกแบบจากชาวบ้านในชุมชนผู้ดูแลป่ารวมถึงจากคณะกรรมการป่าชุมชนระดับท้องถิ่นหรือระดับที่เป็นผู้ดูแลป่าชุมชนจริง ๆ มาร่วมกันออกแบบ
8 หน่วยงานรัฐควรนำงบประมาณที่ศึกษาดูงานต่างประเทศมาใช้กับการศึกษาบริบทของชุมชนที่ดูแลป่าจริง ๆ
9 เสนอให้นำ Model โฉนดชุมชนที่มุ่งเน้นการให้อำนาจชุมชนเป็นผู้ออกแบบและร่วมจัดการที่ดินป่าไม้โดยเสนอว่าเป็นเครื่องมือต้นแบบหนึ่งที่รองรับการอำนวยและดำเนินการให้เป็นไปตามสิทธิในที่ดิน รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของกลุ่มชาติพันธุ์ตาม มาตรา 9 พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ 2568
10 นักศึกษามองว่าปัญหาที่ดินป่าไม้มีรากฐานมาจากมุมมองที่มาจากความต้องการที่แตกต่างกันระหว่างชุมชนกับรัฐ นักศึกษาเสนอว่ารัฐบาลควรลองดำเนินตามข้อเสนอของชุมชนและภาคประชาชนโดยมีระยะเวลาทดลองดำเนินการตามความต้องการของชุมชน 5 ปี แล้วชุมชนกับรัฐบาลร่วมกันประเมินผลว่าการดำเนินการดังกล่าวตอบโจทย์ชุมชนและสังคมโดยรวมอย่างไรบ้าง จึงค่อยตัดสินใจทางนโยบายขั้นต่อไปในอนาคต
11 การแก้ไขกฎหมายที่ควบคุมเขตป่าอนุรักษ์ประกอบด้วย อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า วนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์ และสวนรุกขชาติ ตามพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ 2562 และพ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติ 2562 โดยแก้ไขให้ชุมชนที่อยู่อาศัยมาก่อนกฎหมายบังคับใช้สามารถอาศัยอยู่และทำกินได้ แต่ทั้งนี้ต้องระบุถึงเงื่อนไขและการบังคับโทษเพื่อป้องกันการเข้ามาของบุคคลภายนอกชุมชนหรือผู้แอบอ้าง รวมถึงการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐเองด้วย
ท้ายที่สุด ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง “บทบาทของกฎหมายต่อชีวิตผู้คน” และ “บทบาทของชีวิตผู้คนต่อกฎหมาย” มีการปฏิสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ผ่านการตีความและบังคับใช้กฎหมายโดยกลุ่มทางทางสังคมที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐผู้ดำเนินการตามกฎหมาย หรือชุมชนผู้อยู่ในบังคับของกฎหมาย หรือกลุ่มทั้งสองในฐานะที่เป็นผู้ออกแบบกฎหมายเช่นกัน กลุ่มทางสังคมเหล่านี้ล้วนเป็น “มนุษย์ผู้ออกแบบกฎหมายที่มีความรู้สึก อารมณ์ และความนึกคิด” ฉะนั้นแล้วปรากฏการณ์ตามวัฏจักรชีวิตของกฎหมาย Life of Law จะช่วยสะท้อนให้สังคมให้เห็นว่าปฏิสัมพันธ์ของกลุ่มทางสังคมกลุ่มใดที่มีบทบาทนำหรือกำลังเป็นที่โดดเด่นต่อวัฏจักรชีวิตของกฎหมายในช่วงประวัติศาสตร์สมัยนั้น ๆ อย่างไรก็ตามกลุ่มทางสังคมที่มีบทบาทนำต่อกฎหมายไม่อาจถูกผูกขาดโดยกลุ่มทางสังคมเพียงกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดอย่างตายตัวเป็นสัจนิรันดร์ เพราะกลุ่มทางสังคมประกอบสร้างขึ้นด้วยมนุษย์ผู้มีอารมณ์และความรู้สึกนึกคิด ความสัมพันธ์ทางกฎหมายกับการเคลื่อนไหวทางสังคมย่อมมีการพลวัตรเคลื่อนไหวไปตามความรู้สึกร่วมกันของคนในสังคม ไม่อาจถูกหยุดนิ่งไว้ได้
เรียบเรียงโดย
