นักศึกษาผู้ดูแลเคส


นางสาวเพ็ญณิชา ประถมเสาวนีย์


นายสุพศิน สุทธิวรวิทย์

ปัญหาแม่น้ำกกปนปื้อนสารโลหะหนัก นักศึกษาผู้ดูแลเคสได้มีการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในปีการศึกษาที่ 1/2568 เพื่อเป็นการช่วยเหลือลูกความดังต่อไปนี้

กิจกรรมที่ 1

ลงพื้นที่เพื่อสัมภาษณ์ลูกความ (วันที่ 25 – 27 กรกฎาคม 2568)

อาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษาคลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่บ้านแก่งทรายมูล ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ เพื่อสัมภาษณ์และรับฟังข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในชุมชนจากปัญหาการปนเปื้อนสารหนูและสารโลหะหนักอื่น ๆ ในแม่น้ำกก

จากการลงพื้นที่พูดคุยกับคนในชุมชนบ้านแก่งทรายมูล คุณแสงระวี สุวีรการย์ รองประธานมูลนิธิร่มโพธิ์ และผู้เป็นลูกความร้องเรียนปัญหาแม่น้ำกกปนเปื้อนมลพิษสารโลหะหนัก และ คุณจิรภัทร์ กันธิยาใจ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านแก่งทรายมูล ทำให้ทราบว่าขณะนี้ชุมชนได้รับผลกระทบต่างๆดังนี้

คุณแสงระวี สุวีรการย์ รองประธานมูลนิธิร่มโพธิ์

คุณจิรภัทร์ กันธิยาใจ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านแก่งทรายมูล (ด้านขวา)

เศรษฐกิจชุมชน

ธุรกิจการท่องเที่ยวเป็นรายได้หลักของชุมชน รองลงมาเป็นการประมงและการเกษตร หลังจากข่าวการตรวจพบว่าแม่น้ำกกปนเปื้อนสารหนูนักท่องเที่ยวขาดความมั่นใจ จำนวนนักท่องเที่ยวจึงเริ่มหายไป ธุรกิจแพเปียก ล่องเรือ โรงแรมและรีสอร์ตซบเซาลงอย่างมากจนผู้ประกอบกิจการค่อย ๆ ทยอยปิดตัวไป เช่นเดียวกับการประมงและการเกษตร ยิ่งพบว่าปลาแม่น้ำกกมีลักษณะผิดปกติ พบคนในชุมชนป่วยเป็นผื่นผิดปกติ ยิ่งทำให้ผู้บิโภคปลาแม่น้ำกกและพืชผักที่ใช้น้ำกกหล่อเลี้ยงมีความมั่นใจต่อความปลอดภัยของสินค้าลดลงมาก สำหรับเกษตรบางคนที่ได้รับเงินจากเอกชนผู้รับซื้อผลผลิตทางเกษตรของตน เงินดังกล่าวก็ไม่เพียงพอต่อต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าเอกชนจะมีการตรวจคุณภาพดินให้แต่ที่ดินที่ตรวจพบการปนเปื้อนก็ใช้ประโยชน์ไม่ได้ทำให้เกษตรกรต้องหาที่ดินที่ปลอดภัยเพื่อเช่าปลูกพืชใหม่

ซุ้มนั่งริมแม่น้ำกกที่หยุดการฟื้นฟูการก่อสร้าง หลังจากมีเรื่องการปนเปื้อนสารโลหะหนัก

ชาวบ้านรื้อถอนไม้ไผ่ที่ใช้เป็นวัสดุทำซุ้มริมแม่น้ำกก

แหล่งน้ำเพื่อการบริโภคและใช้ในการเกษตร

ปัจจุบันคนในชุมชนยังกล่าวว่าต้องซื้อน้ำดื่มสะอาดมาบริโภคกันเอง แหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคและใช้ในการเกษตรที่พึ่งได้นอกจากแม่น้ำกกมีอีก 2 แห่งคือ ประปาภูเขาและน้ำบาดาล ซึ่งคนในชุมชนยังคงสะท้อนความต้องการความช่วยเหลือเรื่องน้ำดื่มที่สะอาด และเครื่องกรองน้ำประจำบ้านเนื่องจากมีการสังเกตพบว่าคนในชุมชนเป็นโรคนิ่วกันจำนวนไม่น้อย และต้องการทราบผลการตรวจคุณภาพน้ำบาดาล

เครื่องกรองน้ำที่ติดตั้ง ณ อาคารประชุมของชุมชนแก่งทรายมูล ไม่ได้รับการเปลี่ยนไส้กรองเป็นเวลานานเนื่องจากการหาซื้อไส้กรองยากและราคาค่อนข้างสูง

ท่อประปาชุมชนติดริมน้ำกก คาดว่าเป็นท่อประปาภูเขาของชุมชนแก่งทรายมูล

ภัยพิบัติน้ำท่วมรุนแรง

ภัยพิบัตินี้เป็นเหตุให้เกิดปัญหาที่ดินในการทำเกษตร พื้นที่รีสอร์ต ที่พักอาศัย และริมตลิ่งถูกทำลายและพัดหายไปกับน้ำท่วม การเยียวยาจากหน่วยงานรัฐ แม้จะคนในชุมชนที่ได้รับความเสียหายจะได้รับกันไปบ้างแล้ว แต่ชาวบ้านยังคงต้องแบกรับภาระความเสี่ยงในการทำธุรกิจและการเกษตรด้วยตนเองต่อไป

อาคารที่ตั้งอยู่ด้านล่างวัดท่าตอนพังทลายจากการที่ดินถูกแรงน้ำท่วมพัดทลายหายไปพร้อมกัน

ที่ดินบริเวณริมโค้งติดกับแม่น้ำกก บางส่วนถูกน้ำท่วมปี 2567 พัดทลายหายไป

สุขภาพทั้งกายและใจของคนในชุมชน

สภาวะสุขภาพกายและใจของคนในชุมชนอยู่ในภาวะการหวาดระแวงและเฝ้าระวังจากผลกระทบจากการปนเปื้อนของแม่น้ำกก ในชุมชนแก่งทรายมูลพบผู้ป่วยซึ่งประกอบอาชีพชาวประมงมีอาการผิดปกติทางผิดหนังหลังจากตนเองลงแม่น้ำกกเพื่อหาปลาในช่วงที่แม่น้ำมีสีขุ่น ผู้ป่วยกล่าวว่าอาการบาดเจ็บจากผื่นดำต้องใช้ระยะเวลารักษาที่นาน 3 – 4 เดือนกว่าอาการบาดเจ็บจะทุเลาลง โชคไม่ดีคือปัจจุบันโรคนั้นก็ยังไม่หายขาดเพียงแต่อาการทุเลาลงไปค่อนข้างมาก ส่วนเรื่องจิตใจคนในชุมชนกล่าวว่าขาดความมั่นใจเรื่องการบริโภคน้ำ ปลาและผลผลิตทางเกษตรเป็นอย่างมาก

การสอบถามและสัมภาษณ์ข้อมูลสภาพชุมชนและผลกระทบทางสุขภาพจากคนในชุมชนแก่งทรายมูล

สถานะบุคคลของคนในชุมชน

เนื่องจากคนใน ต.ท่าตอน ส่วนใหญ่เป็นคนไทใหญ่ และชาติพันธุ์อื่นๆ เช่น ลาหู่ ดาราอั้ง ปัญหาการได้รับสัญชาติไทยเพื่อรับสิทธิบริการสาธารณะจากภาครัฐจึงเป็นปัญหาสำคัญ การเยียวยาทั้งเรื่องความเสียหายต่อทรัพย์สินและร่างกายสุขภาพอานามัยของคนในชุมชนจึงยังไม่ครอบคลุมครบถ้วน

การสอบถามปัญหาสถานะบุคคล ณ สำนักงานมูลนิธิร่มโพธิ์

ข้อกังวลของชุมชน

1 เรื่องของการได้รับการเยียวยาจากหน่วยงานภาครัฐ

เนื่องจากปัญหาเรื่องสถานะบุคคลคนในชุมชนบางคนที่ยังไม่ได้รับรองสิทธิจึงยังไม่ได้รับการบริการให้ความช่วยเหลือจากรัฐ ชุมชนสะท้อนว่าประเด็นนี้ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องแก้ไขโดยเร็วเช่นกัน

 

2 การตรวจสุขภาพคนในชุมชนและคุณภาพสิ่งแวดล้อม

การตรวจสุขภาพชุมชนสะท้อนว่าพึ่งได้พบเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท่าตอนและอาสาสมัครสาธารณะสุขประจำหมู่บ้านเข้ามาแจ้งการเก็บตัวอย่างปัสสาวะ ปัจจุบันอยู่ในช่วงการตรวจและวินิจฉัยรายงานผล

ส่วนคุณภาพน้ำจากแม่น้ำกกและดินจะมีการตรวจในรอบประจำ 1 เดือนสำหรับตรวจคุณภาพดิน และรอบประจำ 2 เดือนสำหรับตรวจคุณภาพน้ำ ซึ่งตรวจโดยกรมควบคุมมลพิษ การรายงานผลคุณภาพน้ำมีการรายงานผลต่อเนื่อง แต่คุณภาพดินยังไม่มีการแจ้งผลคุณภาพดินและพื้นที่เก็บตัวอย่างดินแก่ชุมชน

ส่วนพืชผลทางการเกษตร ชุมชนกล่าวว่ามหาวิทยาลัยนเรศวรเข้ามาตรวจพืชเศรษฐกิจชุมชน ทราบว่า พริก มะเขือ และข้าวโพดมีผลตรวจเกินค่ามาตรฐาน ส่วนกระเทียมและกระเจี๊ยบเขียวยังอยู่ระหว่างรอการรายงานผล ทั้งนี้ชุมชนกังวลในเรื่องของการเยียวยาความเสียหายและแผนการจัดการมลพิษในอนาคตว่าจะสามารถทำได้อย่างไรบ้าง

 

3 การได้รับข่าวสารข้อมูลจากภาครัฐที่ชัดเจนเข้าใจได้ง่ายไม่ทำให้เกิดความสับสน

ชุมชนกล่าวว่าผลการรายงานคุณภาพน้ำ ดิน พืชต่าง ๆ มีความยากต่อการทำความเข้าใจเนื่องจากเป็นการอธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์ คนในชุมชนไม่สามารถทำความเข้าใจได้โดยตรง จึงต้องการให้การรายงานผลสามารถทำให้อ่านเข้าใจได้ง่ายมากขึ้น และการชี้แจงข้อมูลต้องมีความชัดเจนไม่ทำให้เกิดความสับสน เช่น การรายงานว่าผลการตรวจคุณภาพน้ำยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานแต่ไม่ควรนำไปบริโภค การอธิบายลักษณะย้อนแย้งเช่นนี้ทำให้คนในชุมชนมีความเชื่อถือต่อข้อมูลน้อยลงซึ่งเป็นผลเสียต่อการสื่อสารของหน่วยงานรัฐและชุมชน

 

4 แผนการดำเนินการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วมและปัญหาความเสียหายทางการเกษตรที่ชัดเจน

การดำเนินการต่อไปของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีแผนอย่างไรต่อไป คนในชุมชนมีต้องการเห็นหนทางการได้รับความช่วยเหลือโดยเร่งด่วน เช่น สำหรับการเกษตรเกษตรกรในชุมชนกล่าวว่าหากผลตรวจดินรายงานออกมาว่าดินปนเปื้อนสารผิดเกินค่ามาตรฐาน ตนเองจะได้เตรียมหาที่ดินเพื่อเพาะปลูกในฤดูเพาะปลูกที่ใกล้จะถึงนี้ได้ทันเวลา หากการรายงานผลล่าช้าความเสียหายไม่ได้เกิดขึ้นแต่กับชุมชนเพียงอย่างเดียวแต่ยังเกิดต่อกับผู้บริโภคด้วย การมีแผนการรับมือในอนาคตย่อมจะทำให้ลดทอนความเสียหายที่จะเกิดขึ้นได้บ้าง

“ประชุมสัมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่องการแก้ไขปัญหา โคลนพิษแม่น้ำกก” ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่

(วันที่ 27 กรกฏาคม 2568)

จัดการประชุมโดย คณะสงฆ์ อ.ฝาง – แม่อาย – ไชยปราการ และหน่วยงานภาครัฐ – เอกชน – ประชาชน – กลุ่มองค์กรเครือข่าย พบประเด็นที่น่าสนใจและชวนติดตามจากการประชุมได้แก่

1 คณะทำงานภาควิชาการและภาคประชาชนเพื่อช่วยเหลือและแก้ไขปัญหา

ภาควิชาการ

ทีมวิจัยมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มีการตั้งโครงการวิจัย 12 โครงการ โดยแบ่งเป็นประเด็นวิจัยเพื่อแก่ไขปัญหา 4 มิติ ดังนี้ ด้านเทคนิคทางวิทยาศาสตร์เพื่อการบำบัดน้ำและฟื้นฟูระบบนิเวศ, ด้านสังคมศาสตร์และการพัฒนาอาชีพเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน, ข้อเสนอเชิงนโยบายเร่งด่วนที่สามารถนำไปสู่การดำเนินการในระดับพื้นที่และระดับประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม และด้านกฎหมายเพื่อการจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม

นอกจากนี้มีการเก็บข้อมูลเพื่อรวบรวมแบบคัดกรองสุขภาพเบื้องต้น ณ บ้านแก่งทรายมูลและบ้านร่มไท ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ มีการทำแบบคัดกรอง 542 ชุด พบว่าในกลุ่มนี้มีระดับความเสี่ยงต่ำ ร้อยละ 96.9 ระดับความเสี่ยงปานกลาง ร้อยละ 3.1 พบอาการมีผื่นคล้ายตาปลาและผิวหนังเปลี่ยนสีเข้มคล้ำขึ้น และในส่วนข้อกังวลเรื่องสุภาพ เรื่องการปนเปื้อนสารพิษในปลาและสิ่งมีชีวิตในน้ำและสิ่งแวดล้อม ต้องการให้หน่วยงานรัฐคืนข้อมูลที่เก็บรวบรวมไปให้กับชุมชน และเปิดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนมากขึ้น

ส่วนท้ายเรื่องแผนงานต่อไปในอนาคต ภาควิชาการเห็นด้วยกับการปิดเหมืองแร่ ซึ่งการแก้ไขปัญหาในจุดนี้ใช้ระยะเวลานาน ในระหว่างนี้ต้องการให้เกิดการแก้ปัญหาเรื่องสุขภาพ ความไม่มั่นคงในชีวิตของชาวบ้าน การรองมีแผนรองรับเรื่องการประกอบอาชีพหากไม่สามารถทำเกษตรต่อไปไม่ได้ การเตรียมความพร้อมเรื่องทักษะการตรวจคุณภาพน้ำอย่างง่ายซึ่งชาวบ้านสามารถตรวจวัดเองได้  การจัดทำวิเคราะห์และรับรองคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตรและประมง ระบบติดตตามดูแลสุภาพของประชาชนโดยเริ่มจากการตรวจกลุ่มเสี่ยง การฟื้นฟูเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของชุมชน และการอบรมความรู้ทางวิชาการเรื่องการดำเนินชีวิตบนความไม่มั่นคง

ภาคประชาชน

สมาคมปิดเหมืองแร่ จะทำงานเก็บข้อมูลชุมชนประเด็นการปนเปื้อนของสารพิษเพื่อการสื่อสารเรื่องผลกระทบที่สามารถขยายขอบเขตไปสู่พื้นที่เมืองเชียงใหม่ได้

มูลนิธิพัฒนาพื้นที่ชุมชนและเขตภูเขา หรือ พชภ. มีการติดตั้งจุดเตือนภัยโดยเป็นการตั้งเสาวัดระดับน้ำเตือนภัยการตรวจดูระดับน้ำจะทำโดยคนในชุมชนและจะแจ้งเตือนสื่อสารระหว่างคนในชุมชนด้วยกัน ปัจจุบันวางแผนว่าจะดำเนินการใน 7 ชุมชน และมีชุมชนธนารักษ์เป็นชุมชนนำร่อง

รวมถึงทราบว่ารัฐบาลมีแผนการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยการจะดำเนินโครงการทำฝายดักตะกอน 4 แห่งบนแม่น้ำกก ซึ่งปัจจุบันยังไม่สามารถดำเนินโครงการได้เนื่องจากติดข้อปัญหา 3 ประเด็น ได้แก่ พื้นที่ก่อสร้างเป็นพื้นที่อยู่ในความดูแลของกรมป่าไม้ กรมอุทยาน กรมเจ้าท่า รัฐบาลจะดำเนินโครงการโดยยังไม่ได้ดำเนินตามขั้นตอนการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และโครงการยังไม่มีการจัดทำกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน

มูลนิธิร่มโพธิ์ ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานประสานงานระหว่างพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบและหน่วยงานต่างๆ และในเดือนสิงหาคมนี้ จะมีแผนงานที่จะจัดเวทีเสวนาเพื่อแก้ไขปัญหาอยู่อย่างต่อเนื่อง

2 เรื่องของการตรวจคุณภาพน้ำและตะกอนดิน

นายสมภพ หน่อแก้ว ปลัดอำเภอแม่อาย ผู้แทน นางสลีลญา คำภาแก้ว นายอำเภอแม่อาย กล่าวถึงเรื่องวัสดุที่ใช้ตรวจคุณภาพน้ำ ขณะนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ได้แต่งตั้งหน่วยงานเจ้าภาพดู แต่มีปัญหาเรื่องขวดเก็บตัวอย่างน้ำต้องรอการแจ้งผลดำเนินการของนายอำเภอซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบส่วนนี้ สำหรับการตรวจสารตะกอนขณะนี้ตรวจพบ สารหนู แคดเมียม โครเมียม และตะกั่วในตะกอนดินแล้ว

3 ข้อห่วงกังวัลและผลกระทบ เสียงจากตัวแทนประชาชนในพื้นที่

ผู้อำนวยการโรงเรียนเพียงหลวง กล่าวว่าช่วงเทศกาลสงกรานต์ทุกปีเป็นช่วงที่ร้านค้า กิจการริมน้ำ และการโรงแรมครึกครื้นมีนักท่องเที่ยว แต่หลังจากประสบกับปัญหาแม่น้ำกกปนเปื้อน กิจการเหล่านี้ซบเซาลง

โรงเรียนเพียงหลวงมีนักเรียน 892 คน ร้อนละ 90 เป็นคนใน ต.ท่าตอน ซึ่งส่วนใหญ่มีผู้ปกครองประกอบอาชีพประมง เกษตร ขับเรือข้ามฟาก เมื่อน้ำกกได้รับผลกระทบผู้คนจึงมีความกังวลว่าจะดำเนินชีวติต่อไปได้อย่างไร สำหรับความรู้ในการดูแลป้องกันตนเองจากปัญหา ทางโรงเรียนใช้วิธีประชาสัมพันธ์และให้ความรู้แก่นักเรียนในเบื้องต้น ส่วนการจัดหาน้ำของโรงเรียนใช้แหล่งน้ำจากน้ำบาดาล 3 บ่อ ซึ่งผู้อำนวยการยังคงกังวลว่าอาจจะถูกปนเปื้อนได้ในอนาคต

4 การตรวจสุขภาพ

นางอำพรรณี ศรีทอง ตัวแทนโรงพลยาบาลแม่อาย กล่าวถึงเรื่องการเฝ้าระวังสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจของชุมชน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท่าตอนและโรงบาลแม่อายมีการประเมินความเสี่ยงแบบสุ่มทำ 11 หมู่บ้าน ผลที่มีได้คือพบค่าความเสี่ยงในระดับสูงและกลาง และวันที่ 29 กรกฏาคม 2568 สำหรับการตรวจเฝ้าระวังสุขภาพจะมีการส่งตรวจปัสาวะที่สุ่มตรวจจาก 11 หมู่บ้านไปยังโรงพยาบาลจังหวัดระยอง

5 มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ.2568

ตัวแทนจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคมนี้ โดยมติมีการกำหนดให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องมีมาตรการแก้ไขทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ดังนี้

มาตรการภายในประเทศ

1 ให้กรมควบคุมมลพิษเพิ่มความถี่ของการเก็บตัวอย่างน้ำและตะกอนดินในพื้นที่เสี่ยง 

2 ให้กระทรวงสาธารณสุข (โดยกรมควบคุมโรค กรมอนามัย และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด) ตรวจสุขภาพและคัดกรองโรคที่อาจเกิดจากโลหะหนัก (โดยเฉพาะสารหนู) ให้แก่ประชากรกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่อย่างเร่งด่วนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

3 ให้การประปาส่วนภูมิภาค องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกระทรวงมหาดไทยเร่งจัดหาน้ำดื่มสะอาดสำรองสำหรับประชาชนในพื้นที่ที่ประสบภัย

4 ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประเมินผลกระทบเบื้องต้นต่อภาคเกษตรกรรมและการท่องเที่ยว และกำหนดมาตรการช่วยเหลือเยียวยาเฉพาะหน้าแก่ผู้ได้รับผลกระทบ

มาตรการระหว่างประเทศ

1 ให้กระทรวงการต่างประเทศเร่งดำเนินการเจรจากับประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ เพื่อให้ยุติการประกอบกิจการเหมืองแร่ที่เป็นต้นเหตุของมลพิษโดยเร็วที่สุด

2 ให้กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดันให้ประเทศในภูมิภาคกำหนดแนวทางความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดน

กิจกรรมที่ 2

ลงพื้นที่เก็บข้อมูลชุมชนแก่งทรายมูล (วันที่ 19 – 23 กันยายน 2568)

นักศึกษาผู้ดูแลเคสทั้งสอง และเจ้าหน้าที่ผู้จัดการโครงการคลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่เก็บข้อมูลพื้นฐานของชุมชนบ้านแก่งทรายมูล ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อมูลผลกระทบของผู้ที่อยู่อาศัยในชุมชน นำร่อง 10 ครัวเรือน การเก็บข้อมูลใช้วิธีการสัมภาษณ์ตามกรอบหัวข้อของแบบบันทึกข้อมูลชุมชนซึ่งประยุกต์ใช้จากเครื่องมือศึกษาวิถีชุมชน 7 ชิ้นของนายแพทย์โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์

ภาพจาก: เว็ปไซท์ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์กรมหาชน), Cultuio,

เก็บข้อมูลชุมชนให้เป็นภาพเป็นผัง: สรุปย่อเครื่องมือ 7 ชิ้น

แบบบันทึกข้อมูลชุมชนนี้มุ่งเน้นการเก็บข้อมูลผลกระทบทางสุภาพ ลักษณะการใช้น้ำหรือสัมพันธ์กับแม่น้ำกก ซึ่งเชื่อมโยงกับการประกอบอาชีพและผลกระทบจากแม่น้ำปนเปื้อนสารโลหะหนัก โดยประกอบไปด้วยหัวข้อประวัติส่วนตัวและช่องทางติดต่อ การรับรู้ข้อมูลปัญหาแม่น้ำกกปนเปื้อนสารโลหะหนัก พฤติกรรมการใช้น้ำ การประกอบอาชีพ โรคประจำตัวและสิทธิการรักษาพยาบาล สถานการณ์ภายหลังจากที่ได้ทราบข่าวแม่น้ำกกปนเปื้อน ข้อกังวลต่อปัญหาแม่น้ำกกปนเปื้อน และความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐรวมถึงความต้องการของตนเองต่อหน่วยงานรัฐ

ตัวอย่างแบบสอบถามเก็บข้อมูลชุมชนแก่งทรายมูล ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่

ขอยกตัวอย่างข้อมูลของคนในชุมชน 2 ชุดที่บันทึกข้อมูลมา พบข้อมูลที่มีลักษณะใกล้เคียงกันซึ่งส่งผลกระทบต่อสิทธิในการดํารงชีวิตในสิ่งแวดล้อมและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ ตามที่พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 5 วรรคหนึ่งได้รับรองไว้ อันได้แก่ เรื่องสถานะบุคคล โรคประจำตัว การประกอบอาชีพ และความต้องการต่อหน่วยงานรัฐ

สถานะบุคคล ผู้ให้สัมภาษณ์ทั้งสองท่านไม่ได้เป็นผู้มีเชื้อชาติไทย และเป็นผู้ถือบัตรบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติ ซึ่งมีผลกระทบต่อการได้รับการเยียวยาความเสีบหายของพืชผลและที่ดินเพาะที่ถูกทำลายจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ปี 2567 เนื่องจากไม่สามารถนำที่ดินที่ตนครอบครองอยู่ขึ้นทะเบียนธนาคารเพื่อการเกษตรได้  นอกจากนี้ยังส่งผลต่อการมีส่วนร่วมต่อการเมืองท้องถิ่น เช่น การรับตำแหน่งราชการเป็นผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน เนื่องจากบุคคลเหล่านี้ไม่มีสัญชาติไทยทำให้ไม่มีคุณสมบัติทางสถานะบุคคลในการเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง หรือได้รับการช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐบาลดังที่กล่าวไป

โรคประจำตัว จากข้อมูลทั้ง 2 ชุด พบว่ามีโรคประจำตัวเป็นโรคไทรอยด์เป็นพิษ (Hyperthyroidism) ซึ่งโรคนี้อาการเบื้องต้นจะทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย เป็นไข้ หัวใจเต้นเร็ว การรักษาต้องไปรักษาที่โรงพยาบาลแม่อายหรือคลินิกที่อำเภอฝาง โดยการใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทอง ที่น่าสังเกตคือพบว่าลูกสาวของหนึ่งในผู้ให้สัมภาษณ์ป่วยเป็นโรคนี้เช่นกัน ระยะเวลาป่วยมีอาการต่างช่วงเวลากันมีทั้งเริ่มป่วยช่วง 3 – 4 ปีที่แล้ว และป่วยมานานแล้ว 30 ปี การรักษาเบื้องต้นคือทานยาและทายาแก้อาการจากแพทย์สมัยใหม่ ที่สำคัญผู้ให้สัมภาษณ์ทั้งสองระบุว่าหลังจากการสัมผัสแม่น้ำกกเมื่อช่วงเดือนเมษายน พ.ศ. 2568 ที่ทราบข่าวการปนเปื้อนสารโลหะหนัก ผู้ให้สัมภาษณ์ทั้งสองรายพบอาการผิดปกติแต่มีอาการแตกต่างกัน รายหนึ่งระบุว่าลูกสาวของตนหลังสัมผัสแม่น้ำกกพร้อมกันตน ลูกสาวมีผื่นคันขึ้นส่วนตนเองไม่แสดงอาการผิดปกติ แก้อาการโดยใช้ยาทาและอาบน้ำฟ้าทะลายโจรซึ่งใช้เวลารักษาไป 1 เดือน อาการผื่นคันเริ่มจางหายไป ส่วนอีกรายหนึ่งหลังจากสัมผัสแม่น้ำกกที่สังเกตว่าน้ำเริ่มมีสีขุ่นระบุว่าเมื่อขึ้นมาจากน้ำรู้สึกว่าร่างกายส่วนที่สัมผัสน้ำมีความเย็นมากกว่าปกติ

การประกอบอาชีพ จากข้อมูลผู้ให้สัมภาษณ์ทั้งสอง พบว่าโดยพื้นฐานแล้วผู้ให้สัมภาษณ์ยังต้องประกอบอาชีพทำการเกษตรซึ่งพึงพิงการใช้ประโยชน์จากที่ดินและแหล่งน้ำทั้งคู่

รายที่หนึ่ง มีอาชีพเกษตรกรเป็นหลักปลูกพืชพรรณที่หลากหลาย ได้แก่ กระเทียม ข้าวโพดหวาน มะม่วง ข้าว ถั่ว ผักกาด บางส่วนของพืชพรรณที่ปลูกใช้เพื่อบริโภคภายในครัวเรือนและอีกส่วนปลูกเพื่อขาย โดยปกติอาศัยน้ำประปาภูเขาในการใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภคทั่วไป และระบุว่ามีการกักเก็บน้ำสำรองในแทงค์น้ำชุมชนจำนวน 2,000 ลิตร รวมถึงการหาปลาเพื่อบริโภคในแม่น้ำกก การลงไปเล่นน้ำดับร้อนและการใช้น้ำกกทำความสะอาดเสื้อผ้าในหน้าแล้งซึ่งกิจกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงที่น้ำยังใส นอกจากนี้น้ำท่วมเมื่อปี พ.ศ. 2567 ทำให้พื้นที่การเกษตรที่มีอยู่เดิมเสียหายทั้งหมดต้องย้ายไปเช่าที่ดินเพื่อเพาะปลูกใหม่บริเวณแม่น้ำฝางที่ไหลมาบรรจบแม่น้ำกก การเยียวยาจากความเสียหายที่ได้รับยังไม่สามารถเข้าถึงได้เพราะติดเงื่อนไขว่าที่ดินไม่สามารถนำที่ดินไปขึ้นทะเบียนกับธนาคารเพื่อการเกษตรได้

รายที่สอง ช่วงก่อนน้ำท่วมปี พ.ศ. 2567 ประกอบอาชีพหลักคือก่อสร้าง และทำซุ้มและแพเปียกเป็นอาชีพเสริม รายได้หลักมาจากอาชีพทั้งสองนี้ โดยเฉพาะการทำซุ้มและแพเปียกในฤดูท่องเที่ยวซึ่งสร้างรายได้กว่า 100,000 บาทต่อปี หลังจากน้ำท่วมปี พ.ศ. 2567 ซุ้มพักผ่อนและแพเปียกเสียหาย ต้องลงทุนใหม่ป็นจำนวนเงิน 60,000 บาทเพื่อเตรียมพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาช่วงเมษายนปี พ.ศ. 2568 แต่เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2568 มีการประกาศข่าวเรื่องการปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำกกทำให้นักท่องเที่ยวหายไป ธุรกิจไม่สามารถดำเนินต่อไปได้จึงจำใจต้องปิดกิจการไปและหันมาประกอบอาชีพก่อสร้างที่เหลืออยู่

อาชีพก่อสร้างเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรองรับรายจ่ายของครอบครัวได้ เมื่อเดือนกรกฏาคม พ.ศ. 2568 จึงตัดสินใจลงทุนเปิดร้านอาหารตามสั่งหน้าบ้านตนเอง โดยมีภรรยาของตนดูแลกิจการนี้เพื่อชดเชยรายได้ที่หายไปนอกจากนี้ยังเริ่มทำสวนทุเรียนที่บ้านห้วยน้ำเย็นและปลูกในที่ดินบนภูเขาโดยน้ำที่ใช้มาจากบ่อบาดาล มีการสูบน้ำขึ้นมาเพื่อพักไว้ที่บ่อพักน้ำแล้วจึงนำไปใช้ในการเพาะปลูก ผลผลิตจะขายให้กับพ่อค้าคนกลางหากราคาไม่ดีจะนำมาขายบริเวณหมู่บ้านด้วยตนเอง มีการปลูกพริกเพื่อเตรียมขายในฤดูหนาวซึ่งขาดว่าจะได้ราคาประมาณ 170 บาทต่อกิโลกรัมและนำพริกบางส่วนมาใช้เป็นวัตถุดิบในร้านอาหารตนเองอีกด้วย

ที่สำคัญความต้องการของผู้ให้สัมภาษณ์ทั้งสองรายต่อหน่วยงานรัฐ คือเสนอให้มีการไปเจรจาหยุดเหมืองแร่ที่ต้นทาง ทั้งสองมองว่าเป็นวิธีแก้ไขปัญหาที่ต้นทาง และไม่ต้องการให้รัฐบาลก่อสร้างโครงการฝายดักตะกอนเพราะเห็นว่าเป็นการดำเนินงานที่อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบอย่างอื่นตามมาได้ ได้แก่ โครงการอาจสร้างใกล้ที่ดินทำกินของชาวบ้าน และโครงการยังไม่ชัดเจนในเรื่องของปัญหาการกำจัดและขนย้ายตะกอน

นอกจากข้อมูลสัมภาษณ์สองครัวเรือนข้างต้นแล้ว นักศึกษาผู้เก็บรวบรวมและบันทึกข้อมูลยังได้สรุปภาพรวมข้อมูลที่ได้จากการลงพื้นที่บ้านแก่งทรายมูลในครั้งนี้ไว้ โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

บริบทและประวัติชุมชนแก่งทรายมูล 

พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ที่ติดริมแม่น้ำกกมีความยาวประมาณ 16-17 กิโลเมตร

บ้านร่มไท หมู่ 14 ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ มีประชากรประมาณ 700 หลังคาเรือน จำนวนประชากรประมาณ 1,000 กว่าคน

บ้านแก่งทรายมูล เป็นหย่อมบ้านภายใต้หมู่ 14 ของบ้านร่มไท มีประชากรประมาณ 200 หลังคาเรือน เขตพื้นที่ของตำบลท่าตอนมีชาติพันธุ์อาศัยอยู่ 12 ชนเผ่า

ช่วงก่อนปี พ.ศ.2535 บ้านแก่งทรายมูลมีเรือประมาณ 150 ลำ อาชีพหลักของคนในชุมชนอันดับแรกคือการท่องเที่ยว มีการทำแพเปียก มีนักท่องเที่ยวล่องแพไปยังชุมชนของชนเผ่าต่าง ๆ เรียนรู้วิถีชุมชน ทำให้คนในชุมชนมีรายได้ อีกหนึ่งอาชีพสำคัญคือการทำการเกษตร มีการทำการเกษตรทั้ง 2 ฝั่งของแม่น้ำกก

ในอดีตมีการใช้แม่น้ำกกเป็นเส้นทางสัญจรหลักจากเชียงรายมาท่าตอน ใช้ขนส่งพืชผักทางการเกษตร และใช้เป็นเส้นทางอพยพของคนพม่ากับลาว เมื่อก่อนชาวบ้านที่ท่าตอนเข้าใจว่าตนเองอาศัยอยู่ประเทศไทยจนกระทั่งรัฐไทยแบ่งเขตแดนแล้วชาวบ้านถึงทราบว่าตนเองอยู่ในเขตของพม่าทำให้เกิดการตกหล่นเรื่องสัญชาติ คนในหมู่บ้านส่วนมากจึงถือบัตรสีชมพู หรือบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย

ประเพณีที่พึ่งพิงแม่น้ำกก จะประกอบด้วยประเพณีของปกาเกอะญอ – สักการะผีบัวน้ำ และประเพณีของไทใหญ่ – ลอยอุปคุต ซึ่งจัดปีละครั้งเดือนสิงหาคมหรือกันยายน

ประวัติศาสตร์ชุมชน

พ.ศ. 2530

ชุมชนเริ่มมีไฟฟ้าใช้

พ.ศ. 2532-2533

มีการทำถนนทางหลวงหมายเลข 107 ท่าตอน – แม่จัน

พ.ศ. 2531

มีการสร้างฝายป่ายางมน เพื่อผันน้ำเข้าไปที่จังหวัดเชียงราย เป็นข้อสังเกตว่าฝายทำให้จำนวนปลาขนาดใหญ่ที่ท่าตอนลดน้อยลงมาก

พ.ศ. 2536

มีท่าดูดทรายเกิดขึ้นที่แรกในท่าตอน

พ.ศ. 2561

รัฐบาลพม่าให้สัมปทานพื้นที่ต้นน้ำกก เริ่มมีการทำเหมืองแร่ถ่านหินบริเวณต้นน้ำกก ทำให้คนที่อาศัยอยู่ในเขตพืื้นที่เหมืองอพยพเข้ามาในเขตประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย และหลังจากมีการทำเหมืองชาวบ้านสังเกตุได้ว่าน้ำไม่ใส

พ.ศ. 2566

น้ำเริ่มขุ่นจากการมีท่าทราย แต่ถึงจะขุ่นอย่างไรก็ใสกว่าที่เป็นอยู่ปัจจุบัน

ลักษณะการใช้น้ำ

เดิมชาวบ้านใช้น้ำประปาภูเขาในการอุปโภค โดยจะมีการสูบน้ำเก็บไว้ในแทงค์น้ำในหมู่บ้านเพื่อเก็บไว้ใช้ในหน้าแล้ง หากน้ำไม่พอใช้ก็จะใช้น้ำจากแม่น้ำกกในการอาบ ซักผ้า หรือลงเล่นน้ำ

สถานการณ์ผลกระทบในปัจจุบัน

1 ด้านอาชีพ

เกษตรกรรม – เกษตรกรในบ้านแก่งทรายมูลส่วนมากจะทำเกษตรติดริมน้ำกก แต่น้ำที่ใช้ทำการเกษตรคือน้ำบ่อที่ขุดเองไม่ได้ใช้น้ำจากแม่น้ำกกโดยตรง ผลกระทบในปัจจุบันโดยหลักคนในชุมชนกล่าวว่ามาจากการที่น้ำท่วมใหญ่ปี พ.ศ. 2567 ทำให้น้ำท่วมที่ทำกินทั้งหมด ผู้คนจึงต้องย้ายไปเช่าที่ทำเกษตรบริเวณน้ำฝาง หรือห้วยน้ำเย็นแทน

ประมง – มีข้อกังวลเรื่องการปนเปื้อนของแม่น้ำ ขาดข้อมูลผลตรวจสารโลหะหนักในปลา และในน้ำที่ชัดเจนจากภาครัฐ ทำให้ไม่สามารถลงน้ำจับปลาได้ ขายปลาไม่ได้ จึงต้องเปลี่ยนอาชีพ

ผู้ประกอบการโรงแรม รีสอร์ท ร้านค้า – หลังจากที่ข่าวออกไปว่าแม่น้ำกกมีการปนเปื้อนของสารโลหะหนักนักท่องเที่ยวก็หายไป ทำให้ขาดรายได้ไปมาก

ผู้ประกอบการซุ้มและแพเปียก – โดยปกติซุ้มจะทำเฉพาะช่วงเทศกาลที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยเฉพาะเทศกาลสงกรานต์ที่ผู้คนจะมาเล่นน้ำในแม่น้ำกก แต่หลังจากมีข่าวว่าน้ำกกปนเปื้อนนักท่องเที่ยวจึงหายไปทำให้ขาดรายได้

คนขับเรือ (ขับทั้งเรือท่องเที่ยวและเรือโดยสาร) – ได้รับผลกระทบจากการที่นักท่องเที่ยวลดน้อยลงทำให้ไม่สามารถออกเรือท่องเที่ยวได้ซึ่งการทำเรือท่องเที่ยวเป็นรายได้หลัก รวมถึงได้รับผลกระทบช่วงน้ำท่วมทำให้เรือล่มส่งผลให้เรือเสียหายและไม่สามารถซ่อมแซมเรือได้เนื่องจากขาดรายได้ ท้ายที่สุดจึงต้องเปลี่ยนอาชีพ

2 ด้านข้อมูล

มีหน่วยงานรัฐหลายหน่วยงานลงพื้นที่เพื่อเก็บตัวอย่าง น้ำ ตะกอนดิน สัตว์น้ำ พืช ดิน ไปตรวจแต่ไม่คืนข้อมูลให้ชุมชน ส่งผลให้เกษตรกรไม่สามารถวางแผนทำการเกษตรได้เนื่องจากมีข้อกังวลว่าหากลงทุนปลูกไปแล้วตรวจพบภายหลังว่าผลผลิตมีการปนเปื้อนจะไม่มีคนรับซื้อและขาดทุน ส่วนชาวประมงก็ไม่สามารถจับปลาขายได้เนื่องจากหน่วยงานรัฐไม่สื่อสารข้อมูลอย่างชัดเจนว่าปลาสามารถบริโภคได้หรือไม่ส่งผลให้ไม่มีคนรับซื้อปลาเพราะขาดความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของปลา

3 ปัญหาเรื่องสัญชาติ

บุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย ไม่ได้ถือบัตรประชาชนไทย ไม่ได้สิทธิในการตรวจหาสารโลหะหนักในร่างกาย (ตรวจเลือด/ปัสสาวะ)

4 ด้านสุขภาพ

สภาพร่างกาย

1 พบชาวบ้านมีผื่นขึ้นบริเวณร่างกายที่สัมผัสน้ำ มีอาการประมาณ 2 – 3 เดือน                                                                        

2 พบเด็กในหมู่บ้าน 2 คน ที่ตรวจพบสารโลหะหนักในร่างกายแต่หมอบอกว่าไม่เกินค่ามาตรฐาน (มีประวัติกินปลาจากแม่น้ำกกเป็นประจำ)

มีข้อสังเกตจากการเก็บข้อมูล – ผู้ให้ข้อมูลหลายคนมีโรคประจำตัวคือโรคไทรอยด์เป็นพิษซึ่งมีประวัติสัมผัสน้ำจากแม่น้ำกกทุกคน

สภาพจิตใจ

คนในชุมชนมีความกังวลมากเวลาฝนตกเพราะกลัวว่าน้ำที่ปนเปื้อนจะท่วม และเป็นห่วงลูกหลานที่อนาคตอาจจะไม่สามารถใช้ประโยชน์จากแม่น้ำกกได้เหมือนในอดีต

5 ด้านวัฒนธรรม

ประเพณีสงกรานต์ ปกติคนในชุมชนจะเล่นน้ำบริเวณริมน้ำกก หลังจากที่น้ำเริ่มมีสีขุ่นและมีข่าวว่าปนเปื้อนจึงไม่กล้าเล่นน้ำ รวมถึงการขนทรายเข้าวัด มีความกังวลว่าทรายนั้นเป็นทรายที่ปนเปื้อนหรือไม่เพราะหาดทรายอยู่ติดริมแม่น้ำกกจึงไม่กล้าขนทรายเข้าวัด

การแข่งกีฬาฟุตซอลที่หาดทราย ในอดีตเคยมีการจัดแข่งขันกีฬาภายในหมู่บ้านบริเวณติดริมแม่น้ำกกแต่ตอนนี้ไม่สามารถจัดการแข่งได้

ประเพณีลอยอุปคุต ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นประเพณีลอยกระทงของชาวไทใหญ่ เนื่องจากเป็นประเพณีที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำกกชาวบ้านจึงกังวลว่าจะสามารถจัดได้เหมือนเดิมหรือไม่

ข้อเรียกร้องของชุมชนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

1 ต้องการให้ภาครัฐแก้ปัญหาที่ต้นเหตุคือการเจรจาปิดเหมืองแร่ที่ต้นทาง

2 ไม่ต้องการให้สร้างฝายดักตะกอน หรือม่านดักตะกอน เพราะกลัวจะเป็นการสร้างผลกระทบมากกว่ากว่าเดิม ไม่ใช่การและไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

ข้อมูลข้างต้นนี้ เป็นการนำเสนอข้อมูลภาพรวมเบื้องต้นและข้อมูลรายละเอียดการสัมภาษณ์จากผู้ให้สัมภาษณ์ 2 ครัวเรือนจากที่เก็บรวมรวมมาทั้งหมด 10 ครัวเรือน ข้อมูลส่วนที่เหลืออีก 8 ครัวเรือนปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการเรียบเรียงข้อมูลของนักศึกษาผู้เก็บรวบรวมข้อมูล ข้อมูลส่วนนี้จึงจะถูกนำเสนอต่อไปในอนาคต คลินิกกฎหมายขอเชิญผู้อ่านที่สนใจติดตามการดำเนินการต่อไป และหวังว่าข้อมูลที่นำเสนอไปเบื้องต้นจะเป็นประโยชน์หรือข้อสังเกตบางประการให้กับผู้อ่านได้

กิจกรรมที่ 3

ลงพื้นที่คืนข้อมูลให้ชุมชนแก่งทรายมูล (วันที่ 12 – 13 ตุลาคม 2568)

นักศึกษาคลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อมผู้ดูแลเคส เจ้าหน้าที่คลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อม และวิทยากรจาก EarthRights International นายธนกฤษ โต้งฟ้า ชาวบ้านจากชุมชนคลิตี้ล่าง จังหวัดกาญจนบุรี ผู้ที่เติบโตและอาศัยอยู่ในชุมชนคลิตี้ล่าง ซึ่งมีประสบการณ์เผชิญหน้ากับปัญหาลำห้วยคลิตี้ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญของชุมชนปนถูกเปื้อนสารตะกั่วจนนำไปสู่การรวมตัวต่อสู้ฟ้องคดี

คณะทำงานนี้ลงพื้นที่บ้านแก่งทรายมูล ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ เพื่อจัดเวทีสาธารณะ “When Data Speaks เมื่อข้อมูลพูดได้ – บทเรียนจากคลิตี้ถึงแม่น้ำกก” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับปัญหา การปนเปื้อนของ สารพิษในแม่น้ำ โดยเฉพาะกรณีแม่น้ำกกปนเปื้อนสารโลหะหนักที่กำลังเป็นปัญหาสำคัญในพื้นที่ภาคเหนือ

ภายในเวที มีชาวบ้านจากบ้านแก่งทรายมูลเข้าร่วมอย่างคึกคัก พร้อมร่วมพูดคุยกับ นายธนกฤษ โต้งฟ้า ชาวบ้านจากคลิตี้ล่าง จังหวัดกาญจนบุรี ผู้เคยผ่านประสบการณ์ต่อสู้ยาวนานกว่า 20 ปี กรณี “สารตะกั่วปนเปื้อน ลำห้วยคลิตี้” นายธนกฤษได้เล่าถึงผลกระทบที่ชุมชนต้องเผชิญตั้งแต่สุขภาพของคนในหมู่บ้าน จนถึงการสูญเสีย วิถีชีวิตดั้งเดิม รวมถึงการต่อสู้ทั้งในเชิงกฎหมาย การเจรจาต่อรองกับภาครัฐ และการรวมกลุ่มของชุมชน

เขายังกล่าวถึง “สิทธิในการอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี” ว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่ไม่อาจละเมิดได้ พร้อมย้ำถึงความสำคัญของการเก็บข้อมูลพื้นฐานชุมชน ว่าเป็นหัวใจของการต่อสู้ทางสิ่งแวดล้อม

“แม้ว่าจะมี นักข่าว นักวิชาการ นักกฎหมาย NGO หน่วยงานภาครัฐ เข้ามาสัมภาษณ์ชาวบ้านในหมู่บ้าน มากมาย จนชาวบ้านไม่รู้จะต้อนรับกันไหวหรือเปล่าแต่เขาก็ต้องอดทนเพราะว่าการให้ข้อมูลเป็นสิ่งที่จะเป็นกระบอกเสียงให้กับหมู่บ้าน (คลิตี้) ของเรา เราก็เลยต้องให้ข้อมูลและสื่อสารออกไปว่าเราได้รับผลกระทบอยู่”  นายธนกฤษกล่าว

นอกจากการแลกเปลี่ยนบทเรียนจากคลิตี้แล้ว ภายในงานยังมีการจัด Workshop เครื่องมือ 7 ชิ้น ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับเก็บข้อมูลพื้นฐานของชุมชน เช่น ข้อมูลทรัพยากร เครือข่ายความสัมพันธ์ในชุมชน ระบบสุขภาพชุมชน เครือข่ายทางสังคม ฯลฯ โดยมี นางสาวเพ็ญณิชา และนายสุพศิน นักศึกษาผู้ดูแลเคส คลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมแนะนำและสาธิตการใช้เครื่องมือแต่ละชิ้นพร้อมอธิบายว่าข้อมูลที่ได้สามารถต่อยอดไปสู่การวิเคราะห์ปัญหา และสร้างข้อเรียกร้องต่อรัฐได้อย่างไร

ในช่วงท้ายของเวทีชาวบ้านและนักศึกษาร่วมกันทำ “ปฏิทินชุมชนบ้านแก่งทรายมูล” เพื่อบันทึกเหตุการณ์สำคัญของชุมชนในรอบปี เช่น ฤดูกาลเพาะปลูก การจัดงานประเพณี งานบุญ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งข้อมูล ที่ช่วยให้ชุมชนเข้าใจตนเองมากขึ้นและช่วยให้คนนอกชุมชนสามารถใช้วางแผนในการเข้ามาเก็บข้อมูลหรือสัมภาษณ์คนในชุมชนได้โดยไม่รบกวนชีวิตประจำวันของคนในชุมชนมากนัก

ปฏิทินชุมชน หย่อมบ้านแก่งทรายมูล

จัดทำโดย นางสาวเพ็ญณิชา ประถมเสาวนีย์ และ นายสุพศิน สุทธิวรวิทย์

แหล่งอ้างอิง

ภาพถ่าย:

กิจกรรมที่ 1 และ 2 โดย นักศึกษาคลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อม ปีการศึกษาที่ 1/2568

กิจกรรมที่ 3 โดย นางสาวปาริชาต ศรีสวัสดิ์ 

แหล่งข้อมูล:

1 บันทึกการประชุมสัมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่องการแก้ไขปัญหา โคลนพิษแม่น้ำกก โดย นางสาวเพ็ญณิชา

2 บันทึกการลงพื้นที่เก็บข้อมูลบ้านแก่งทรายมูล โดย นางสาวเพ็ญณิชา

3 ชิ้นงานเขียนข่าวสิ่งแวดล้อมเพื่อสื่อสารสาธารณะของ นางสาวเพ็ญณิชา

เรียบเรียงโดย

สิริพัทธ์ รัตนตรีประสาน
เจ้าหน้าที่นักกฎหมาย

ผลงานอื่น ๆ ของนักศึกษา

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *